Bitcoin แนวคิดดีๆ ที่ต้องระวัง

Print Friendly, PDF & Email

ออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้าน Blockchain หรือ Bitcoin แต่อย่างใด ใครที่อยากจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของ Bitcoin หรือ Blockchain ผมแนะนำบล็อกของนู๋เนย เขียนไว้ได้ดีมากๆ ครับ … คือ ที่เอามาเขียนเป็นบล็อกตอนนี้ก็เพราะว่าได้เห็นกระแสนิยมขุด Bitcoin มาพักใหญ่มากๆ (ก็หลายปีอยู่) ล่าสุดนี่ก็เห็นมีคนเขียนหนังสือประมาณ รวยด้วย Bitcoin ออกมา (คล้ายๆ พวก รวยด้วยหุ้น นั่นแหละ) ซึ่งหลังๆ ก็ได้เห็นผู้รู้บางท่านเริ่มออกมาเตือนเรื่องฟองสบู่ Bitcoin หรือ ความเสี่ยงจากการลงทุน Bitcoin กันบ้างแล้ว ตัวอย่างเช่น คุณลิ่ว จาก Blognone ที่มีการเขียนบทความเตือนให้เห็นครับ

ผมเองก็เลยขอถือโอกาส เขียนบทความเตือนเรื่อง Bitcoin เอาไว้บ้างดีกว่าครับ เดี๋ยวจะตกเทรนด์ (ทีตอนเทรนด์ขุด Bitcoin เริ่มมาเมื่อหลายปีก่อน ดันไม่เขียนเนอะ … ฮา)

 

แนวคิด Bitcoin จริงๆ เป็นแนวคิดที่ดี

ถ้าใครอ่านบล็อกของนู๋เนยแล้วจะเข้าใจถึงความแตกต่างของ Bitcoin กับ Blockchain นะครับ แต่ถ้าจะให้สรุปมาแบบสั้นๆ ก็ต้องบอกว่า Blockchain คือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังของ Bitcoin ส่วนตัว Bitcoin นั้น เป็นเหมือนหนึ่งใน “ผลผลิต” อันเกิดมาจาก Blockchain ครับ ฉะนั้นหมายความว่า ใครก็สามารถเอาแนวคิด Blockchain ไปสร้าง “ผลผลิต” คล้ายๆ Bitcoin ออกมาได้อีกมากมาย หรือจะเป็น “ผลผลิต” สไตล์อื่นอีกก็ได้ อยู่ที่จะคิดทำอะไรออกมา

ตัว Bitcoin เป็นสกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์ ที่มุ่งหวังจะแก้ปัญหาหลายๆ อย่างที่มีกับแนวคิดสกุลเงินแบบเดิมๆ ครับ เปลี่ยนจากการรวมศูนย์มาเป็นแบบไม่รวมศูนย์แทน แต่เนื่องจากความเป็น “สกุลเงิน” พื้นฐานของมูลค่าของ Bitcoin ก็จึงอยู่ที่การยอมรับว่ามันสามารถใช้แลกเปลี่ยนเพื่อซื้อขายได้ครับ

เว็บ Forbes Thailand เผยแพร่บทความ “เตือน Bitcoin เป็นสินค้า ยังไม่ใช่เงิน ซ้ำร้ายอาจฟองสบู่” แต่โดยส่วนตัวผมมองว่ามาเขียนแบบนี้ก็ไม่ถูกซะทีเดียวนะ เพราะมีคนที่ “ยอมรับ” ตัว Bitcoin ในฐานะเงินนะครับ เพียงแค่ยังไม่แพร่หลายมากนัก และในหลายๆ ประเทศก็ยังไม่ยอมรับ Bitcoin ในฐานะเงินเท่านั้นเอง แต่ก็มีประเทศที่ยอมรับแล้ว เช่น ญี่ปุ่น และอีกหลายๆ ประเทศที่ Bitcoin ก็ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย แต่ยังไม่มีใครเข้ามากำกับดูแล (ซึ่งก็น่าจะเป็นเป้าหมายหนึ่งของการมี Bitcoin ซึ่งก็คือการกำกับดูแลกันเอง)

 

มูลค่าของ Bitcoin ผันผวนและความเสี่ยงมากกว่าสกุลเงินอื่น

เท่าที่ผมทราบมา สมัยก่อน ประเทศไหนจะผลิตเงิน ต้องมีการเอาทองคำมาเป็นหลักประกันครับ จะผลิตเงินออกมาเกินทองคำที่เป็นหลักประกันไม่ได้ การมีทองคำเป็นหลักประกันมันเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเรามีความมั่นใจว่าเงินมันมีมูลค่าแน่นอน เพราะต้องเอาไปแลกกลับเป็นทองคำได้ … แต่เท่าที่ทราบอีกเช่นกัน คือ ระบบนี้มันล้มไม่เป็นท่า เมื่อสหรัฐอเมริกาเขาเมินกฎนี้ แล้วผลิตเงินออกมาเกินกว่าที่มีทองคำ ส่งผลให้ปัจจุบัน จำนวนเงินที่ผลิตออกมา เกิดจากการกำกับดูแลกันเองของแต่ละประเทศ คือ ต้องควบคุมให้ปริมาณเงิน อย่าผลิตให้มากเกินไปจนเกิดอาการเฟ้ออย่างยิ่งยวดเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในประเทศฮังการี หรือ ซิมบับเว (ลองไปค้น Google ดูนะครับ)

ในส่วนของ Bitcoin เองก็มีมาตรการควบคุมเอาไว้ โดยกำหนดให้จำนวน Bitcoin มีไม่เกิน 21,000,000 BTC แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น มันกลับไปอยู่ที่ตรง “มูลค่า” ของมันต่างหากล่ะครับ ซึ่งมันเคยพุ่งไปถึงระดับ 1 BTC = $2,700 เลย (เห็นว่าปัจจุบัน ณ ตอนที่เขียนบล็อกนี้อยู่ มันอยู่ที่ 1 BTC = $2,023 … ต่างกันทีหลายร้อยเหรียญเลยอะ) ที่เป็นเช่นนี้เพราะหลายๆ คน ไม่ได้มองการได้มาถึง Bitcoin เป็นการได้เงินมาใช้ แต่เป็นการลงทุนในอัตราแลกเปลี่ยน แบบเดียวกับพวกเงินบาท เงินเยน เงินดอลล่าห์ อะครับ

แต่ Bitcoin มันมีความ “เคว้ง” มากกว่าสกุลเงินอื่น เพราะสกุลเงินอื่นมันมีรัฐบาลของประเทศนั้นๆ รับประกันให้อยู่ ในขณะที่ Bitcoin นี่ไม่มีประเทศไหนๆ รับประกันให้นะครับ มีแค่ประเทศที่บอกว่า “มันก็ไม่ได้ผิดกฎหมายประเทศฉันนะ” หรือ “ฉันยอมให้ผู้คนในประเทศฉันใช้ Bitcoin ในการชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย” ก็เท่านั้น ถ้าเกิดอยู่ๆ คนทั่วโลกเกิดพร้อมใจกันบอกว่า “ไม่เอาแล้วล่ะ Bitcoin ชั้นไม่เชื่อว่าแกจะใช้ชำระหนี้ได้” ก็ถึงกาลอวสานของ Bitcoin ล่ะครับ … ซึ่ง Bitcoin ต่างจากสกุลเงินอื่นๆ ที่มีอยู่ในโลกตอนนี้ตรงที่มันยังฝังรากไม่ลึกพอครับ ในขณะที่สกุลเงินต่างๆ ในปัจจุบัน หากมีตัวไหน “หาย” ไป มันจะส่งผลกระทบต่อประเทศเจ้าของสกุลเงินแบบเต็มเหนี่ยว และอาจส่งผลกระทบไปยังที่อื่นๆ ทั่วโลก แต่ Bitcoin นั้น หากอยู่มาวันนึงเกิดหายไป ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จะอยู่ในกลุ่มผู้ที่ “ลงทุน” ใน Bitcoin เป็นหลักครับ

 

ระบบของ Bitcoin มีความปลอดภัย แต่ผู้ใช้คือจุดอ่อน

ตรรกะของ Bitcoin นั้น มีความปลอดภัยที่แน่นหนามาก กาจจะแฮกหรือโกงระบบนี่ทำไม่ได้เลย (อย่างน้อยก็ ณ ตอนนี้ล่ะ) แต่ก็เฉกเช่นเดียวกับพวกระบบ Internet banking หรือ Digital banking ทั้งหลายแหละ ที่แม้จะพยายามวางแนวป้องกันเอาไว้ดีขนาดไหน แต่จุดอ่อนมันก็อยู่ที่ผู้ใช้อยู่ดี ดังจะเห็นได้จากเรื่องราวต่างๆ ของทั้งคนและองค์กร ที่ต้องเสียหายเพราะดันพลาดท่า โดนแฮกเอา Bitcoin ไป (เช่น ดันเผลอให้คนอื่นรู้รหัสเข้าถึงกระเป๋าเงิน Bitcoin ของตน หรือ โดนแฮกบัญชีที่ใช้บริหารจัดการ Bitcoin เป็นต้น) เช่น เคสใหญ่ๆ ก็คือ Mt. Gox ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการแลกเปลี่ยน Bitcoin ที่โดนแฮก Bitcoin มูลค่า $460 ล้านไป ส่งผลให้บริษัทต้องยื่นล้มละลายไป

คนธรรมดาสามัญ หากยังไม่เข้าใจว่า Blockchain คืออะไร Bitcoin คืออะไร ผมก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องไปพยายามขวนขวายหามาหรอกครับ (ในประเทศไทยมีเว็บไซต์ที่ซื้อขาย Bitcoin แล้ว แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่ได้ให้การยอมรับก็ตาม) และใครที่คิดว่าจะไปขุด Bitcoin ก็ไม่ต้องไปพยายามนะครับ ตอนนี้ไปขุดมันก็ยากแล้ว อาจไม่คุ้มค่าอุปกรณ์และค่าไฟ (พวกอุปกรณ์ที่เอาไว้ขุด Bitcoin โดยเฉพาะ แบบไฮโซสเปกแรงๆ เนี่ย ตัวนึงสองแสนบาทได้มั้ง) เพราะการขุดไม่ได้หมายความว่าจะได้ Bitcoin มานะครับ โดยเฉพาะในยุคที่ใครๆ ก็คิดว่าจะหาเงินแบบง่ายๆ ด้วยการขุด Bitcoin นี่อีก

 

สกุลเงินอื่นก็มาเพียบแล้ว

Bitcoin เป็นสกุลเงินประเภทที่เรียกว่า Cryptocurrency ครับ และอย่างที่บอกไปตอนต้นแล้วว่าพื้นฐานของมันมาจาก Blockchain ซึ่งคนอื่นๆ ก็สามารถนำแนวคิดดังกล่าวไปใช้ได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะได้เห็นสกุลเงินอื่นๆ ที่เป็น Cryptocurrency ออกมากัน เช่น Monero, Zcash, Ethereum ฯลฯ มันเลยกลายเป็นเหมือนว่า พอไปขุด Bitcoin ไม่ทัน ก็ไปขุดสกุลเงินอื่นแทน

 

จำไว้ การลงทุนมีความเสี่ยง

ผมอยากให้มอง Bitcoin เป็นการลงทุนประเภทหนึ่ง คิดซะว่าคือการลงทุนอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราก็ได้ครับ ฉะนั้นต้องตระหนักเช่นกันว่ามันมีความเสี่ยงนะครับ

  • เราอาจจะซื้อ Bitcoin มาเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ต่อให้ ฺBitcoin มีอัตราแลกเปลี่ยนสูง แต่หากไม่มีคนที่อยากจะซื้อเราก็ขายไม่ออกนะครับ
  • Bitcoin ไม่มีกลไกในการควบคุมการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน … ลองมองย้อนไปที่หุ้น ประเทศไทยมีการกำหนด “เพดาน” และ “พื้น” ของความผันผวนของหุ้นเอาไว้ แต่ใน Bitcoin นี่ไม่มีเลยนะครับ
  • บางคนเลือกใช้วิธี “ขุด” Bitcoin ซึ่งจะต้องหาพวกเครื่องคอมพิวเตอร์สเปกดีๆ หรือหลายๆ คนเลือกใช้การ์ดจอในการช่วยประมวลผล หรือบางคนก็ซื้ออุปกรณ์ขุด Bitcoin เฉพาะทางมาเลย พวกนี้มีค่าใช้จ่ายทั้งนั้นครับ (ไหนจะค่าไฟอีก) และก็ไม่ได้ถูกซะทีเดียวด้วยนะ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

Leave a Reply

%d bloggers like this: