รีวิว WD My Passport SSD 512GB สื่อบันทึกพกพาจิ๋ว เบา แต่แจ๋ว

Print Friendly

และแล้ว มันก็ถึงวันที่แค่ความจุสูงๆ มันไม่พอแล้ว เราต้องการสื่อบันทึกข้อมูลพกพาที่มีความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลสูงๆ ด้วย เพราะเดี๋ยวนี้ข้อมูลต่างๆ ที่เราอยากจะเก็บอยากจะถ่ายโอน มันก็ไม่ได้มีขนาดเล็กๆ แล้ว นอกจากนี้ พวกโน้ตบุ๊กบางตัวมันก็มีความจุไม่ได้สูงมากเท่าไหร่ หนำซ้ำยังอัพเกรดไม่ได้ซะอีก ทำให้หลายๆ คน อยากได้สื่อบันทึกข้อมูลความจุสูงๆ ความเร็วสูงๆ เอามาใช้งาน เพื่อที่จะได้เขียนและอ่านโดยตรงไปที่ตัวสื่อบันทึกข้อมูลเลย มากกว่าที่จะก็อปปี้มาเก็บไว้บนคอมพิวเตอร์ ทำงานเรียบร้อย ก็อปกลับไปที่สื่อบันทึกข้อมูลอีกที วุ่นวายไป

หลังจากที่ WD (Western Digital) ซื้อกิจการของ SanDisk ไป เราก็คาดกันอยู่แล้วว่า WD จะก้าวเข้าสู่ตลาด SSD (Solid State Drive) และเปิดตัวมาด้วย WD Blue SSD (ที่ผมเคยรีวิวไปแล้ว) และล่าสุดนี่ WD เขาปล่อย My Passport SSD มาให้เลือกหาใช้งานแล้วครับ และนี่ก็จัดเอาความจุ 512GB มาลองใช้และรีวิวให้ได้อ่านกันครับ

 

WD My Passport SSD

WD My Passport SSD ขนาดเล็กมากเลยทีเดียว

 

ด้วยความที่มันเป็น SSD ครับ จึงมีขนาดที่เล็กและเบากว่าฮาร์ดดิสก์เยอะมาก แม้ว่าเราจะเทียบกับฮาร์ดดิสก์ขนาด 2.5 นิ้วก็ตามอ่ะนะ ดีไซน์ของ My Passport SSD นี่ก็มาแนวเดียวกับ My Passport โฉมใหม่ มีลักษณะเป็นสีเงินสวยทีเดียว ถือไว้ในอุ้งมือได้สบายๆ เลยครับ

 

มีพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type C (USB 3.1 Gen 2)ทั้งแพ็กเกจมีมาให้แบบนี้ครับ ตัว WD My Passport SSD กับสายเคเบิ้ล USB Type-C พร้อมตัวแปลงเป็น USB-A

 

ในส่วนของการเชื่อมต่อ เจ้านี่ใช้ USB Type-C ครับ รองรับมาตรฐาน USB 3.1 Gen 2 (หรือบางที่เรียกว่า USB 3.1 เฉยๆ) และแน่นอนว่าใช้ได้กับ USB 3.0 (หรือบางที่จะเรียกว่า USB 3.1 Gen 1) กับ USB 2.0 ด้วย โดยใช้หัวแปลง USB Type-C มาเป็น USB-A ที่ใช้กันทั่วไป ซึ่งมีแถมมาให้ในแพ็กเกจนั่นแหละ (ไม่มีไม่ได้ เพราะไม่งั้นก็ใช้กับคอมพิวเตอร์ทั่วๆ ไปไม่ได้สิ)

 

ตัวแปลง USB-A นี่จะมีสลักเอาไว้เพื่อให้มั่นใจว่าใส่แน่นปึ้ก

 

ในส่วนของการเสียบหัวแปลง ต้องดูดีๆ ครับ จะเห็นว่าหัวแปลงมันมีแง่งนิดหน่อย เอาไว้กำหนดว่าเราจะต้องเสียบหัวแปลงด้านไหน เสียบให้ถูกต้องก็จะแน่นปึ้ก เสียบผิด ก็จะหลวมๆ เลยครับ

จุดเด่นอีกอย่างของ WD My Passport SSD ก็คือความทนทานครับ มันไม่ได้ถึงขนาดกันน้ำ แต่เรื่องตกกระแทกเนี่ย ทนทานกว่า External HDD ทั่วไปอย่างแน่นอน เพราะ SSD มันไม่มีส่วนที่เคลื่อนไหวเหมือนอย่างใน External HDD ทั่วไปครับ โดยตัวนี้ตามสเปกแล้ว ทดสอบเรื่องการตกกระแทกที่ระดับความสูง 1.98 เมตรแล้ว สามารถทนทานได้สบายๆ ครับ (ซึ่งโดยปกติแล้ว เราไม่ได้ตกกระแทกที่ความสูงระดับนี้ซักเท่าไหร่อยู่แล้วอะนะ)

การใช้งานแบบง่ายๆ ก็เอามาใช้เป็น External drive สำหรับเก็บข้อมูลได้เลยครับ เสียบใช้งานได้เหมือนกับใช้ฮาร์ดดิสก์ปกติเลย และเพราะว่าเจ้านี่มาพร้อมกับสายเคเบิลแบบ USB Type-C ก็เลยทำให้สามารถเสียบกับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ๆ หลากยี่ห้อได้สบายๆ แล้วใช้งานเป็น External storage สำหรับสมาร์ทโฟนได้เลย … อ๊ะๆ ใครใช้ iPhone ตอนนี้ก็อดไปก่อนนะครับ

 

WD Discovery

 

จะใช้งานให้เต็มเหนี่ยว แนะนำติดตั้งแอป WD Discovery ครับ มันจะเป็นเหมือนศูนย์กลางของแอปต่างๆ ที่ใช้งานร่วมกับ WD My Passport SSD เลย สามารถดาวน์โหลด อัพเดต หรือ เปิดใช้งานโปรแกรมอื่นๆ สำหรับผลิตภัณฑ์ของ WD ได้ เช่น WD Drive Utilities (เอาไว้เช็คสถานะของดิสก์ หรือ เอาไว้ลบข้อมูลถาวร เผื่อสำหรับกรณีที่จะยกให้คนอื่นใช้ต่อ), WD Security (เอาไว้เข้ารหัสข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ หากไม่มีรหัสผ่าน ก็จะมาดูข้อมูลไม่ได้ … ฉะนั้นถ้าใส่รหัสแล้ว ห้ามลืมนะครับ ไม่มีใครช่วยคุณได้นะ) และ WD SmartWare ที่ให้เราสำรองข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของเราไปยังผลิตภัณฑ์ของ WD ได้ หรือจะอัพโหลดไปคลาวด์ก็ได้ (รองรับ Dropbox) ครับ

 

ผลการวัดความเร็วด้วย CrystalDiskMark 5.2

ผลการทดสอบ Disk Benchmark ด้วย HD Tune Pro

ลองดูความเร็วในการก็อปปี้ของ WD My Passport SSD

 

ตามสเปกแล้ว WD My Passport SSD นั้นสามารถอ่านและเขียนด้วยความเร็ว 515MB/s เลยทีเดียว หากใช้ร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่รองรับ USB 3.1 Gen 2 ที่ให้แบนด์วิธสูงสุด 10Gbps ครับ แต่ในกรณีของผม ผมทดสอบกับ Microsoft Surface Pro 3 และ Lenovo Helix (รุ่นแรก) ซึ่งรองรับแค่ USB 3.1 Gen 1 (หรือพูดง่ายๆ USB 3.0) ที่แบนด์วิธ 5Gbps ผลก็คือ ได้ความเร็วที่ราวๆ 280MB/s ครับ ซึ่งก็คือประมาณ 2.24Gbps ครับ (ตามทฤษฎีแล้ว USB 3.0/3.1 Gen 1 เนี่ย ควรจะได้ความเร็วสูงสุด 5Gbps แต่ในทางปฏิบัติ ความจริงสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 300MB/s ครับ ทั้งนี้ก็อาจมีบวกลบบ้างขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยอีก)

ตอนที่ลองก็อปปี้ไฟล์ 5GB นี่คือ แป๊บเดียวเสร็จเลยครับ สมกับที่เป็นการก็อปปี้จาก SSD ไป SSD จริงๆ (ความเร็วของ SSD ที่ใช้ใน Microsoft Surface Pro 3 ก็อ่านเขียนข้อมูลที่ประมาณ 500MB/s เหมือนกันครับ)

 

บทสรุปการรีวิว WD My Passport SSD

สรุปแบบสั้นๆ ง่ายๆ ก็ต้องบอกว่า WD My Passport SSD นี่คือ เล็ก เบา และเร็วครับ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าตัวที่แพงกว่า External HDD ปกติเกือบ 8 เท่าตัวทีเดียว (External HDD 1TB ราคาประมาณ 1,800 บาท ส่วน WD My Passport SSD 512GB ราคา 7,990 บาท ถ้าเป็น 1TB ก็ 15,900 บาทครับ) ฉะนั้น หากใครต้องการแค่เอามาใส่พวก Word/Excel/PowerPoint หรือไฟล์รูปยุ่บยั่บ ผมว่าตัวนี้อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีซักเท่าไหร่ หรือถ้าหากอยากได้จริงๆ (โดยพิจารณาเรื่องน้ำหนัก การพกพาสะดวก และความคงทนต่อการตกกระแทก) สอยตัว 256GB ที่ราคา 3,990 บาทก็พอครับ

แต่สำหรับคนที่ทำงานด้านตัดต่อวิดีโอ ทำกราฟิกที่ไฟล์ใหญ่ๆ แล้วต้องทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ การมี WD My Passport SSD นี่อาจจะเป็นคำตอบที่ดีทีเดียวครับ เพราะว่ามันเขียนและอ่านข้อมูลขนาดใหญ่ๆ ได้รวดเร็วมาก และแม้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์จะรองรับแค่ USB 3.0 (หรือ USB 3.1 Gen 1) ก็ตาม ความเร็วระดับเกือบๆ 300MB/s ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานพอสมควรแล้วล่ะครับ แต่หากใครที่ต้องการความเร็วในการเขียนและอ่านแบบสุดๆ ก็ต้องเอาไปใช้ควบคู่กับโน้ตบุ๊กที่มี USB 3.1 Gen 2 หรือ Thunderbolt 3 (เพราะมันจะมี Interface เป็น USB Type-C) ครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: