สร้าง Personal cloud storage ด้วย QNAP ดี หรือจะใช้ Public cloud storage อย่าง Dropbox/OneDrive/Google Drive ดี?

myQNAPcloud

ด้วยการใช้งานร่วมกับ myQNAPcloud แล้ว เราก็จะสามารถเชื่อมต่อกับ QNAP Turbo NAS ผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ และฟีเจอร์ Qsync ก็ช่วยให้เราสามารถมี Private cloud (หรือจะเรียกว่า Personal cloud ก็ได้) ซึ่งมันก็จะเหมือนๆ กับการที่เราใช้บริการ Cloud storage ของ Dropbox, OneDrive, Google Drive หรืออื่นๆ นั่นแหละครับ แต่ทีนี้คำถามเลยอยู่ที่ว่า แล้วเอาเข้าจริงๆ เราควรจะทำ Private cloud ใช้เอง หรือจะใช้ Cloud storage ที่เป็น Public cloud ดีล่ะ?

ว่าแล้วก็มาลองอ่านตารางนี้ดูครับ เผื่อจะได้ช่วยตัดสินใจได้ว่าเราจะเปลี่ยนมาใช้ Qsync ดี หรือจะยังใช้บริการ Cloud storage อื่นๆ ต่อไปดี

ประเด็นเปรียบเทียบ QNAP Qsync บริการ Cloud storage
ค่าใช้จ่าย ถ้ามี QNAP Turbo NAS อยู่แล้ว ก็ถือได้ว่าฟรี แต่ถ้ายังไม่มี ก็มีค่าใช้จ่ายเท่าๆ กับการซื้อ QNAP Turbo NAS บวกกับฮาร์ดดิสก์ ซึ่งเริ่มต้นที่ราวๆ 8,000 บาท (TS-128 1-bay + WD Red 2TB) และจะมีค่าใช้จ่ายในการอัพเกรดฮาร์ดแวร์ หรือ เปลี่ยนฮาร์ดแวร์ในอนาคต ส่วนใหญ่เริ่มต้นฟรี โดยมีเนื้อที่ให้ 2GB – 15GB แล้วแต่ผู้ให้บริการ จากนั้นจะมีค่าใช้จ่ายรายเดือน อยู่ที่ราวๆ $4-$5 (ประมาณ 140-173 บาท แล้วแต่อัตราแลกเปลี่ยน)
เนื้อที่เก็บข้อมูล ได้สูงสุดเท่าที่เรามีฮาร์ดดิสก์ใส่ให้ ซึ่งแน่นอนว่าสูงกว่า ได้ไม่จำกัด ตราบเท่าที่เรามีเงินพร้อมจ่าย
ความเร็วในการใช้งาน นอกจากความเร็วจะขึ้นอยู่กับฝั่งผู้ใช้งานแล้ว ก็ยังขึ้นอยู่กับความเร็วอินเทอร์เน็ตที่บ้าน (หรือออฟฟิศ) ที่ QNAP Turbo NAS ติดตั้งอยู่ด้วย และต้องพิจารณาทั้งความเร็วดาวน์โหลดและอัพโหลด ผู้ให้บริการมักจะเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตด้วยแบนด์วิธสูงอยู่แล้ว ฉะนั้น ความเร็วในการใช้งานจึงขึ้นอยู่กับฝั่งผู้ใช้งานซะเป็นส่วนใหญ่
 ความปลอดภัยในการเชื่อมต่อใช้งาน เราสามารถเชื่อมต่อกับ QNAP Turbo NAS ผ่าน SSL ได้ แต่ว่า Certificate ที่มีเป็นของ QNAP NAS ซึ่งไม่ได้รับการ Verified ฉะนั้นตัวเบราว์เซอร์หรือแอปก็อาจจะแจ้งเตือนว่าไม่สามารถยืนยันผู้ให้บริการ SSL ได้ หากต้องการติดตั้ง Certificate ให้กับ QNAP Turbo NAS ก็จะมีค่าบริการอยู่ที่ $50 (ประมาณ 1,730 บาท) ต่อ 3 ปี ผู้ให้บริการมักจะมีการเข้ารหัสการเชื่อมต่อผ่าน SSL และข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่ในบริการ Cloud storage ก็มักจะได้รับการเข้ารหัสอยู่แล้ว ปราศจาก Username/Password ก็ยากที่จะเข้าถึงข้อมูล … แต่ก็แน่นอนว่ามีเคสที่ผู้ให้บริการถูกแฮกอยู่เช่นกัน
ความปลอดภัยของข้อมูล การสำรองข้อมูลเพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย เราต้องบริหารจัดการเอง ซึ่งเบื้องต้นข้อมูลจะได้รับการป้องกันการสูญหายผ่านการทำ RAID (เช่น RAID0, RAID 5 เป็นต้น) นอกจากนี้ ในรุ่นที่รองรับ สามารถใช้ฟีเจอร์ Snapshot สร้างการสำรองข้อมูลแบบ Versioning ได้แบบเดียวกับบริการ Cloud storage ชื่อดังอื่นๆ เลย ซึ่งเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปแล้ว แต่สำหรับผู้ใช้งานระดับองค์กร อาจต้องพิจารณานโยบายสำรองข้อมูลเพิ่มเติม เช่น การทำ Tape backup หรือการสำรองข้อมูลไปยัง NAS ตัวอื่น เป็นต้น ผู้ให้บริการ Cloud storage มักจะมีคุณสมบัติในการสำรองข้อมูลแบบ Versioning (หมายถึงการเก็บข้อมูลเดียวกันเป็นชุดๆ เอาไว้เป็นเวอร์ชันต่างๆ เผื่อในกรณีที่ผู้ใช้งานต้องการ Restore ข้อมูลกลับไปเป็นเวอร์ชันก่อนหน้า ในกรณีที่เผลอลบข้อมูล หรือแก้ไขข้อมูลไม่ถูกต้อง) นอกจากนี้ก็จะเป็นผู้ดำเนินการในการสำรองข้อมูลต่างๆ เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายให้ด้วย โดยเราไม่ต้องไปวุ่นวายอะไรอีก
การบริหารจัดการผู้ใช้งาน เรามีสิทธิในการบริหารจัดการเต็มที่ QNAP Turbo NAS สามารถเชื่อมต่อกับ LDAP หรือ Active Directory เพื่อบริหารจัดการแบบรวมอยู่ที่ศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานตามบ้าน หรือผู้ใช้งานระดับองค์กร ก็สามารถทำได้หมด สำหรับเวอร์ชันใช้งานส่วนบุคคล จะไม่สามารถบริหารจัดการผู้ใช้งานได้ ถ้าจะใช้งานกันหลายคน ต้องการบริหารจัดการผู้ใช้งาน ต้องใช้เวอร์ชัน Business ที่จะมีอัตราค่าบริการอีกแบบนึงครับ (มักจะเป็นแบบคิดตามจำนวนผู้ใช้งานด้วย)
การแชร์ไฟล์ให้คนอื่น สามารถทำได้ สามารถเซ็ตได้ว่าใครจะมีสิทธิอย่างไรกับไฟล์ และสามารถกำหนดวันหมดอายุของไฟล์ได้ หากแชร์หลายไฟล์ก็จะมีปุ่ม Download All ไว้ให้ดาวน์โหลดพร้อมๆ กันได้ สามารถกำหนดชื่อลิงก์ได้ได้ด้วย สามารถทำได้ สามารถเซ็ตได้ว่าใครจะมีสิทธิอย่างไรกับไฟล์ และสามารถกำหนดวันหมดอายุของไฟล์ได้ หากแชร์หลายไฟล์ก็จะมีปุ่ม Download All ไว้ให้ดาวน์โหลดพร้อมๆ กันได้ แต่เราไม่สามารถกำหนดชื่อลิงก์ได้

 

โดยสรุปแล้วการใช้ Private cloud storage ของ QNAP Turbo NAS จะมีข้อดีตรงที่ได้เนื้อที่มาก และมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการมากกว่าบริการ Public cloud storage แต่ในทางกลับกัน ก็ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจในการบริหารจัดการ และต้องลงมือลงแรงในการตั้งค่าและบริหารเรื่องการสำรองข้อมูลมากกว่า Public cloud storage เช่นกันนะครับ

ก็หวังว่าตารางด้านบนจะสามารถเป็นแนวทางเบื้องต้นในการใช้ประกอบการพิจารณาเลือกระหว่างการทำ Private cloud storage หรือ Public cloud storage ได้นะครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: