รีวิวหูฟังไฮโซสำหรับคนรักการออกกำลังกาย Jabra Elite Sport

Jabra Elite Sport พร้อมเคส

Jabra Elite Sport ตัวนี้เป็นอะไรที่รอรีวิวมานานมากครับ ตั้งกะมีข่าวว่ามันจะเปิดตัวเนี่ยก็แจ้งไปทาง PR ของ Jabra จองคิวไว้ก่อนเลยว่า ถ้าเกิดมีงานเปิดตัวในประเทศไทยนี่ต้องแจ้งให้รู้ตัวด้วยนะ อยากไปลองจริงๆ เพราะโดยส่วนตัวสนใจแนวทางออกแบบหูฟังแบบไร้สายแท้ๆ มาก (อีกตัวนึงที่อยากลองคือ Apple EarPods แต่ไม่อยากซื้ออ่ะ เพราะไม่ได้ใช้ iPhone เป็นเครื่องหลัก) และจากที่เคยลองมาหลายตัวตอนไปเดินงาน Computex ที่ไต้หวันปีที่แล้ว คุณภาพเสียงมันไม่ผ่านจริงๆ … แต่พอ Jabra มาทำ เลยขอลุ้นหน่อย

พอได้ของมาปุ๊บ แกะลองเลยสิขอรับ ตอนแกะออกมาก็เห็นว่าของที่แถมมาให้ด้วยก็มีตัวหูฟัง Jabra Elite Sport, เคสแข็งสำหรับเก็บ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแท่นชาร์จไปในตัว แล้วก็มีสาย Micro USB สำหรับชาร์จแบตเตอรี่มาให้ นอกจากนี้ก็มีตัวยางสวมหูฟัง ซึ่งให้มาสองแบบ คือแบบโฟมและแบบซิลิโคน โดยให้มาแบบละ 3 ขนาด S/M/L ตามมาตรฐานล่ะนะ และยางสำหรับสอดรับกับใบหูซึ่งก็มี 3 แบบ S/M/L อีกเช่นกัน

 

Jabra Elite Sport

 

ตัวเคสเนี่ยมีขนาดกะทัดรัด ปิดแน่นหนาดีมาก เพราะมีแม่เหล็กดูดเอาไว้ แน่นอนว่าทำให้เวลาจะเปิดฝาเคสต้องใช้สองมือนะครับ ไม่ต้องกลับว่าจะเก็บหูผิดข้าง หูซ้ายก็เก็บทางซ้าย หูขวาก็เก็บทางขวา เก็บผิดข้างจะไม่ลงร่องครับ ตรงร่องเราจะเห็นขั้วทองเหลืองเล็กๆ นั่นเองไว้ชาร์จแบตเตอรี่ … ตัวเคสจะมีไฟ LED อยู่ 2 จุด คือ ด้านข้างที่เอาไว้แสดงสถานะแบตเตอรี่ของตัวเคส กับด้านหน้าซึ่งมีสองดวง เอาไว้แสดงสถานะแบตเตอรี่ของตัวหูฟัง

 

Jabra Elite Sport

 

ข้อจำกัดคือ มันไม่มีปุ่มให้เรากดเพื่อตรวจสอบระดับแบตด้วยตัวเองครับ เราจะรู้ระดับแบตเตอรี่เมื่อเราเปิดปิดฝาเคสเท่านั้น ตรงนี้ผมว่า Jabra น่าจะปรับปรุงนะ

 

มียางให้เลือกหลายแบบหลายขนาด

 

ถัดมา มาดูที่ตัวยางหูฟังบ้างครับ … เขาให้มาสองแบบ คือ โฟม กับ ซิลิโคน มันแตกต่างกันในเรื่องของการปิดกั้นเสียงจากภายนอกนะครับ ถ้าเราอยากได้ความเป็นส่วนตัวสุดๆ ให้เลือกแบบโฟมครับ ใส่แล้วกันเสียงจากภายนอกได้เกือบสนิท ส่วนซิลิโคนจะยังปล่อยให้เสียงจากภายนอกเล็ดรอดเข้ามาได้ …​ ฉะนั้น หากมองว่า Jabra Elite Sport นี่คือหูฟังสำหรับคนออกกำลังกาย ก็ต้องบอกว่าแบบโฟมเนี่ยเหมาะสำหรับออกกำลังกายในร่ม แบบพวกฟิตเนสนะครับ ส่วนใครที่อยากใส่หูฟังวิ่งหรือขี่จักรยาน แนะนำให้ใช้แบบซิลิโคน เพราะถ้าตัดเสียงภายนอกหมดจดแบบโฟม มันอันตรายนะครับพี่น้อง

ส่วนจะเลือกเป็น S, M หรือ L นั้น เลือกให้เหมาะกับรูหูแต่ละข้างของตัวเองนะ ไม่จำเป็นต้องเลือกใส่ให้เหมือนๆ กันทั้งสองข้าง บางคนรูหูซ้ายกับขวาไม่เท่ากัน ก็เลือกแตกต่างกันได้

อีกจุดนึงคือ ตัวยางสำหรับสอดกับใบหู อันนี้ก็สำคัญ เลือกแบบที่เหมาะสมกับหูตัวเองครับ มันส่งผลสองเรื่อง คือ ความรู้สึกสบายเวลาใส่ ใส่แล้วไม่เจ็บหู กับ ความมั่นคงครับ คือ ยึดติดกับใบหูแน่นหนาดี ไม่หลุดง่ายๆ เพราะต้องไม่ลืมว่าเราใส่เพื่อออกกำลังกายนะ ฉะนั้นต้องใส่ให้แน่นหนาดีพอ ไม่หลุดออกมาง่ายๆ

 

ทั้งยางหูฟังและ EarWing ต่างก็สำคัญสำหรับการสวมใส่กระชับสบายนะ

 

และสุดท้ายคือตัวหูฟัง ที่เป็นแบบ In-ear นะครับ ซึ่งต้องยอมรับว่าออกแบบมาดี ผมลองสวมใส่ในหูแล้ว ไม่ยากเย็นเลย เสียบแล้วบิดนิดเดียว เป็นอันเรียบร้อย ถ้าเลือกยางหูฟังมาเหมาะสม มันยึดติดกับหูแน่นหนาดีมาก หูข้างขวาข้างซ้าย ใส่สลับกันไม่ได้นะครับ

 

Jabra Elite Sport ข้างขวา

 

หูข้างขวาจะมีปุ่มเปิดปิด และปุ่มสำหรับเปิดใช้ Personal coach (ต้องติดตั้งแอปของ Jabra ก่อนนะ) และมีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ ซึ่งอันนี้เป็นจุดขายสำคัญของหูฟัง Jabra รุ่นสำหรับออกกำลังกายครับ

 

หูข้างซ้ายมีปุ่มสำหรับปรับระดับเสียง … แต่ทั้งสองหู มีไมค์ข้างละสองตัวครับ เอาไว้สำหรับสนทนาโทรศัพท์

ซึ่งหูฟังทั้งสองเนี่ย เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนแบบแยกกันครับ เราจะเห็นเป็นอุปกรณ์สองชิ้น สองชื่อเลย คือ Jabra Elite [SMART] กับ Jabra Elite Sport ครับ

 

Jabra Elite Sport ข้างซ้าย

 

เอาล่ะ ทีนี้ได้เวลาลองใช้งานครับ ขอเริ่มจากการใช้งานชิลๆ เพื่อดูการทำงานก่อน ฉะนั้นจะยังไม่ลองออกกำลังกายใดๆ นะครับ เริ่มจากตอนเชื่อมต่อ ทำตามคู่มือเลย และดาวน์โหลดแอป Jabra Sport Life มารอไว้ก่อน … การเชื่อมต่อทำได้ไม่ยุ่งยาก เปิดใช้งานปุ๊บ เชื่อมต่อได้ค่อนข้างเร็วมากทีเดียว แต่จากที่ลอง หูขวานี่เป็นหูหลักครับ หากถอดหูนี้ออก เสียงที่หูซ้ายก็ดับไปด้วย แต่มันยังไม่มีเซ็นเซอร์ในการหยุดเล่นเพลงหรือหนังอัตโนมัติเมื่อถอดหูฟังออกครับ (แอบเสียดาย … พลาดได้ไง)

เรื่องของการควบคุม หลักๆ ก็จะเป็นเรื่องการควบคุมเพลงเนอะ … ปุ่ม Power นั้นจะถูกใช้ทำหน้าที่เป็นปุ่ม Pause/Play  ไปในตัว (ถ้ากดค้างจะเป็นการเปิดหรือปิด) และเป็นปุ่มรับสายกับวางสายไปด้วย (ในกรณีมีคนโทรมา) และปุ่ม Volume up ถ้ากดค้างไว้จะเป็นการเล่นเพลงถัดไป ส่วน Volume down ก็จะเป็นการเล่นเพลงก่อนหน้าครับ

 

เอา Jabra Elite Sport มาฟังเพลงซักหน่อย

 

ทีนี้มาว่ากันด้วยเรื่องคุณภาพเสียงกันบ้าง โดยส่วนตัว เคยมีโอกาสได้ไปลอง Erato Apollo 7 ตอนไปงาน Computex ที่ไต้หวันเมื่อปีก่อน รู้สึกได้ว่าด้วยขนาดที่เล็กของหูฟังแบบ True wireless ข้อจำกัดคือเรื่องของคุณภาพเสียงครับ Erato Apollo 7 นี่เสียงแอบแบนไปหน่อย ฟังแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่แนวที่ชอบซักเท่าไหร่ เลยอยากลองฟัง Jabra Elite Sport ดูบ้างว่าจะเป็นยังไง

ออกตัวก่อนว่า Jabra Elite Sport นั้นมีขนาดใหญ่เบิ้มกว่า Apollo 7 อย่างเห็นได้ชัดครับ และนั่นก็เลยทำให้เมื่อลองฟังเพลง เล่นเกม ดูหนัง ดูแล้ว รู้สึกได้เลยว่าเสียงออกมาดีกว่าเยอะแยะมากมาย โดยเฉพาะในแง่ของการให้เสียงย่านต่ำที่ทำออกมาได้ดี ซึ่งผมคิดว่าเป็นสไตล์ของหูฟัง Jabra แต่เมื่อเบสมาเยอะ เสียงแหลมก็ลดลงไปบ้าง

 

Jabra Elite Sport กันน้ำมาตรฐาน IP67 ฉะนั้น ออกกำลังกายเหงื่อโชกก็หมดห่วง

 

ขึ้นชื่อว่าเป็น Jabra Elite Sport แล้ว แน่นอนว่าเจ้านี่ถูกออกแบบมาให้กันน้ำตามมาตรฐาน IP67 ซึ่งหมายความว่าสามารถทนแรงดันน้ำที่ระดับ 1 เมตรได้ 30 นาทีครับ อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าจะใส่เจ้านี่ไปว่ายน้ำนะครับ เขาแค่ออกแบบมาเผื่อไว้ เพื่อให้ใส่ออกกำลังกายแล้วไม่ต้องห่วงว่าจะเปียกเหงื่อ ตากฝน แล้วหูฟังพังเจ๊งกะบ๊งก็เท่านั้นแหละ ฉะนั้นไม่ต้องถามผมนะว่าจะใส่ไปว่ายน้ำออกกำลังกายโอเคไหม

Jabra Elite Sport เป็นหูฟังที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งบอกเราได้ในระดับนึงนะผมว่า แต่ถามว่าแม่นยำไหม ผมลองดูแล้ว โดยวัดเทียบกับ Samsung Gear Fit 2 และอุปกรณ์วัดความดันโลหิตของ Omron ซึ่งถ้าเรามองว่า Omron ที่เป้นอุปกรณ์เฉพาะทางควรจะแม่นสุด ผมพบว่า Samsung Gear Fit 2 นี่ผลการวัดออกมาใกล้เคียง Omron แบบ +/- 1 bpm เท่านั้น แต่ว่า Jabra Elite Sport นี่ยังแบบ +/- 3 ถึง 5 bpm เลย ฉะนั้นผมว่ามันบอกได้ในระดับนึง แต่ไม่ถึงกับเรียกว่าแม่นมาก ใครที่จะทำ Cardio โหดๆ ผมว่าควรระวัง อย่าเชื่อตัวเลขมากจนเกินไป

 

ถ้าใช้แอป Jabra Sport Life นอกจากจะติดตามการออกกำลังกายแล้ว มีโค้ชส่วนตัวแล้ว ก็ยังตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ด้วย

 

Jabra เขามีแอป Jabra Sport Life (iOS/Android) เตรียมไว้ให้ มีความสามารถในการทำงานร่วมกับ Jabra Elite Sport เพื่อใช้งานฟังก์ชั่นโค้ชออกกำลังกายส่วนตัว (เป็นภาษาอังกฤษนะครับ) หรือใช้วางแผนการออกกำลังกายแบบที่เหมาะสมกับที่เราต้องการ หรือวางเป้าหมายของการออกกำลังกายก็ได้ … แต่ก็แน่นอนว่า หากเรามีแอปที่ชอบใช้อยู่แล้ว ก็สามารถไปใช้แอปอื่นได้เช่นกัน เพียงแต่เราก็จะไม่ได้ใช้ความสามารถเรื่องการวัดอัตราการเต้นของหัวใจก็เท่านั้น

 

Jabra Sport Life ใช้กับการออกกำลังกายได้หลายแบบ

 

แต่ในความเห็นส่วนตัวของผม Jabra Sport Life ก็สามารถติดตามการออกกำลังกายของเราในแบบต่างๆ ได้เยอะนะ ไม่ว่าจะเป็นวิ่ง ขี่จักรยาน เดิน เดินเขา สเก็ต ฉะนั้น ถ้าเกิดไม่ได้ยึดติดกับแอปอื่นใด หรือเป็นมือใหม่หัดออกกำลังกาย (แล้วจัดหูฟังไฮโซแบบนี้เลย) ผมว่าก็ใช้แอปนี้ก็โอเคอยู่นะ

ตอนแรกก็มองว่า เทียบกับพวกหูฟังแบบ True wireless อื่นๆ (เช่น Apollo 7 หรือ Apple AirPods) มันค่อนข้างใหญ่ แต่เอาเข้าจริงๆ Jabra Elite Sport ก็ไม่ได้ดูเทอะทะมากนัก และน้ำหนักก็อยู่ในเกณฑ์ที่โอเค ลองใส่วิ่งแล้วก็ไม่ได้หลุดง่ายอะไร (แต่อยู่ในเงื่อนไขว่าเราเลือก EarBud กับ EarWing ที่เหมาะสมกับหูเรานะ) ทว่าจุดอ่อนสำคัญของ Jabra Elite Sport นั้นกลับอยู่ที่แบตเตอรี่ ที่ใช้งานต่อเนื่องได้แค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้นครับ ฉะนั้น จึงเหมาะกับการวิ่งออกกำลังกายแนวซ้อมๆ ไม่ใช่วิ่งระยะยาวมากๆ ซักเท่าไหร่ ต้องเช็คฝีเท้าเราให้ดีๆ ครับ ไม่งั้นแบตหมดก่อนออกกำลังกายเสร็จแน่นอน และแม้ว่าจะมีเคสที่เป็นแท่นชาร์จในตัว ซึ่งสามารถชาร์จเติมได้อีกสองครั้ง ทำให้สามารถใช้งานได้รวม 9 ชั่วโมง แต่มันก็ไม่ใช่อะไรที่สามารถทำได้ระหว่างออกกำลังกายอ่ะนะ (ก็อยากใช้ฟังเพลงตอนออกกำลังกายอ้ะ)

ลองใช้งานในกรณีทั่วไป คือ ลองนึกถึงสถานการณ์ที่แบบว่าเลิกออกกำลังกายแล้ว กำลังกลับบ้าน ก็เปลี่ยนมาใช้ Jabra Elite Sport ในแบบส่วนตัวเลย ฟังเพลงระหว่างเดินทาง หรือคุยโทรศัพท์ ผมก็ว่ามันโอเคนะ ด้วยไมโครโฟน 4 ตัวที่อยู่ในหูฟังทั้งสองข้าง (ข้างละ 2 ตัว) ให้คุณภาพเสียงในการสนทนาที่โอเคอยู่นะ

 

บทสรุปการรีวิว Jabra Elite Sport

เทียบกับหูฟังสำหรับการออกกำลังกายตัวอื่นแล้ว ราคา 9,700 บาทของ Jabra Elite Sport นี่เรียกว่านำทะลุทั้งรุ่นอื่นๆ ของ Jabra เอง และยี่ห้ออื่นๆ ไปด้วย เรียกว่าเป็นหูฟังราคาพรีเมี่ยมสำหรับคนออกกำลังกายเลย แต่สิ่งที่ได้มาคือ ความที่ไร้สายจริงๆ ไม่ต้องรู้สึกว่าสายหูฟังมันเด้งไปเด้งมาน่ารำคาญครับ และคุณภาพเสียงก็ยังดี ช่วยให้การออกกำลังกายเพลิดเพลินมาก เพียงแต่แบตเตอรี่นี่เป็นอะไรที่อาจเป็นตัวตัดสินใจสำคัญสำหรับนักวิ่งหรือคนออกกำลังกายจริงๆ

ฉะนั้น ต้องเลือกเอาครับว่ารำคาญสายมาก งบประมาณไม่ใช่ปัญหา และไม่ได้ออกกำลังกายต่อเนื่องนานเกิน 3 ชั่วโมงอยู่แล้วหรือเปล่า เพราะถ้าใช่ และมีงบประมาณพอ ตัว Jabra Elite Sport นี่ก็เป็นตัวเลือกที่ดีล่ะ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

4 Responses

  1. Yuri says:

    เทียบกับpowerbeat3 แบบไหนให้คุณภาพเสียงดีกว่าครับ

    • @kafaak says:

      ตัวนั้นไม่ได้ลอง ไม่รู้จะเทียบยังไง

  2. Pell says:

    ถ้าใช้งานจนแบตหมด ต้องใช้เวลาชาร์จในกล่องประมาณกี่ชั่วโมงถึงกลับมาเต็ม

    • @kafaak says:

      ถ้าจาก 0% ชาร์จจนเต็ม เลย ก็ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: