รีวิว Plantronics BackBeat Pro 2 หูฟังไร้สายเสียงดี สวมใส่สบาย ในราคาที่เอื้อมได้

Plantronics BackBeat Pro 2

เอาล่ะ หลังจากที่ได้พรีวิวไปคร่าวๆ เกี่ยวกับเจ้า Plantronics BackBeat Pro 2 ไปแล้ว ก็ได้เวลาที่จะมาพูดถึงแบบชัดๆ กันซักทีนะครับว่าเป็นยังไงบ้าง ซึ่งตัวนี้ห่างจากรุ่นแรกสุดที่ออกมาก็ประมาณ 2 ปีครับ มองในแง่ของวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เรียกว่านานเอาเรื่องอยู่ในยุคที่แบรนด์ต่างๆ เขาออกของใหม่มาทุกปี แต่เราต้องไม่ลืมว่านี่คือ Accessories หรือ อุปกรณ์เสริม ซึ่งถ้าถามผม มันก็ควรจะมีวงจรชีวิตที่ยาวนานกว่าอีกนิด (ขอใช้ให้คุ้มก่อน ว่างั้น)

ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า ที่ผมเขียนว่าราคาของ Plantronics BackBeat Pro 2 นั้นไม่เกินเอื้อม ผมหมายถึงในกรณีของความที่เป็นหูฟังไร้สายเกรดพรีเมี่ยมนะครับ คำว่าพรีเมี่ยมหมายถึง วัสดุดี ลูกเล่นดี เสียงดี ซึ่งปกติหูฟังพวกนี้ราคาไม่ใช่ถูกๆ … อย่างตอนที่ Plantronics BackBeat Pro รุ่นแรกออกมา สนนราคาเก้าพันกว่าบาท ถือได้ว่าราคาถูกมาก เมื่อเทียบกับลูกเล่น คุณภาพเสียง และวัสดุที่นำมาใช้ทำผลิตภัณฑ์ แต่ Plantronics BackBeat Pro 2 นี่ ราคาถูกลงไปอีกครับ คือ เปิดมาที่ 7,890 บาทเท่านั้นเอง

 

แพ็กเกจจิ้งของ Plantronics BackBeat Pro 2

 

แน่นอนว่ากล่องของ Plantronics BackBeat Pro 2 นั้น ก็ยังเป็นกล่องที่ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมอยู่ และมีพัฒนาการในเรื่องการออกแบบไปหลายจุดทีเดียวครับ อย่างแรกเลยก็คือเรื่องของขนาดและน้ำหนัก ที่เบาขึ้นกว่าเดิม 15% เรียกว่าถ้าลองใส่เทียบระหว่าง Plantronics BackBeat Pro รุ่นแรกกับรุ่นสองนี่ รู้สึกถึงความแตกต่างได้ชัดเจนเลย

 

เทียบ BackBeat Pro กับ BackBeat Pro 2

 

ถัดมาเป็นเรื่องของตัวหูฟัง ไอ้ที่ครอบหูเรานั่นแหละ อันเก่าก็ว่าสวมใส่สบายดี (ตัว Cushoion มันนุ่ม) แต่สำหรับบางคน อาจรู้สึกว่าใส่นานๆ แล้วมันกดหู นั่นเพราะหูฟัง Plantronics BackBeat Pro รุ่นแรก ถูกออกแบบมาเป็นวงกลมครับ มันอาจจะไม่เข้ารูปกับหูของบางคนที่ใหญ่ๆ แต่ของ Plantronics BackBeat Pro 2 นี่ออกแบบมาเป็นวงรี รูปทรงเหมือนเม็ดแคปซูลครับ มันสอดรับกับรูปร่างของใบหูของคนเรามากกว่า

 

หูฟังของ Plantronics BackBeat Pro รุ่นแรกเป็นแบบวงกลม ไม่เข้ากับลักษณะของใบหูเท่าไหร่

หูฟังของ Plantronics BackBeat Pro 2 จะเป็นแบบวางรีเม็ดยาแคปซูล เข้ากับลักษณะของใบหู

 

นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบกลไกการปรับระดับของหูฟังให้ดีขึ้น ทำให้หูฟังมันขยับเข้าออก สอดรับกับรูปร่างของศีรษะของผู้ใช้งาน และในทุกๆ อิริยาบถของการใช้งานด้วย … สวมใส่แล้วสบายแค่ไหน ก็ต้องขอบอกว่าตอนที่ผมรีวิวโดยการสวมฟังเพลงเนี่ย ผมหลับคาหูฟังไปสองรอบครับ (สรุปเลยไม่ได้ทดสอบเสียงอะไรมากมายเลย เพราะหลับ …​ เหอๆ)

 

หูข้างซ้ายของ BackBeat Pro 2 จะเป็นตัวควบคุมเพลง

 

ในแง่ของการใช้งาน Plantronics BackBeat Pro 2 มีการออกแบบส่วนควบคุมซะใหม่ด้วยครับ คือ จากเดิม BackBeat Pro รุ่นแรก หูด้านซ้ายจะเอาไว้ควบคุมเพลงโดยมีปุ่ม Play/Pause แล้วก็ใช้ Jog dial ในการเลื่อนเพลง Previous/Next ส่วนหูด้านขวาจะเป็นปุ่ม รับสาย/วางสาย แล้วมี Jog dial ในการปรับระดับเสียง … แต่ Plantronics BackBeat Pro 2 นี่ หูด้านขวาจะเอาไว้แค่ รับสาย/วางสาย ไปเลย ส่วนการควบคุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเล่นเพลง จะอยู่ที่หูด้านซ้ายหมดครับ คือ ปุ่ม Play/Pause จากเดิมที่จะใหญ่เต็มหูฟัง ก็เหลือเป็นปุ่มเล็กๆ ตรงกลาง และข้างๆ จะเป็นปุ่ม Previous/Next สำหรับเปลี่ยนเพลง และวงแหวนรอบนอก (ตรงที่เห็นเป็นจุดๆ ในรูป) จะเป็น Jog dial สำหรับปรับระดับเสียงครับ

มองมุมนึง มันแบ่งส่วนควบคุมออกมาชัดเจนขึ้น ไม่ต้องไปวุ่นวายกับการเอามือไปแตะหูซ้ายมั่ง หูขวามั่ง แต่มองอีกมุม ผมชอบดีไซน์แบบเดิมมากกว่า เพราะ Play/Pause นี่ไม่ต้องคลำให้มาก แตะยังไงก็โดน และ Jog dial แบบเก่ามันใช้งานง่ายกว่านะ ในความคิดของผม

 

ปุ่มเดียวใช้เปิดปิดได้ทั้ง Open Mic และ Active Noise Cancellation

 

 

ลูกเล่นที่ยังเป็นจุดขายสำคัญของ Plantronics BackBeat Pro 2 ยังคงมีอยู่เช่นเคย คือ Open Mic (ตอนนี้สวิตช์เรียก Open Listening แต่เวลาเปิดใช้ หูฟังจะบอกว่า “Open Mic On”) และ Active Noise Cancellation ครับ แต่เปิดปิดการใช้งานง่ายขึ้น เพราะเมื่อก่อนมันต้องไปเปิดปิดกันคนละปุ่ม แต่งวดนี้เขาปรับให้มาอยู่ในสวิตช์ตัวเดียวกันเลย ซึ่งผมว่าทำให้สะดวกในการใช้งานมากขึ้น เพราะสองฟีเจอร์นี้มันเปิดใช้งานพร้อมกันไม่ได้อยู่แล้วครับ

  • Open Mic หรือ Open Listening คือ ฟีเจอร์ที่ช่วยให้เราสามารถมีพูดคุยกับคนอื่นๆ ได้ โดยไม่ต้องถอดหูฟังออก เพราะมันจะใช้ไมโครโฟนของ Plantronics BackBeat Pro 2 ในการรับฟังเสียงจากภายนอก และสามารถปรับระดับเสียงได้ด้วย
  • Active Noise Cancellation คือ ฟีเจอร์ที่ช่วยตัดเสียงรบกวนบางอย่างจากภายนอกออกไป ซึ่งมักจะเป็น Noise ในย่านความถี่ต่ำ ซึ่งช่วยให้เรารับฟังเพลงได้ชัดเจนมากขึ้น หรือบางคนอาจจะชอบใช้เพื่อตัดเสียงรบกวนเวลาจะนอนก็ได้เช่นกัน

จากที่ผมลองใช้ลูกเล่นทั้งสองดู เทียบกับ Plantronics BackBeat Pro รุ่นแรก ผมมองว่าทั้งสองฟีเจอร์นี้ ใน Plantronics BackBeat Pro 2 มีความสามารถที่พอๆ กับรุ่นแรกครับ ไม่ได้มีพัฒนาการที่เห็นเด่นชัดอะไรขึ้นมาแต่อย่างใด และตอนแรกผมก็คาดหวังเรื่องการใช้ Open Mic ในการช่วยเร่งเสียงที่ได้ยินจากภายนอกให้ดังมากขึ้น (มันสะดวกเวลาที่จะใช้เพื่อคุยกับคนที่พูดเสียงเบาๆ) แต่ปรากฏว่าเป็นไปตามคาดอีกเช่นกัน คือ มันก็รับเอาเสียงจากแบ็กกราวด์มาขยายให้ดังขึ้น ผลก็คือ ถ้าไปเจอที่ที่ลมเยอะๆ ละก็ มันจะขยายเสียงลมจนดังกลบเสียงคนพูดซะแทนครับ … ผมว่าถ้าจะปรับปรุง ต้องเพิ่มระบบกันลมให้กับไมค์ของ Plantronics BackBeat Pro 2 นะ

 

ทางขวาเป็นสวิต Power, Bluetooth และ Mute

ช่องเสียบสายออดิโอ 3.5 มม. และพอร์ต Micro USB 2.0 เอาไว้ชาร์จแบตเตอรี่

 

หูฟังด้านขวา ปุ่มตรงหูฟังมันเอาไว้ทำหน้าที่เดียวครับคือ รับสายและวางสาย แต่มีสวิตช์สำหรับเปิดปิดหูฟัง (ซึ่งถ้าดันขึ้นไปอีกจะเป็นการเปิด Bluetooth เพื่อเตรียม Paring) และมีปุ่ม Mute สำหรับตัดเสียงเวลาโทรศัพท์ และช่องเสียบสายออดิโอ 3.5 มม. สำหรับเวลาแบตเตอรี่หมด แล้วอยากฟังเพลง และสุดท้ายก็คือพอร์ต Micro USB 2.0 เอาไว้ชาร์จแบตเตอรี่

ฟีเจอร์นึงที่ขาดหายไปใน Plantronics BackBeat Pro 2 เมื่อเทียบกับ BackBeat Pro รุ่นแรกก็คือ NFC ครับ คือ ในรุ่นแรกนั้นถ้าจะ Pair กับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับ NFC ก็สามารถแตะแล้วพร้อม Pairing ได้เลย แต่ใน Plantronics BackBeat Pro 2 นี่ ต้องเข้าไปเซ็ตใน Bluetooth setting เอาไว้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร และหากตัดฟีเจอร์นี้ไปแล้วราคามันถูกลงไปได้อีก ผมก็ยินดีนะ (ส่วนใครอยากจะได้ฟีเจอร์นี้ ก็ไปสอย Plantronics BackBeat Pro 2 SE ได้ครับ … เดี๋ยวไว้จะเอามารีวิวให้ได้อ่านกัน)

 

Plantronics BackBeat Pro 2 เหมาะกับการเอามาใช้ชิลๆ ในสถานที่ต่างๆ

 

ในแง่ของคุณภาพเสียง ตัว Plantronics BackBeat Pro 2 นี่ลดเสียงเบสลงไปหน่อยนึงครับ ซึ่งหากไม่ได้ฟังเทียบกับ BackBeat Pro รุ่นแรกอาจจะไม่ทันได้รู้สึก แต่ถ้าลองหยิบมาฟังสลับกันแล้ว รู้สึกได้ในทันที แต่การลดเสียงเบสลง ทำให้มาปรับจูนให้เสียงสูงและเสียงกลางมันชัดเจน และใสขึ้นมาได้ ส่งผลให้ในการใช้งาน Plantronics BackBeat Pro 2 เพื่อดูหนังฟังเพลงแล้ว มันเหมาะกว่า และฟังได้สบายหูขึ้นเยอะ (ซึ่งตอนผมใช้ Plantronics BackBeat Pro รุ่นแรก ผมไม่ทันได้รู้ตัว จนกระทั่งมี Plantronics BackBeat Pro 2 มาเทียบนี่แหละ)

น้ำหนักหูฟังที่เบาลง และดีไซน์ที่เข้ากับรูปใบหูมากขึ้น ทำให้สวมใส่สบาย และสะดวกที่จะพกพาออกไปไหนต่อไหนได้มากขึ้นครับ และตามรูปแบบการออกแบบ มันก็เหมือนกับ Plantronics BackBeat Pro รุ่นแรกนั่นแหละ คือ คล้องคอเอาครับ แต่สำหรับในประเทศไทย การคล้องคอใส่เดินห้างผมว่ายังโอเค แต่ถ้าเดินตามท้องถนน ผมไม่แนะนำนะ อากาศมันร้อน เหงื่อเราจะทำให้หูฟังมันเสื่อมสภาพเร็วอะดิ

ฟีเจอร์ Smart sensor ที่ตรวจจับการถอดหูฟังแล้วทำการหยุดเล่นเพลงหรือหนังให้โดยอัตโนมัติ ก็ยังคงมีอยู่ในหูฟังรุ่นนี้ แต่เซ็นเซอร์อยู่ตรงหูขวานะครับ แค่ยกหูขวาขึ้นมันก็หยุดการเล่นให้แล้ว แต่การยกหูซ้ายขึ้นข้างเดียว จะไม่หยุดเล่นแต่อย่างใด … ต้องจำตรงนี้เอาไว้ด้วย

แบตเตอรี่ Plantronics คุยว่ามันก็เหมือนกับรุ่นแรก คือ พร้อมใช้งานฟังเพลงต่อเนื่องได้ 24 ชั่วโมง ผมยังไม่ได้ลองของจริงขนาดนั้น (ขี้เกียจถ่างตาฟัง 24 ชั่วโมง) แต่ผมลองฟังต่อเนื่องนานๆ ตั้งกะเช้ายันเย็นแล้ว แบตเตอรี่ก็ยังไม่หมด ซึ่งผมว่ามันก็เพียงพอสำหรับการใช้งานแล้วแหละ (แต่ถ้าเปิด Active Noise Cancellation แบตเตอรี่มันจะอึดไม่ถึง 24 ชั่วโมงนะ) การชาร์จแบตเตอรี่ จาก 0% ไป 100% เขาว่าใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครับ

ในแง่ของการเชื่อมต่อ เจ้านี่ใช้ Bluetooth 4.0 แต่ว่าเป็น Class 1 ครับ ฉะนั้นหากอุปกรณ์ของเรารองรับ (ผมหมายถึงสมาร์ทโฟน เช่น iPhone 7/7 Plus) ก็จะทำให้ระยะที่สามารถเชื่อมต่อได้สูงสุดถึง 100 เมตรกันเลยทีเดียว … แต่สำหรับผม ลูกเล่นนี้เป็นแค่ลูกเล่นตามสเปกครับ เวลาใช้งานจริง ผมว่ามันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ เพราะคงไม่มีใครทิ้งสมาร์ทโฟนไว้ห่างตัวเป็น 100 เมตรแน่ๆ (แค่ 10 เมตรยังเสียวๆ จะหายเลย) … คนที่จะได้ใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์นี้ น่าจะเป็นคนทำงานดนตรี ที่ใช้อุปกรณ์เสริมเพิ่มความสามารถ Bluetooth ให้กับเครื่องเล่นของตัวเอง (ที่วางไว้แล้วมันจะไม่โดนใครขโมยไป) ซะมากกว่า

Plantronics BackBeat Pro 2 นี่สามารถ Pair กับอุปกรณ์ได้สูงสุด 8 ตัว โดยที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้พร้อมๆ กัน สูงสุด 2 ตัวครับ

 

บทสรุปการรีวิว Plantronics BackBeat Pro 2

Plantronics BackBeat Pro 2 เป็นหูฟังคุณภาพเสียงดีครับ ที่งวดนี้มีการปรับจูนโปรไฟล์เสียงให้นุ่มนวล ฟังได้สบายหูขึ้นเยอะมากครับ มีน้ำหนักเบา สวมใส่ก็สบายขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ ราคาถูกลงกว่ารุ่นแรกตอนเปิดตัวอยู่เกือบสองพันบาทเลยทีเดียว เป็นตัวเลือกที่ดีมาก สำหรับคนที่ต้องการหูฟังไร้สาย พร้อม Active Noise Cancellation ในราคาที่ไม่แพงมาก และมีลูกเล่นกับคุณภาพคุ้มราคา

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: