ธุรกิจโคตรคุ้ม กับ แพ็กเกจ Business+ ของทรูมูฟเอช … ว่าแต่ พิจารณาตรงไหน อะไร ยังไง?

TMH Business Plus

วันก่อนได้ไปคุยกับลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นผู้ประกอบการ SMEs เรื่องการตลาดบนโซเชียลมีเดีย แน่นอนว่าเดี๋ยวนี้ผู้ประกอบการเขาใช้อินเทอร์เน็ตกันให้รึ่มเพื่อใช้หาลูกค้าใหม่ และติดต่อกับลูกค้าเดิมครับ ไม่ว่าจะผ่าน Facebook หรือ LINE@ หรือ Instagram ก็ตามแต่ แล้วก็วกมาถึงเรื่องของแพ็กเกจคุ้มๆ สำหรับลูกค้าในกลุ่มธุรกิจว่าแบบไหนดี ซึ่งผมก็ได้แนะนำให้ไปลองมองๆ หาแพ็กเกจ Business+ ของทรูมูฟเอชดูครับ และก็ถือโอกาสเขียนบล็อกอันนี้เอาไว้ เผื่อจะได้มาอ่านทำความเข้าใจเพิ่มเติมหลายๆ คน เข้าไปดูหน้าเว็บของทรูมูฟเอช เพื่อดูแพ็กเกจ Business+ แล้วอาจจะงง ฉะนั้นผมเลยขอถือโอกาส ค่อยๆ อธิบายให้ได้อ่านกันนะครับ อย่างแรกเลยแพ็กเกจนี้สำหรับลูกค้าเปิดเบอร์ใหม่ หรือ ย้ายค่ายเบอร์เดิมนะครับ (แต่ในความเห็นของผม ลองไปเจรจากับพนักงานดู เผื่อเขาจะยอมให้เบอร์เก่าเปิดได้ … อันนี้อยู่ที่ลีลาการเจรจาของแต่ละคน)

แพ็กเกจของ Truemove H Business+

ทีนี้มาดูรายละเอียด จะเห็นว่าราคาแพ็กเกจ จะเริ่มตั้งแต่ 499 บาท/เดือน ไปจนถึง 1,899 บาทต่อเดือน แต่หลายคนอาจจะงงว่าสรุปแล้ว แพ็กเกจพวกนี้ให้อะไรเราบ้าง? ผมแนะนำว่าไม่ต้องไปดูอะไรให้เยอะครับ ให้ดูแค่ 3 จุดจากรูปด้านบนพอครับ คือ

  1. ค่าบริการรายเดือน …​ เลือกอันที่อยู่ในงบของเรา (หรือเราอาจจะมองเรื่องนี้เป็นอันสุดท้ายก็ได้ หากเราเน้นที่ต้องได้ปริมาณเน็ตหรือจำนวนนาทีที่เราต้องการก่อน)
  2. รวม 4G|3G (ต่อเดือน) … ดูอันที่เป็นตัวสีแดงนั่นแหละ ส่วนอันอื่นๆ ไม่ต้องไปดู เพราะอันสีแดงคือการสรุปรวม 4G|3G บวกกับ ฟรี 4G|3G เข้าด้วยกัน … นั่นคือตัวเลขของปริมาณเน็ตที่เราจะได้เล่นในความเร็วสูงสุดของ 4G หรือ 3G ในแต่ละเดือน หากใช้หมดแล้ว เรายังเล่นเน็ตต่อได้ไม่อั้น แต่ความเร็วจะตกลงเหลือ 128kbps (หากใช้แพ็กเกจราคาไม่เกิน 699 บาท) หรือ 384kbps (หากใช้แพ็กเกจราคา 899 บาทขึ้นไป)
  3. โทรทุกเครือข่าย … กี่นาทีก็ว่ากันไปตามแพ็กเกจ

ไม่ต้องไปดู WiFi ไม่จำกัดหรอกครับ เพราะมันได้เหมือนกันหมดทุกแพ็กเกจนั่นแหละ

 

ทีนี้เราจะเลือกแพ็กเกจยังไงถึงคุ้มสุด?

ปกติแล้ว SMEs ต้องการแพ็กเกจพวกนี้ไป ไม่ได้เอาไปปล่อย WiFi Hotspot เพื่อใช้งานตลอดเวลานะ ควรจะเป็นการใช้เพื่อให้สมาร์ทโฟนต่อเน็ตได้ ตอบ LINE ตอบ Facebook ได้ โพสต์พวก Facebook ได้เป็นระยะๆ ซึ่งตรงนี้ แพ็กเกจ 699 หรือ 899 บาท ที่ให้เน็ตเต็มสปีด 11-15GB ผมว่าเพียงพอแล้ว ถ้าเน้นใช้เน็ต เลือกแบบนี้ไปก่อนได้ แล้วถ้าเกิดมันไม่พอ ค่อยมาปรับแพ็กเกจให้เหมาะสมอีกที

แต่เราอาจจะอยากใช้แพ็กเกจที่แพงขึ้น หากเราต้องการโทรฟรีจำนวนนาทีมากขึ้น เพราะในทางธุรกิจ การโทรศัพท์เพื่อติดต่อพูดคุยมันก็ยังจำเป็นอยู่อ่ะนะ ใครเมาท์เยอะ ก็เลือกแพ็กเกจแพงขึ้นไปอีกหน่อยเอาได้ หากไม่ต้องการมีหลายเบอร์ แต่อีกวิธีที่คุ้มกว่าคือ เลือกแพ็กเกจไม่แพงใน Business+ เอาแค่เน็ตพอใช้ แล้วใช้เบอร์นี้เป็นเบอร์ส่วนตัวไป แล้วไปเปิดอีกเบอร์ที่ใช้แพ็กเกจเน้นโทร เพื่อติดต่อธุรกิจแทนครับ

 

ประหยัดอีกต่อ หากซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจ

แล้วถ้าเกิดกำลังมองหาสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ไว้ใช้ด้วย ก็ถือโอกาสใช้สิทธิซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจไปซะเลยครับ มันจะติดสัญญา 12 เดือน แต่เราจะได้ส่วนลดค่าเครื่องตั้งแต่ 1,000 – 10,000 บาทเลย ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกยี่ห้อ-รุ่นอะไร เช่น OPPO F1 Plus ได้ลด 5,000 บาท แต่ Samsung Galaxy Note 5 ได้ลด 10,000 บาท เป็นต้น

แพ็กเกจ Business+ ให้สิทธิในการซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจในราคาถูก แถมมีส่วนลดค่าบริการเพิ่ม

แน่นอนว่าการซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจแบบนี้ นอกจากติดสัญญา 12 เดือนแล้ว ยังต้องจ่ายค่าบริการล่วงหน้าอีกจำนวนนึงครับ แต่ว่าเขาจะเอาไปหาร 10 เพื่อนำมาเป็นส่วนลดค่าบริการรายเดือน เช่น ซื้อ Galaxy Note 5 พร้อมแพ็กเกจ ก็ต้องจ่ายค่าบริการล่วงหน้า 4,000 บาท ซึ่งมันจะกลายมาเป็นส่วนลดค่าบริการเดือนละ 400 บาท ให้ 10 เดือนครับ … แต่ถ้าเป็นแพ็กเกจ Business+ หากเป็นลูกค้าธุรกิจแล้ว เราจะได้ส่วนลดเพิ่มอีก 10 เดือนเลย ประหยัดไปอีกเด้ง (สำหรับข้าราชการ ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ พนักงานบริษัท จะได้ส่วนลดเพิ่ม 5 เดือน)

วิธีพิจารณาความคุ้ม ให้คิดแบบนี้

  • ดูช่องสุดท้ายของรูปด้านบนก่อน จะรู้ว่าเราต้องสมัครแพ็กเกจไหนเป็นขั้นต่ำถึงจะได้ส่วนลด ดีที่สุดคือ มันไม่ควรแพงเกินกว่าที่เราอยากจ่ายในแต่ละเดือน
  • หากมันแพงกว่าที่เราอยากจ่ายในแต่ละเดือน เอามาหักลบกันดูว่าเราต้องจ่ายเดือนนึงเพิ่มกว่าที่เราต้องการซักเท่าไหร่ จากนั้นเอามาคูณ 12 ซะ แล้วไปเปรียบเทียบกับส่วนลด ดูว่าคุ้มไหม เช่น เราอยากจ่ายเดือนละ 499 บาท แต่เราอยากซื้อ Galaxy Note 5 ราคาพิเศษ ซึ่งเท่ากับเราต้องสมัครแพ็กเกจ 899 บาท แสดงว่าเราต้องจ่ายเพิ่มเดือนละ 400 บาท พอคูณแล้วเท่ากับเราต้องจ่ายแพงกว่าที่เราอยากจ่าย 4,800 บาท แต่เมื่อพิจารณาจากส่วนลด Galaxy Note 5 ที่ให้ 10,000 บาทแล้ว เท่ากับเรายังได้ส่วนลด 5,200 บาทครับ (ครบ 12 เดือนค่อยปรับแพ็กเกจมา 499) และยิ่งหากเราเป็นลูกค้าธุรกิจ เราได้ส่วนลดเพิ่มอีก 10 เดือน ยังไงก็ยังคุ้ม แบบนี้เป็นต้น

แต่อย่างที่บอก ผมแนะนำว่าใช้แพ็กเกจ 699 บาท กำลังดี … และพิจารณาจากแพ็กเกจขั้นต่ำที่ระบุไว้ในรูปด้านบนแล้ว ก็มีแค่ Note 5 นั่นแหละ ที่บอกว่าต้องสมัครแพ็ก 899 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับส่วนลดที่ได้ ก็ยังคุ้มอยู่นะ แม้ใจจริงเราอยากจะสมัครแพ็ก 499 บาท ซึ่งถูกที่สุดก็ตาม

 

ก็อย่างที่เห็นนะครับ แพ็กเกจ Business+ มันคุ้มครับ คุ้มจนลูกค้าสามัญชนคนธรรมดาอย่างผมอิจฉาอ่ะ (แต่ผมใช้ 4G Shared Plan เพราะผมผูกเบอร์กะแม่และแฟน) แต่ถึงแม้ว่ามันจะคุ้ม แต่เราก็สามารถเลือกให้คุ้มสุดๆ เท่าที่จะทำได้ ได้อีกนะ เพียงแต่ต้องค่อยๆ อ่านแพ็กเกจ ทำความเข้าใจ และรู้หลักในการพิจารณาครับ

สิ่งที่ผมยกตัวอย่างมาให้ มันเป็นแค่แนวคิดนึงเท่านั้น … หากคุณมีเงื่อนไขความต้องการ วัตถุประสงค์ในการเลือกใช้งานแบบอื่น ก็ต้องนำมาใช้ในการพิจารณาเพิ่มครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: