รีวิว Huawei Mate 9 สมาร์ทโฟนที่ผมซื้อเพราะปัจจัยเรื่องกล้อง

Huawei Mate 9

PR ของ Huawei รับปากที่จะส่ง Huawei Mate 9 ให้ผมในอีก 3 วันให้หลัง แต่เย็นวันนั้นผมก็โทรไปหา PR บอกว่าไม่ต้องส่งมาแล้ว … ไม่ใช่เพราะอยู่ๆ ก็งอนอะไรขึ้นมา แต่เพราะว่าอยู่ๆ ผมก็ตัดสินใจซื้อ Huawei Mate 9 น่ะครับ โดยเหตุผลหลักๆ เลยก็คือ กล้องมันแจ่มมาก แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าอะไรอื่นๆ ของมันไม่ดีนะครับ และนี่คือบล็อกรีวิวในฐานะผู้ใช้งานจริง ที่ใช้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้เป็นตัวหลักเลยครับ

ขนาดตัวเครื่องและน้ำหนักของ Huawei Mate 9 นี่ใกล้เคียงกับ iPhone 7 Plus มาก มากจนแบบไม่เป็นที่สังเกตครับ และเมื่อเทียบกับ Samsung Galaxy Note 5 ตัวเก่าของผม ก็ใหญ่กว่านิดหน่อย แต่ได้ขนาดหน้าจอแสดงผลที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาเป็น 5.9 นิ้วเลยทีเดียว เพียงแต่เจ้านี่แหวกแนวจากรุ่นเรือธงอื่นๆ ตรงที่หน้าจอแสดงผลความละเอียดแค่ระดับ Full HD 1920×1080 พิกเซลเท่านั้น ในขณะที่ยี่ห้ออื่นๆ (ยกเว้น iPhone 7 Plus) เขามุ่งหน้าไป 2K กันแล้ว

 

Huawei Mate 9 ด้านหน้า

 

ตัว Huawei Mate 9 เป็นแบบที่พยายามทำขอบหน้าจอให้แคบสุดๆ พยายามให้มีเนื้อที่หน้าจอแสดงผลเยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผลก็คือ ไม่มีปุ่มต่างๆ อยู่ด้านหน้าตัวเครื่องด้วยครับ พวกปุ่ม Home, Back และ Recent apps นี่เป็นแบบ Virtual ทั้งหมด … ส่วนด้านบนของหน้าจอมีเซ็นเซอร์วัดแสง กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล F1.9 และไฟ LED สำหรับแสดงสถานะต่างๆ

 

Huawei Mate 9 ด้านหลัง

 

ดูจากทรงแล้ว ตัวเครื่องเป็นแบบโลหะชิ้นเดียว หรือที่เรียกว่ายูนิบอดี้ครับ ด้านหลังของ Huawei Mate 9 เราจะเห็นกล้องเลนส์คู่ที่เป็นเซ็นเซอร์สี 12 ล้านพิกเซล F2.2 และเซ็นเซอร์ขาวดำ 20 ล้านพิกเซล F2.2 เช่นกัน ส่วนด้านข้างของเลนส์คู่ เราจะเห็นไฟ Dual LED Flash และเซ็นเซอร์สำหรับ Laser auto focus กับ Contrast focus ครับ ทางด้านใต้ของเลนส์คู่เป็นตัวสแกนลายนิ้วมือแบบที่แตะก็สแกนได้เลย เหนือเลนส์นิดหน่อย เราจะเห็นรูไมโครโฟนครับ

 

ด้านบนของ Huawei Mate 9

ด้านขวาของ Huawei Mate 9

ด้านล่างของ Huawei Mate 9

 

แม้ว่าตัวเครื่องจะบาง แต่ว่ามันก็มีครบเครื่อง ทั้งช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม., พอร์ต IR Blaster, ปุ่ม Power, ปุ่ม Volume, ถาดใส่ซิม และ MicroSD card, พอร์ต USB-C, ลำโพง และไมโครโฟน

 

ถาดใส่ SIM ของ Huawei Mate 9

 

Huawei เขาติดฟิล์มกันรอยแบบใสมาให้เลย แล้วก็มีเคสแถมมาให้ด้วย ฉะนั้นหมดห่วงเรื่องการไล่หาฟิล์มไปได้ แต่ว่าเรื่องเคสนี่ผมก็ยังแนะนำให้ลองไปหาที่ถูกใจมาใส่นะครับ … ตัวเคสที่แถมมาถือว่าสวยงาม ช่วยป้องกันไม่ให้ด้านหลังขูดขีดเป็นรอยเวลาวางบนพื้นโต๊ะ หรือ พื้นผิวต่างๆ แต่มันไม่ช่วยป้องกันเรื่องการตกนะครับ … นี่บอกเลย

 

EMUI

 

ในแง่ของการใช้งาน Huawei มี User Interface ชื่อ Emotion UI หรือ EMUI ซึ่งตัวนี้เป็นเวอร์ชัน 5 ครับ … จริงๆ ของ Android เขาก็เรียกกันไปเรื่อยแหละ แต่ละยี่ห้อก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป แต่ถ้าให้ผมสรุปแบบฐานะผู้ใช้งาน เจ้านี่ถูกออกแบบมาให้ใช้สไตล์ iOS ครับ คือ ไม่ต้องแยกเป็น Home screen กับ App tray แต่พยายามวางไอคอนแอปต่างๆ ไว้บน Home screen ไปเลย

 

เลือก Home screen ได้สองแบบ

 

แน่นอน หากเราต้องการแบ่งเป็น Home screen/App tray ก็สามารถทำได้ด้วยการเปลี่ยน Home screen style ใน Settings ครับ หรือใครอยากจะดาวน์โหลด Launcher ตัวอื่นมาใช้ก็ไม่ผิดเช่นกัน

 

ปรับแต่ง Navigation key ได้

 

การไม่ใช้ปุ่ม Home, Back และ Recent apps แบบ Physical แล้วไปใช้แบบ Virtual เนี่ย มันมีข้อดีนะครับ เพราะทำให้ปรับแต่งได้สะดวก หากเราไปที่ Settings แล้ว เราจะเห็นว่ามันให้เราเลือกการจัดเรียงปุ่มได้ 4 แบบตามความถนัดเลย เรียกว่ามีความยืดหยุ่นสูงขึ้น แต่นั่นก็แลกมาด้วยการสูญเสียเนื้อที่การแสดงผลไปกระจึ๋งนึง และความยุ่งยากเวลาจะเรียกปุ่มพวกนี้ ตอนกำลังเล่นเกม

 

ตัวสแกนลายนิ้วมือด้านหลัง ทำงานรวดเร็วดี

 

ในฐานะที่เป็นคนใช้ Samsung Galaxy Note 5 มานาน และอีกเครื่องก็เป็น iPhone 7 Plus บอกตรงๆ ว่าคุ้นเคยกับการใช้ตัวสแกนลายนิ้วมือด้านหน้ามากกว่า และรู้สึกว่าด้านหลังมันใช้ยาก แต่มาลอง Huawei Mate 9 แล้ว รู้สึกว่าโอเคกับมันนะ คือ มันก็ยังไม่ถึงกับถนัดมาก แต่ก็เรียกได้ว่าโอเค การสแกนทำได้รวดเร็ว และสแกนเสร็จแล้วหน้าจอติดให้โดยอัตโนมัติเลย ไม่ต้องกดปุ่ม Home ก็ดีไปอีกแบบ

 

ใช้ตัวสแกนลายนิ้วมือทำอย่างอื่นได้อีกหลากหลาย

 

นอกจากนี้ ถ้าเราไปปรับตั้งใน Settings แล้ว เราก็สามารถเอาตัวสแกนลายนิ้วมือไปทำงานอื่นๆ ได้ เช่น เป็นชัตเตอร์เวลาถ่ายเซลฟี่, ใช้รับโทรศัพท์, หยุดการปลุกของนาฬิกา หรือ Swipe เพื่อเป็นการ Scroll เรียก Notification bar ลงมา ไรงี้ … แต่บอกตรงๆ ว่าอันนี้แล้วแต่คนถนัดจริงๆ ส่วนผมน่ะ ไม่ถนัดอะไรแบบนี้

นอกจากนี้ก็มี Smart assistance ที่ช่วยเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย เช่น One-hand UI ที่ช่วยย่อการแสดงผลเป็นจอเล็กๆ ให้เราใช้งานมือเดียวได้สะดวกๆ หรือ Motion control ที่สั่งงานต่างๆ เช่น พลิกตัวเครื่องเพื่อปิดเสียง ยกเครื่องขึ้นแล้วลดความดังของเสียงเตือนโทรศัพท์ลง ไรงี้ … ที่ผมชอบที่สุดก็น่าจะเป็นการใช้ข้อนิ้วเคาะหน้าจอแล้วสามารถทำ Screenshot หรือเปิดสองแอปแบบแบ่งหน้าจอได้ ไรงี้ ซึ่ง Huawei เรียกว่า Knuckle gestures

 

พวกแอปต่างๆ ที่ Huawei มีมาให้นิดหน่อย

 

Huawei นี่ไม่เน้นการใส่แอปเยอะแยะมาให้วุ่นวายเลยครับ ถือว่าเป็นอะไรที่ดีงามมาก … อยากได้แอปอะไรไปหาเพิ่มกันเอาเองโลด แต่ที่มีมาให้ก็เป็นพวก HiCloud, HiCare, Health และการเลือกะธีม อะไรแบบนี้ มากกว่าครับ อาจจะไม่ดีสำหรับคนที่ไม่ค่อยถนัดเรื่องดาวน์โหลดแอป แต่ผมว่าดีกว่าการยัดๆ อะไรมาก็ไม่รู้ให้เต็มเครื่อง​โดยที่เราไม่ได้ใช้งาน

 

Smart Controller เอาไว้ใช้เป็น Universal remote control

 

ตัว Huawei Mate 9 มี IR Blaster มาให้ด้วย นั่นหมายความว่าเราสามารถใช้งานเจ้านี่ในฐานะรีโมทคอนโทรลควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ได้ ซึ่ง Huawei มีแอปชื่อ Smart Controller มาให้ด้วย และการตั้งค่าก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร … ทว่าอย่าไปคาดหวังอะไรกับมันมาก เพราะจากที่ทดลองใช้พบว่า ระยะทางและมุมองศาในการใช้งาน โคตรจะค่อนข้างจำกัดมากครับ คือ เรียกว่าในทางปฏิบัติจริงไม่เวิร์กเท่าไหร่ … นี่ผมลองเทียบดูกับพวกอุปกรณ์จำพวก Universal remote ที่ผมเคยทดลองมาเลยนะ บอกตรงๆ กำลังส่งของ IR Blaster ของ Huawei Mate 9 นี่ดูไม่แรงเท่าไหร่

ส่วนเรื่องการใช้งานด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเช็คอีเมล ท่องเว็บ หรืออะไรต่อมิอะไร คงไม่ต้องพูดถึง สมาร์ทโฟนระดับเรือธงแบบนี้ ทำอะไรพวกนี้ได้สบายๆ อยู่แล้วครับ … เรามาพูดถึงการใช้งานเพื่อความบันเทิงกันดีกว่า ซึ่งได้แก่การดูหนังฟังเพลง และการเล่นเกมครับ

เริ่มที่การดูหนังฟังเพลงก่อน คุณภาพของลำโพงของ Huawei Mate 9 นั้น ออกตัวก่อนว่าเจ้านี่มาพร้อมกับการทำงานของลำโพงที่เป็นทั้งโมโนและสเตริโอ ขึ้นอยู่กับการใช้งานครับ หากเราใช้งานในแนวตั้ง ลำโพงจะเป็นโมโน ดังเฉพาะลำโพงของตัวเครื่องด้านล่างครับ

 

ลำโพงสเตริโอของ Huawei Mate 9 มันแปลกๆ หน่อยนะ

 

แต่ถ้าเราใช้งานแนวนอน ลำโพงจะเป็นสเตริโอ โดยลำโพงจะดังทั้งจากลำโพงตัวเครื่องและลำโพงของโทรศัพท์ที่ปกติเอาไว้ใช้สนทนาโทรศัพท์ครับ … มันให้มิติของความเป็นสเตริโอมากขึ้น แต่มันมีข้อจำกัด คือ ลำโพงตัวเครื่องกำลังขับมันสูง แสดงเสียงย่านต่างๆ ได้ดี ทั้งเสียงสูง เสียงกลาง และเสียงต่ำ แต่ลำโพงสำหรับสนทนาโทรศัพท์เนี่ย มันกำลังขับไม่สูงมาก (ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร) และไม่สามารถแสดงผลเสียงทุกย่านได้ดีนัก โดยผมทดสอบด้วยวิดีโอทดสอบเสียง Dolby Surround 5.1 นี่แหละครับ

 

 

ดูตามสเปกแล้ว หน้าจอแสดงผลแบบ Full HD ของ Huawei Mate 9 นี่จะดูด้อยกว่าคู่แข่งที่ใช้จอแบบ 2K แต่ว่าถ้ามองในแง่ความคมชัดแล้ว ความละเอียดในการแสดงผลระดับ 373ppi นี่ก็ถือว่ามีความละเอียดสูงมาก ระดับที่สายตาก็แทบแยกไม่ออกแล้ว ฉะนั้น การใช้เพื่อความบันเทิงก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร

 

เล่นเกมบน Huawei Mate 9

 

เรื่องการเล่นเกม ตัวฮาร์ดแวร์ของ Huawei Mate 9 มีสเปกที่สูงพอจะเล่นเกมกราฟิกแจ่มๆ ได้สบายๆ อยู่แล้วครับ ไม่น่าเป็นห่วงอะไร การเล่นลื่นไหลดีมาก ผมลองเล่น Modern Combat 5: Blackout นี่ลื่นไหลดี ไม่มีกระตุกเลยครับ แต่ว่าชิปแสดงผล Mali-G71MP8 เป็นชิปค่อนข้างใหม่ เกมบางเกมอาจจะยังไม่รู้จัก และทำให้เล่นแล้วกราฟิกไม่สามารถแสดงผลกราฟิกคุณภาพดีๆ ออกมาได้ แต่นั่นเป็นเรื่องของ Compatibility ไม่ใช่เรื่องของสเปกฮาร์ดแวร์ครับ

 

User Interface กล้อง Huawei Mate 9

 

เอาล่ะ! มาดูเรื่องกล้องบ้างครับ ตัว User Interface กล้องของ Huawei Mate 9 จะว่าใช้ง่ายก็ง่าย ใช้ยากก็ยาก … ในแง่ของการใช้งานทั่วไป โหมดออโต้ตอบโจทย์ได้เกือบหมดแล้ว ใช้งานไม่ยากมาก ถ้าเกิดจะต้องการปรับแต่งเพิ่ม ก็แตะหน้าจอเลื่อนนิดหน่อยได้โหมด Pro ซึ่งให้เราปรับได้ทั้งการวิธีการวัดแสง, ISO, Shutter speed, EV, การโฟกัส รวมถึง White balance

 

เลือกความอิ่มของสีแบบง่ายๆ ได้ 3 แบบ

 

การปรับความอิ่มของสีก็ทำได้ง่ายๆ มีให้เลือกสามแบบ คือ Standard, Vivid และ Smooth ซึ่งโทนสีทั้งสามแบบ จะให้ความรู้สึกของภาพที่แตกต่างกันออกไป

 

Settings กล้อง Huawei Mate 9

ตัวเลือกโหมดถ่ายภาพต่างๆ ของ Huawei Mate 9

 

ความยากมันอยู่ตอนที่จะเรียกหน้าจอเปลี่ยนโหมดการถ่ายภาพ และ Settings ของกล้องออกมา ซึ่งผมรู้สึกว่ามันน่าจะมีวิธีเรียกที่ง่ายกว่านี้ เช่น การสร้างไอคอนทางลัดให้แตะเรียกง่ายๆ มากกว่า แต่ถ้าใช้จนคุ้นๆ แล้ว ก็พอไหวอยู่นะ … ถึงได้บอกว่าจะเรียกว่าง่ายก็ง่าย จะเรียกว่ายากก็ยาก

 

กล้องคู่ เลนส์ Leica

 

ตัวกล้องหลังของ Huawei Mate 9 เป็นเลนส์ของ Leica รุ่น Summarit-H ครับ ผมไม่ใช่แฟนกล้อง Leica เลยไม่มีความรู้เรื่องนี้มาก แต่จากที่ลองหาข้อมูลบน Google ดู พอจะเข้าใจว่า เลนส์ Summarit เนี่ย หลักๆ หมายถึงเลนส์ที่มีรูรับแสงกว้างแบบกลางๆ เมื่อเทียบกับเลนส์ตระกูล Leica ทั้งหมด และหลายๆ คนบอกว่าเป็นเลนส์ที่เหมาะกับการถ่ายภาพแบบ Portrait มากกว่า

 

ภาพโดยกล้องหลัง Huawei Mate 9

ภาพโดยกล้องหลัง Huawei Mate 9

ภาพโดยกล้องหลัง Huawei Mate 9

ภาพโดยกล้องหลัง Huawei Mate 9

ภาพโดยกล้องหลัง Huawei Mate 9

 

ลองเอามาถ่ายรูปดู การถ่ายภาพในโหมดออโต้ ไม่ยุ่งยาก และให้คุณภาพของภาพที่ค่อนข้างดีทีเดียว เลนส์ไม่ได้ถึงขนาดให้ภาพคมกริบ แต่ตอนเปิดดูความละเอียดแบบ 12 ล้านพิกเซลแบบเต็มๆ ก็ถือว่าน่าพึงพอใจครับ อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปแล้ว ผมยังรู้สึกว่า Samsung Galaxy Note 5 ถ่ายภาพสวยๆ ได้ง่ายกว่า Huawei Mate 9 ครับ ตรงนี้น่าจะเป็นเพราะ Samsung ทำซอฟต์แวร์ปรับแต่งภาพมาได้ดีกว่าละมั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่า Huawei Mate 9 ถ่ายภาพได้ไม่สวยนะ แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบของภาพอื่นๆ เช่น การจัดแสง มุมมอง อะไรแบบเนี้ย ให้มากกว่าเท่านั้นเอง

Huawei Mate 9 กำจัดจุดอ่อนที่ Huawei P9/P9 Plus เคยมีไปแล้ว นั่นคือการเพิ่มระบบกันสั่นแบบ Optical หรือที่เรียกว่า OIS แบบ 5 แกนเข้ามา ช่วยให้การถ่ายภาพทำได้ดีขึ้นแม้จะมือสั่น ซึ่งช่วยเรื่องการถ่ายภาพแบบ Slow shutter ได้ดีขึ้นแม้จะไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้อง และอัพเดตล่าสุดจาก Huawei ก็เพิ่มการซูมแบบดิจิทัลเพิ่มเป็น 6x ด้วย

 

ภาพปกติด้วย Huawei Mate 9

ซูมดิจิทัล 2x ด้วย Huawei Mate 9

ซูมดิจิทัล 6x ด้วย Huawei Mate 9

 

การซูมแบบดิจิทัลของ Huawei Mate 9 นี่ไม่ได้เป็นแค่การถ่ายภาพแบบ 12 ล้านพิกเซลแล้ว Crop ภาพมาขยายเฉยๆ นะ แต่เป็นการอาศัยข้อมูลจากเซ็นเซอร์ขาวดำ 20 ล้านพิกเซลมาประกอบด้วย เขาเลยเรียกว่า Hybrid zoom ครับ ซึ่งแม้ว่าจะไปได้สูงสุด 6x แต่จากการทดสอบแล้วผมว่ามันซูมได้คุณภาพดีที่สุดที่ไม่เกิน 2x ครับ

ภาพตัวอย่างด้านบน ไล่จากบนลงล่างคือ ภาพถ่ายแบบปกติ -> 2x -> 6x นะครับ

 

ภาพโหมด Wide Aperture ของ Huawei Mate 9

ภาพโหมด Wide Aperture ของ Huawei Mate 9

ภาพโหมด Wide Aperture ของ Huawei Mate 9

 

จุดขายของ Huawei Mate 9 ก็คล้ายๆ กับ P9/P9 Plus คือ โหมด Wide aperture ที่ทำภาพหน้าชัดหลังเบลอ หรือบางคนเรียก Bokeh (โบเก้) ได้แบบง่ายๆ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของ Leica และใน Huawei Mate 9 นี่มีการอัพเกรดเลนส์ขาวดำมาเป็น 20 ล้านพิกเซล ซึ่งให้ข้อมูลได้มากกว่าตอนเป็น P9/P9 Plus … เสียดายว่าผมไม่มี Huawei P9 มาเปรียบเทียบครับ

ซึ่งโหมด Wide aperture นี้ ภาพที่ได้จะสามารถนำมาปรับโฟกัสใหม่ได้ภายหลังอีกด้วย และสามารถจำลองเอฟเฟ็กต์รูรับแสงได้สูงสุดกว้างถึง F0.95 เลยทีเดียว เรียกว่าเบลอจนฉากหลังละลายไปเลย

 

ภาพโหมด Wide Aperture ของ Huawei Mate 9

จะเห็นว่าการทำเบลอยังไม่เนียนมาก ในกรณีที่วัตถุมีความซับซ้อน

 

อย่างไรก็ดี การทำโบเก้ด้วยซอฟต์แวร์เนี่ย มันยังไม่สมบูรณ์นะครับ หากวัตถุที่เราต้องการจะถ่ายมีความซับซ้อน เช่น ดอกไม้ ที่มันจะมีช่องว่างระหว่างกิ่งก้านใบอะไรพวกเนี้ย เราจะเห็นได้ว่ามันเบลอภาพไม่ได้ทั้งหมด เพราะซอฟต์แวร์มันอาจจะมองช่องว่างเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุที่เราต้องการจะถ่ายด้วย โหมด Wide aperture นี้ จึงเหมาะกับการถ่ายภาพบุคคล หรือวัตถุที่มีรูปทรงแน่ชัดมากกว่าครับ

อีกโหมดการถ่ายภาพที่สมาร์ทโฟนค่าย Huawei ทำได้ดีจนคนชม ก็คือถ่ายภาพแบบขาวดำครับ แต่ว่าผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพแนวนี้ เลยต้องขออภัยที่ไม่มีภาพตัวอย่างมาให้ดู แต่ Huawei Mate 9 นี่ดีขึ้นกว่าตอนเป็น Huawei P9/P9 Plus แน่นอน เพราะเซ็นเซอร์ได้รับการอัพเกรดเป็น 20 ล้านพิกเซล และมี OIS ด้วยอะนะ

 

ภาพโดยกล้องหน้า Huawei Mate 9

ภาพโดยกล้องหน้า Huawei Mate 9

 

กล้องหน้าของ Huawei Mate 9 ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ให้ภาพคุณภาพดีทีเดียวครับ เพียงพอสำหรับการถ่ายภาพเซลฟี่กับแฟน กับเพื่อน กับเพื่อนๆ และครอบครัวสบายๆ โหมด Beauty ก็ไม่ได้ทำให้หน้าคุณขาวเวอร์วังอลังการเกินไปจนเหมือนคนขายครีม แต่อาจจะทำให้วุ่นวายตอนพยายามถ่ายภาพที่แบ็กกราวด์สว่างๆ บ้าง เพราะด้านหลังอาจจะสว่างจนขาวฟุ้งไปเลย … แต่ถ้าไม่ชอบ ยังไงก็ปิดโหมด Beauty ได้อยู่แล้ว

นอกจากนี้ ในส่วนของ Settings ยังมีตัวเลือก Perfect selfie ให้อีก ซึ่งการเปิดใช้โหมดนี้ เราจะต้องตั้งค่าส่วนตัวก่อน คือถ่ายรูปตัวเอง ให้ระบบมันจำได้ว่ามองตรงเป็นแบบไหน มองข้างเป็นยังไง มองลงเป็นยังไง แล้วไปเลือกว่าอยากใส่เอฟเฟ็กต์ Beauty ยังไง จากนั้นทุกครั้งที่เราถ่าย มันจะเอาค่าที่ตั้งไว้นี่แหละ มาปรับแต่งรูปหน้าเรา เพื่อให้แน่ใจว่าทุกรูปที่ออกมา จะเป็นแบบที่เราตั้งค่าไว้

ปิดท้ายด้วยเรื่องของแบตเตอรี่ Huawei Mate 9 นี่มาพร้อมกับแบตเตอรี่แบบ Li-Po (ลิเธียม-โพลิเมอร์) ความจุ 4,000mAh ซึ่งถือว่าใหญ่เอาเรื่อง รวมถึงความละเอียดหน้าจอแสดงผลแค่ Full HD 1080p ทำให้กินแบตเตอรี่น้อยกว่าคู่แข่งที่ใช้จอ 2K อีก ก็ทำให้เจ้านี่แบตเตอรี่อึดเอาเรื่องครับ ถ้าเป็นคนทั่วไปผมว่าใช้อยู่รอดแบบข้ามวันได้ เพราะแม้แต่ผมเอง ถ้าใช้แบบระวังๆ หน่อย ออกจากบ้าน 6 โมงเช้า กลับถึงบ้าน 6 โมงเย็น ก็ยังพอมีแบตเหลือรอดกลับมาชาร์จที่บ้านไหวอยู่

อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า Huawei พยายามป้องกันปัญหาแบตเตอรี่ระเบิด (เข้าใจว่าคงไม่อยากซ้ำรอย Samsung Galaxy Note 7) เลยมีระบบป้องกันเรื่องอุณหภูมิของการชาร์จแบตเตอรี่ไว้ค่อนข้างเข้มงวดทีเดียว จากที่ผมสังเกต ระบบชาร์จแบตเตอรี่จะชาร์จกระแสไฟลดลง หากตรวจพบว่ามีอุณหภูมิสูง ผมพบว่าเวลาชาร์จแบบปกติ ด้วยไฟ 5V 2.1A มันจะอัดไฟร่วม 10-11 วัตต์เข้าไป ทำให้การชาร์จเป็นปกติ แต่เมื่อตัวเครื่องถูกใช้งานไป (เช่น เล่นเกม ดูหนัง) แล้วเกิดความร้อนขึ้น พลังไฟที่ใช้ชาร์จแบตเตอรี่จะถูกลดลงเหลือต่ำกว่า 3.5-4 วัตต์เลย ส่งผลให้การชาร์จแบตเตอรี่ช้าลงไปอย่างมาก และยิ่งหากเอาไปใช้เป็น Car navigator ตอนกลางวัน เมื่อเจอแดดทำให้เครื่องร้อน ผมพบว่าแม้จะเสียบสายชาร์จไปด้วย แต่สุดท้ายแบตเตอรี่ก็ชาร์จกลับเข้าไปไม่ทัน เพราะตัวเครื่องพยายามลดปริมาณกระแสไฟที่ชาร์จเข้าแบตเตอรี่ลงครับ ฉะนั้น การรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ที่เข้มงวดนี้ มันอาจจะกลายเป็นข้อจำกัดในการใช้งานไปก็ได้

 

บทสรุปการรีวิว Huawei Mate 9

ในแง่ของการใช้งานอื่นๆ Huawei Mate 9 ไม่ได้มีความโดดเด่นมากไปกว่าเรือธงยี่ห้ออื่นๆ ครับ ถ้าเราเน้นไปที่ความเร็ว ความแรงของฮาร์ดแวร์ ผมว่า Huawei Mate 9 ไม่ได้มีจุดเด่นเหนือกว่าคู่แข่ง นอกไปจากเรื่องของราคา 23,900 บาท ซึ่งถือว่าไม่แพงมากไปนัก หากเทียบกับคู่แข่งอย่าง Apple iPhone หรือ Samsung Galaxy ที่สเปกประมาณนี้ราคาจะเฉียดสามหมื่นแล้ว

อย่างไรก็ดี ที่ฟัดกับคู่แข่งได้แบบพอฟัดพอเหวี่ยง หรือเผลอๆ จะดีกว่า ก็น่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพของกล้อง โดยเฉพาะการถ่ายภาพในโหมด Wide aperture ครับ ผมว่าใช้ง่ายกว่า Selective focus ของ Samsung และง่ายกว่า Portrait mode (beta) ของ Apple เยอะมาก … เหตุผลของการเลือกซื้อ Huawei Mate 9 น่าจะเป็นเรื่องของกล้องนี่แหละ สำคัญสุดแล้วล่ะครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

1 Response

  1. โสภณ เพชรแท้ says:

    ขอบคุณ กับการรีวิวครับผม

Leave a Reply

%d bloggers like this: