รีวิว Wiko U Feel Go ครบเครื่องในราคามิตรภาพ 4,990 บาท

Wiko U Feel Go

หลายปีที่ก่อนมีแต่พวกสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ที่จะมีฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือเพื่อความสะดวกและความรู้สึกปลอดภัยยิ่งขึ้น แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปแล้ว สมาร์ทโฟนกลายเป็นสิ่งที่เก็บข้อมูลส่วนตัวต่างๆ เอาไว้มากมาย จนกลายเป็นว่าตัวสแกนลายนิ้วมือเป็นฟีเจอร์นึงที่ทำท่าว่าจะกลายเป็นมาตรฐานของสมาร์ทโฟนในอนาคตไปแล้ว ดูได้จาก Wiko U Feel Go ที่สนนราคาค่าตัวแค่ 4,990 บาท แต่มีตัวสแกนลายนิ้วมือแบบแตะปุ๊บอ่านลายนิ้วมือได้เลยที่ผมกำลังจะรีวิวให้ได้อ่านกันนี่แหละ

สมาร์ทโฟนที่ใช้วัสดุจำพวกโลหะมาทำเป็นบอดี้ ไม่ใช่เอกสิทธิ์ของพวกไฮเอนด์อีกต่อไปแล้ว Wiko U Feel Go ตัวนี้มาพร้อมกับบอดี้โลหะ ดีไซน์ออกมาดูดีทีเดียว แม้ว่าจะโค้งมนไปซะเกือบทั้งหมด แต่เท่าที่ได้ลองจับดูแล้ว ขนาดหน้าจอ 5 นิ้ว ประกอบกับน้ำหนัก 172 กรัม อันเป็นผลมาจากการยัดแบตเตอรี่ 4,000mAh มาให้ ทำให้ผมรู้สึกว่ามันจับเต็มไม้เต็มมือดี … ใครที่มีความยึดติดว่าสมาร์ทโฟนเบาๆ จับแล้วไม่ชินมือ น่าจะชอบเจ้านี่ … แต่ถ้าถามผม ผมว่ามันหนักไปหน่อยสำหรับไซส์นี้ ขนาดตัวเครื่องระดับนี้ ในปัจจุบัน

 

ด้านหน้าของ Wiko U Feel Go

Wiko U Feel Go แกะฝาหลังได้

ช่องใส่ Micro SIM และ MicroSD card ของ Wiko U Feel Go

 

ปกติแล้ว สมาร์ทโฟนที่บอดี้เป็นโลหะมักจะถูกออกแบบมาแนวๆ ยูนิบอดี้ คือเป็นชิ้นเดียวไปเลย แกะฝาหลังออกมาไม่ได้ แต่ Wiko U Feel Go ตัวนี้ไม่ใช่ครับ มันแกะฝาหลังออกมาได้ แต่ว่าทำเพื่อใส่ซิมแบบ Micro SIM ซึ่งรองรับสูงสุด 2 ซิม และใส่ MicroSD card ได้อีก 1 อัน ซึ่งตามสเปกเขาบอกว่ารองรับได้สูงสุด 64GB เลย … แต่ว่าแกะแบตเตอรี่ออกมาไม่ได้นะครับ

 

ด้านบนของ Wiko U Feel Go

ด้านล่างของ Wiko U Feel Go

ด้านขวาของ Wiko U Feel Go

 

รอบๆ ตัวเครื่องมีองค์ประกอบมาตรฐานตามที่สมาร์ทโฟนเขาพึงจะมีกัน ได้แก่ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. พอร์ต Micro USB 2.0 เอาไว้ชาร์จแบตเตอรี่และเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ปุ่ม Power และปุ่ม Volume ครับ แต่ที่น่าสนใจคือ มันมีปุ่ม Home ที่เป็นตัวสแกนลายนิ้วมืออยู่ แต่ปรากฏว่าไม่มีปุ่ม Back กับ Recent app อยู่ด้านข้างแบบที่ควรจะเป็น และมีเนื้อที่ว่าอยู่ … กลับกัน Wiko U Feel Go นี่กลับใช้ปุ่มแบบ Virtual ตามแบบฉบับระบบปฏิบัติการ Android ซะงั้น เลยทำให้ผมรู้สึกเสียดายพื้นที่ชอบกล

 

ปุ่ม Home และตัวสแกนลายนิ้วมือของ Wiko U Feel Go

 

Wiko U Feel Go ไม่ใช่สมาร์ทโฟนที่มีดีไซน์หวือหวาอะไร แต่ก็เป็นสมาร์ทโฟนราคาประหยัด (ไม่ถึง 5 พันบาท) ที่ดีไซน์โอเค ใช้วัสดุที่ดีครับ … ทีนี้มาดูที่องค์ประกอบอื่นๆ ของตัวสมาร์ทโฟนกันบ้าง เริ่มจากหน้าจอแสดงผล ซึ่งมีขนาด 5 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD 1280×720 พิกเซล ที่ไม่ได้ถึงกับดูแล้วคมชัดกริ๊บเหมือนพวกสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ในปัจจุบัน คือ ถ้าเรายึด 326ppi เป็นเกณฑ์สำหรับ Retina display แบบที่เฮียจ็อบส์เคยใช้ เจ้านี่จะอยู่ที่ระดับเกือบๆ ได้ ที่ 294ppi ครับ เราจะยังพบว่ายังเห็นรอยหยักตรงส่วนโค้งของตัวอักษรอยู่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรมากมายจนขนาดต้องโวยวายล่ะนะ … อยากได้สมาร์ทโฟนจอคมๆ รออีกซักปีกว่าๆ คิดว่าจอความละเอียด Full HD น่าจะกลายมาเป็นมาตรฐานของสมาร์ทโฟนไปแล้วล่ะ (พวกไฮเอนด์จะไปที่ 2K/4K แทน)

คุณจะเอาอะไรมาก ขนาด Huawei Mate 9 ที่เป็นรุ่นเรือธง ราคาสองหมื่นต้น ยังเป็นจอ Full HD บนขนาดหน้าจอ 5.9 นิ้วเลย

 

ลองเทียบตัวสแกนลายนิ้วมือของ iPhone 7 Plus กับ Wiko U Feel Go เลย

 

ผมลองเปรียบเทียบความเร็วและความสะดวกในการสแกนลายนิ้วมือของ Wiko U Feel Go กับ iPhone 7 Plus (คือมวยจะต่างรุ่นกันไปไหม?) ผมพบว่ามันสะดวกไม่แพ้กันนะ คือ ถ้าเราตั้งให้ปลดล็อกหน้าจอด้วยการสแกนลายนิ้วมือเอาไว้ เราจะไม่ต้องไปกดปุ่ม Power ให้เสียเวลาครับ แค่สแกนลายนิ้วมือไปเลยก็จบเรื่อง แต่ Wiko U Feel Go มันสะดวกกว่าตรงที่ไม่ต้องไปกดปุ่ม Home ด้วยซ้ำ แค่เอานิ้วไปแตะไว้เฉยๆ ก็พอแล้ว ในขณะที่ iPhone 7 Plus ขอให้เรากดปุ่ม Home หน่อย

ส่วนเรื่องความเร็วในการปลดล็อกหน้าจอ แน่นอนว่า iPhone 7 Plus เร็วกว่าแบบชัดเจน แต่ว่า Wiko U Feel Go ก็ไม่ได้หน่วงจนน่าเกลียด … ต้องไม่ลืมว่าสเปกมันห่างกันเยอะ ราคาก็ห่างกันซัก 7 เท่าเห็นจะได้ … ลองเทียบกับ Huawei Mate 9 ก็ได้คำตอบแบบเดียวกัน … สเปกมันเป็นปัจจัยสำคัญจริงๆ นั่นแหละ (แหงดิ)

Wiko U Feel Go รองรับ 4G LTE ความถี่ย่าน 900/1800/2100MHz ก็ครอบคลุมย่านหลักๆ ของผู้ให้บริการในประเทศไทยดีอยู่ แต่ถ้าเกิดต่อ 4G ไม่ได้ มันก็รองรับ 3G ย่าน 850/900/2100MHz ซึ่งให้บริการโดยผู้ให้บริการในไทยเช่นกัน ฉะนั้นหมดห่วงไปได้เลย ส่วนเรื่องของสเปกก็ตามมาตรฐานสมาร์ทโฟนราคาประมาณนี้ในปัจจุบันครับ คือ ใช้ MediaTek MT6737 Octa-core 1.3GHz (Cortex-A53) และหน่วยความจำ 2GB และมี Internal storage มาให้ 16GB ซึ่งก็พอกินพอใช้ล่ะ แต่ถ้าใครนิยมถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ ฟังเพลง ดูหนัง แนะนำว่าไปหา MicroSD card มาใส่ให้ไว เพราะบอกได้เลยว่าสมัยนี้ 16GB ก็มีค่าพอๆ กะ 4GB สมัยก่อนแล้ว (พวกคอนเท้นต์ต่างๆ แอปต่างๆ มีขนาดไฟล์ใหญ่มวากกกก)

 

360 Security ที่แอบบังคับติดมาด้วย

 

Wiko U Feel Go ไม่ได้เน้นลงแอปอะไรมาให้มากมาย แต่ก็ไม่วายมีมาให้บ้างนั่นแหละ ซึ่งก็ไม่ได้มีลูกเล่นอะไรเป็นพิเศษหรอกนะ แต่ที่ผมแอบไม่ปลื้มคือ การใส่ 360 Security มาให้ … เพราะยี่ห้อนี้มีอะไรแหม่งๆ หลายทีแล้ว เช่น การโหมโฆษณา โดยเฉพาะบน Facebook ที่มาสไตล์จีนมาก (คือ พยายามหลอกล่อว่ามันทำโน่นนี่นั่นได้เยอะแยะมากมายก่ายกอง) และปีก่อนก็มีประเด็นกับบริษัทที่จัดอันดับ Anti-virus เพราะดันส่งตัวทดสอบกับตัวจริงไม่เหมือนกันอย่างมีนัยสำคัญ (ตามข่าวคือของที่ส่งไปทดสอบ ไปซื้อเอนจิ้นของ Bitdefender ใช้ ส่วนของจริงเป็นเอนจิ้นของจีนที่การป้องกันแย่กว่ามาก) … อารมณ์นี้คือ สมาร์ทโฟนสัญชาติฝรั่งเศส ผลิตในจีน ใช้ซอฟต์แวร์จีน มันทำให้ภาพลักษณ์ดูไม่ดีนะครับ

แต่ข่าวดีคือ มัน Uninstall ได้ง่ายๆ เหมือนกับการถอนการติดตั้งแอปที่เราดาวน์โหลดมาเองนั่นแหละ … นี่ถ้าบังคับฝังมากับ ROM เลยผมคงตำหนิหนักกว่านี้

 

WiBOARD U Feel Lite

 

แต่ Wiko U Feel Go มีลูกเล่นคือ อุปกรณ์เสริมอย่าง WiBOARD Folio ที่เป็นเคสฝาปิด ที่ใช้แล้วจะมีช่องเล็กๆ เอาไว้แสดงผลการแจ้งเตือนได้แบบในรูปด้านบน … แต่ทาง Wiko เขาไม่ได้ให้ผมมาลองด้วย และผมก็ไม่ทราบราคา และไม่รู้ว่ามีจำหน่ายในไทยไหม ส่วนรูปด้านบน ก็เป็น WiBOARD Folio ของรุ่น U Feel Lite นะครับ เพราะผมหารูปที่เป็นรุ่นตรงไม่มีอะ

 

เล่นเกมบน Wiko U Feel Go

 

แต่แน่นอนว่าสเปกประมาณนี้ มันก็ยังแรงพอสำหรับการเล่นเกม 3D ได้สบายๆ อยู่ แต่สำหรับเกมที่กราฟิกจัดหนัก ถ้าเล่นแบบคุณภาพกราฟิกสูงสุด ผมยังสังเกตว่ามันกระตุกอยู่ครับ เช่น ตอนเล่น Modern Combat 5: Blackout เนี่ย รู้สึกได้ว่าการเล็งปืนทำได้ไม่ดีนัก เนื่องจากเฟรมเรตมันกระตุก

แต่มันก็เพียงพอสำหรับการดูหนังฟังเพลงได้สบายๆ ครับ ต่อให้เป็นหนังความละเอียดระดับ Full HD ก็ตาม (ส่วน 4K อย่าเพิ่งไปคิดถึงมัน) ส่วนคุณภาพเสียงของตัวเครื่อง ก็ตามราคาครับ เสียงดังพอสมควร แต่ไม่มาก เน้นเสียงกลางออกมาเยอะ เสียงแหลมแอบแสบๆ หูนิดหน่อย เสียงย่านต่ำไม่ค่อยออกเท่าไหร่เลย … แต่ก็อย่างที่บอก มันไม่ใช่อะไรที่จะมาคาดหวังกับสมาร์ทโฟนสนนราคาประมาณนี้เนาะ

 

กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซลพร้อมแฟลชของ Wiko U Feel Go

กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซลพร้อม LED Flash ของ Wiko U Feel Go

 

มาดูเรื่องที่คนสนใจเวลาจะซื้อสมาร์ทโฟนกันดีกว่า นั่นก็คือ กล้องดิจิทัลครับ ตัวนี้ให้กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซลพร้อมแฟลชแบบ LED กับกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลชแบบ LED เช่นกัน เรียกว่าตอบโจทย์คนอยากจะถ่ายรูปทั้งวิวทิวทัศน์ รูปเวลาไปเที่ยว และรูปเซลฟี่เลยแหละ แต่ด้วยสนนราคา ทั้งเลนส์และเซ็นเซอร์ ก็เป็นแบบตามมาตรฐานสมาร์ทโฟนราคาประหยัดนะครับ

 

User Interface ของ Wiko U Feel Go

โหมด Pro ของ U Feel Go

 

ลูกเล่นของตัวซอฟต์แวร์กล้องของ Wiko U Feel Go นี่น่าสนใจ คือ มันมี UI ที่ใช้งานง่าย ทำความเข้าใจได้ไม่ยาก มีลูกเล่นพอประมาณ เสียดายตรงที่ไม่มีโหมดถ่ายรูปที่จะมาเป็นตัวช่วยมือใหม่ได้มากมายนัก แต่แบบออโต้ก็ถ่ายง่ายดีพออยู่แล้ว และหากใช้โหมด Pro ก็จะปรับแต่งได้เยอะ เช่น ปรับโฟกัสแบบ Manual, ปรับ ISO, ปรับความอิ่มของสี ฯลฯ แต่เสียดายที่ยังไม่เจ๋งขนาดปรับความเร็วชัตเตอร์ได้นะครับ แต่ก็เจ๋งพอที่จะแยก Auto focus และ Auto exposure ออกจากกันได้ ซึ่งโหมดโปรของรุ่นไฮเอนด์หลายๆ ยี่ห้อยังไม่ทำมาให้กันเลย (เช่น Huawei Mate 9 เป็นต้น)

 

ภาพจากกล้องหลัง Wiko U Feel Go

ภาพจากกล้องหลัง Wiko U Feel Go

ภาพจากกล้องหลัง Wiko U Feel Go

ภาพจากกล้องหลัง Wiko U Feel Go

ภาพจากกล้องหลัง Wiko U Feel Go

 

ด้านคุณภาพของภายถ่าย … สำหรับกล้องหลัง ผมถือว่าค่อนข้างโอเคทีเดียว ขนาดถ่ายโหมดออโต้ แต่สีสันที่ได้ก็ค่อนข้างดี สมจริง ความคมชัดดีในระดับนึงเลยล่ะครับ ลองดูภาพตัวอย่างที่ถ่ายมาได้ครับ … ที่เหลือก็อยู่แค่ว่าเราจะไปหาจังหวะ หาแสงเหมาะๆ จัดองค์ประกอบของภาพให้ดีๆ ยังไงเท่านั้นแหละ

 

ภาพจากกล้องหน้า Wiko U Feel Go

 

ในส่วนของกล้องหน้า ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล คุณภาพก็ไม่เลวเช่นกัน จนทำให้รู้สึกว่า เดี๋ยวนี้ถ้าคิดว่าจะซื้อสมาร์ทโฟนมาถ่ายรูปแบบขำๆ ตอนไปเที่ยวเอาไว้แชร์ทาง LINE หรือโซเชียลมีเดียอื่นๆ เนี่ย ไม่ต้องเอาแพงมากแล้วก็ได้นะ แค่ไม่ถึง 5 พันบาท ภาพที่ได้มันก็โอเคอยู่ไม่น้อยแล้ว

เรื่องแบตเตอรี่ … ขอพูดถึงซักนิดนึง เผื่อใครสอบถามเข้ามา เพราะเจ้านี่ให้แบตเตอรี่มาแบบเหลือเฟือมาก 4,000mAh … หลายคนคงอยากรู้ว่ามันอึดแค่ไหน ผมต้องขอบอกว่า โดยสันดานการใช้สมาร์ทโฟนของผม ผมไม่สามารถวัดความอึดของแบตเตอรี่ได้ครับ แบต 4,000mAh เนี่ย ผมสามารถใช้หมดได้ในวันเดียวทุกทีนั่นแหละ ผมบอกได้แค่ว่าสำหรับคนทั่วๆ ไป การใช้งานแบบใช้บ้างไม่ใช้บ้าง ต่อเน็ตเป็นระยะๆ ใช้แบบตั้งแต่ 6:00 – 18:00 เนี่ย น่าจะพอเอาอยู่แบบแบตเตอรี่เหลือกลับมาชาร์จที่บ้านครับ

 

บทสรุปการรีวิว Wiko U Feel Go

Wiko U Feel Go เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับคนที่มองหาสมาร์ทโฟนในราคาประหยัด … ในแง่ของสเปก การออกแบบ และวัสดุที่เลือกมาใช้ ไม่ได้มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่งแบบองค์รวมครับ สนนราคาประมาณนี้ ZTE Blade v7 Lite ก็ใกล้เคียง เพียงแต่สเปกซีพียูรุ่นเก่านิดหน่อย และแบตเตอรี่ด้อยกว่าเยอะ แต่กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล

ฉะนั้นการตัดสินใจเลือกซื้อ น่าจะไปจบลงที่ว่ายี่ห้อไหนมีความโดดเด่นกว่าในด้านไหน (เช่น Wiko U Feel Go นี่เน้นแบตอึด) และมีโปรร่วมกับค่ายมือถือในการลดราคาเครื่องพร้อมแพ็กเกจมากแค่ไหนมากกว่าน่ะครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: