น่าเป็นห่วง … เมื่อได้เห็นแพทย์มาค้าน ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก ด้วยเหตุผลแบบนี้

ภาพหนึ่งจากแถลงการณ์ของเหล่าแพทย์ที่คัดค้าน ร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก

ในขณะที่เพื่อนๆ พี่ๆ ชาวไอทีกำลังให้ความสนใจเรื่องร่าง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ที่ สนช. เห็นชอบไปแล้วด้วยเสียง 168 เสียง ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของคนจำนวนมาก ผมอยากขอดึงความสนใจกลับมาที่ร่าง พ.ร.บ. อีกฉบับ ที่คนสนับสนุนกันเพียบ แต่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบ และมีแพทย์บางกลุ่มออกมาคัดค้านด้วยเหตุผลแปลกๆ เฉยเลย … ครับ ผมพูดถึง ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. … ที่เป็นประเด็นอยู่บนโลกโซเชียลอยู่ในระดับนึง

เมื่อปี พ.ศ. 2524 สมัชชาสุขภาพโลก (World Health Assembly) และประเทศสมาชิกมีมติรับรองหลักเกณฑ์สากลว่าด้วยการตลาดอาหารทดแทนนมแม่ (International Code of Marketing of Breast Milk Substitutes หรือ Code) และประเทศต่างๆ ก็ได้นำหลักการดังกล่าวมาจัดทำเป็นหลักเกณฑ์เพื่อควบคุมการส่งเสริมการตลาดของเหล่าอาหารทดแทนนมแม่ หลายประเทศจัดทำเป็นกฎหมายขึ้นมาบังคับใช้พร้อมบทลงโทษ ส่วนไทยเราก็มีการนำมาใช้ตั้งแต่ พ.ศ.2524 เป็นต้นมา และปรับปรุงเรื่อยมาจนกลายเป็น “หลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พ.ศ.2551” แต่ไม่สามารถบังคับใช้อะไรได้ครับ เพราะมันไม่ได้เป็นกฎหมาย

มันก็เลยเป็นที่มาว่า เรายังได้เห็นโฆษณานมผงทั้งหลาย ที่พยายามสื่อให้เห็นว่ามีการใส่สารโน่นนี่นั่นเข้าไป ดื่มแล้วเด็กฉลาด พูดภาษาอังกฤษได้ ภาษาจีนเก่ง ได้ไปทำงานที่ NASA บลา บลา บลา … แน่นอน ผู้โฆษณาย่อมชี้แจงว่าเป็นแค่การนำเสนอ “ความเป็นไปได้” ว่าหากเด็กฉลาดแล้ว เขาก็จะประสบความสำเร็จแบบนั้นแบบนี้ แต่แน่นอน ในทางจิตวิทยา ผู้ที่ได้รับชมโฆษณาย่อมสร้าง “ความเชื่อมโยง” ขึ้นในใจ เพราะถูกโฆษณาชี้นำไปแล้ว

ปกติผมไม่ค่อยมาแตะเรื่องพวกนี้หรอก เพราะมันมีกลไกในการขับเคลื่อนของมันเอง แต่ครั้งนี้มันอดไม่ได้ที่จะต้องขอพูดถึง เพราะดันมีคณะแพทย์กลุ่มนึง ออกมาแถลงการณ์คัดค้าน ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ซึ่งหากคัดค้านด้วยเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย เช่น มาตรานั้น มาตรานี้ มันก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าดี มันก็ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่การอ้างเหตุผลในลักษณะที่อ่านแล้วเหมือนไปดิสเครดิตนมแม่นี่ เจ็บจี๊ด ยอมไม่ได้ครับ ในฐานะที่เคยกินนมแม่แต่เด็กๆ มาก่อน

อ่านแถลงการณ์ของพวกหมอกลุ่มนี้ได้ที่ http://tmc.or.th/pdf/press_release_tmc14122559.pdf

เพราะเหตุผลข้อแรกที่เหล่าแพทย์กลุ่มนี้ ซึ่งแต่ละคนดูจะมีดีกรีเป็นผู้เชี่ยวชาญในฐานะหมอเด็ก ให้มาคือ การดื่มนมแม่นาน อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและสติปัญญาของเด็ก!!! ซึ่งเป็นอะไรที่แย้งกับสาระสำคัญเรื่องประโยชน์ของนมแม่ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากลซะด้วยนะ (อ่านบล็อก ประโยชน์อันมากมายของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ของยูนิเซฟ)

 

ที่น่าห่วงกว่าคือ ในขณะที่แพทย์กลุ่มนี้เริ่มต้นแถลงการณ์ด้วยคำว่า สนับสนุนนมแม่ แต่ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. เพราะเหตุผลต่างต่างนานา แต่หลักฐานที่แพทย์กลุ่มนี้ใช้ในการสนับสนุน เป็นการอ้างอิงงานวิจัยที่บอกว่าการดื่มนมแม่นานๆ มีส่วนทำให้เด็กเตี้ยแคระแกร็น และมีผลกระทบต่อสติปัญญา

แต่งานวิจัยต่างๆ เหล่านี้ หากได้อ่านแล้วจะเห็นว่ามันมีช่องโหว่เต็มไปหมดครับ ที่เห็นได้ชัดคือ งานวิจัยทั้งหมดอยู่ในบริบทของภาวะยากจน ซึ่งประเด็นเรื่องเด็กเตี้ยแคระแกร็นและผลกระทบต่อสติปัญญาเนี่ย มันมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น เรื่องโภชนาการ และ การติดเชื้อบางอย่าง และประเด็นเหล่านี้พบเห็นได้เยอะในกลุ่มครอบครัวที่มีความยากจน … ฉะนั้น ตราบเท่าที่ยังไม่ตัดตัวแปรดังกล่าวออกไป ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าการดื่มนมแม่นานๆ มีความสัมพันธ์กับการเตี้ยแคระแกร็น และปัญหาด้านเชาวน์ปัญญาในเด็ก

แล้วการที่คุณหมอท่านหนึ่งในวิดีโอข้างต้น หยิบยกเรื่องนี้ โดยยกตัวอย่างกัมพูชา ลาว พม่า ไทย และ สิงคโปร์ โดยจับประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และปัญหาเตี้ยแคระแกร็น ผมก็เลยเจ็บจี๊ดว่า คุณหมอท่านนี้ทำแบบนี้ได้ยังไง ทั้งๆ ที่บริบทของประเทศต่างๆ เหล่านี้ แตกต่างกันอย่างมาก … การที่ให้สัมภาษณ์แบบนี้ มันเหมือนกับการดิสเครดิตนมแม่ชัดๆ ครับ (หรือผมเข้าใจผิดไปเอง?)

เรื่องถึงขั้นที่ว่า นายแพทย์ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล อดีตเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงสาธารณสุข อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ประธานสมาพันธ์เครือข่ายนมแม่แห่งประเทศไทย ต้องโพสต์ในเซฟบุ๊กของตนเอง ถามแพทยสภา ถึงเหตุจูงใจ และขอให้มีการอธิบาย ถึงการคัดค้านร่าง พ.ร.บ. กันเลยทีเดียวล่ะครับ

สำหรับผมแล้ว ผมไม่ใส่ใจหรอกครับ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็น “หน้าที่” ของแพทยสภาตามกฎหมายหรือไม่ … ถ้าร่าง พ.ร.บ. มันไม่ดีจริงๆ แม้มันจะไม่ใช่ “หน้าที่ตามกฎหมาย” มันก็คือจรรยาบรรณ์ของแพทย์ที่จะต้องออกมาแสดงความเห็นคัดค้านครับ แต่ที่ผมติดใจสงสัยคือ

  • การออกแถลงการณ์ในนามขององค์กรนี้ ได้มีมติเห็นชอบกันภายในแล้วหรือยัง?
  • การคัดค้านด้วยเหตุผลและหลักฐานที่ช่องโหว่มากมาย จนประชาชนมองว่าเป็นการ แถ-ลง มากกว่า แถลง จนดูไม่สมกับเป็นคนระดับคุณวุฒิเช่นนี้ (เช่น การอ้างอิงงานวิจัย ปี ค.ศ.1996 หรือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว)
  • การคัดค้านในแบบที่อ่านแล้วก็รู้สึกได้ว่า ผู้คัดค้านยังไม่มีความเข้าใจในร่าง พ.ร.บ. เลย เช่น
    • ในข้อ 3 ของแถลงการณ์ ที่บอกว่านิยามจะไปครอบคลุมถึงนมกล่อง นมโรงเรียน นมเปรี้ยว ฯลฯ ทั้งๆ ที่ ร่าง พ.ร.บ. มีการระบุไว้ชัดเจน และไม่ได้ครอบคลุมถึงเรื่องพวกนี้
    • ในข้อ 5 ของแถลงการณ์ ที่พยายามบอกว่าจะกระทบ อาหารทางการแพทย์ … โดยอ่านแล้วผู้ที่ไม่ได้เข้าใจเรื่อง ร่าง พ.ร.บ. อาจจะนึกว่าร่าง พ.ร.บ. นี้จะเป็นการ “ห้ามขาย” ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วคือการ “ห้ามทำการตลาด” ซึ่งง่ายๆ คือ ห้ามเรื่องการโฆษณา ห้ามเรื่องการพยายามส่งเสริมโดยวิธีการอื่นๆ เช่น การแจก การบริจาค ทั้งที่ความจริงแล้ว อาหารทางการแพทย์ ก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องโฆษณาแต่อย่างใดอยู่แล้ว และร่าง พ.ร.บ. นี้ ก็ได้ยกเว้นเรื่องการบริจาคอาหารทางการแพทย์เอาไว้แล้ว ฉะนั้นจึงยังสามารถทำได้
    • ในข้อ 7, 8 และ 9 ของแถลงการณ์ ยิ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นชัดเลยว่าปัจจุบัน วงการแพทย์มี “ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือ Conflict of interest” สูงขนาดไหน … จริงๆ แล้ว ควรจะหยิบเรื่องนี้เป็นประเด็นมากกว่าว่าบ้านเรายังขาดการสนับสนุนงบประมาณเพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้กับเหล่าแพทย์ขนาดที่ว่าต้องยอมให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับภาคธุรกิจเลยเหรอ?
    • ในข้อที่ 9 ของแถลงการณ์ เรื่องการให้ข้อมูลเรื่องโภชนาการที่เหมาะสมกับวัย ผมยังมองว่าควรเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากกว่าที่จะเป็นหน้าที่ของ “โฆษณานมผง” นะครับ

น่าเป็นห่วงที่เหล่าแพทย์ที่มีทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ ออกมาคัดค้านด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ค่อยขึ้นซักเท่าไหร่แบบนี้จริงๆ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

3 Responses

  1. centuryboy1938 says:

    ผมเคยเรียนปรึกษาคุณกาฝากครั้งหนึ่งว่า ผมมีบล็อกที่Wordpress แล้วหาทางเข้าไปเขียนบล็อกไม่ได้ หลังจากที่ไม่ได้เข้าเขียนมานานหลายเดือน บล็อกที่ว่านั้นคือ
    https://centuryboynewsletterdotcom.wordpress.com/ ขอบคุณสำหรับการแนะนำครับ

    • @kafaak says:

      ผมได้ตอบไปแล้วครับ อยากรบกวนให้สอบถามมาทาง Inbox เพราะเรื่องนี้ ถามกันยาวครับ

  2. Nithat A says:

    ผลประโยชน์ทับซ้อนคงจะเป็นจำนวนมหาศาลอยู่ครับ

    (ในฐานะพ่อลูกอ่อนคนนึง ผมเศร้าใจกับการคัดค้านของแพทย์กลุ่มนี้จริงๆ)

Leave a Reply

%d bloggers like this: