รีวิว ASUS Zenfone 3 Ultra (ZU680KL) ไฮเอนด์ จอใหญ่เวอร์วัง

Zenfone 3 Ultra

หลังจากค่อนข้างประสบความสำเร็จในตระกูล Zenfone มาสองรุ่น ASUS ก็เริ่มมั่นใจที่จะทำรุ่นเรือธงให้สเปกไฮเอนด์ ราคาไฮเอนด์จริงจังแล้ว และหนึ่งในตระกูล Zenfone 3 ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดก็มีสายไฮเอนด์ตัวนึงคือ Zenfone 3 Ultra (ZU680KL) ที่ดูน่าสนใจครับ มันน่าสนใจอยู่สองเรื่องคือ หน้าจอใหญ่เบิ้ม 6.8 นิ้ว และ ระบบเสียงระดับ Hi-Res และลำโพงสเตริโอแบบ 5-magnet เสียงกระหึ่ม และหากใครนิยมมีความสุขกับการใส่หูฟัง เจ้านี่ก็มาพร้อมกับหูฟัง ZenEar S ที่เป็น dts Headphone อีกด้วย

กล่อง Zenfone 3 Ultra คือดูดีอลังการครับ เปิดฝากล่องมาก็จะเจอกับเครื่อง Zenfone 3 Ultra นอนอยู่ แค่นั้นจริงๆ … แล้วพวก Wall charger, สาย USB กะ หูฟัง มันอยู่ตรงไหนฟะ? คำตอบคือ มันมีลิ้นชักแยกต่างหากไว้ครับ ดูไฮโซจริงๆ ขอบอก

 

กล่อง Zenfone 3 Ultra

ข้างในกล่อง Zenfone 3 Ultra

 

แต่อยากบอกว่าไม่ได้เห็นพวกเรือธงขนาดใหญ่เบิ้มมานานแล้วครับ ปกติเขาจะทำขนาดซัก 4.7 นิ้ว ไปจนถึงแถวๆ 5.7 นิ้ว แต่นี่มาแบบ 6.8 นิ้ว ระดับ Phablet เลยครับ ปกติแล้ว หน้าจอใหญ่เบิ้มแบบนี้ เรามักจะเจอในระดับราคากลางๆ ซะมากกว่า

Zenfone 3 Ultra นี่ก็มาตามเทรนด์ใหม่ครับ คือเปลี่ยนมาใช้พอร์ต USB-C ที่มีศักยภาพในการใช้งานต่างๆ มากกว่า (เช่น การถ่ายโอนข้อมูลทีเร็วขึ้น การเชื่อมต่อกับจอแสดงผล เป็นต้น) และไม่ต้องเล็งเพื่อเสียบมาก เสียบด้านไหนก็ได้ และ Wall charger ที่แถมมาให้ ก็รองรับ QuickCharge 3.0 ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Fast charging ของ Qualcomm ด้วย

อย่างไรก็ดี สเปกของ Zenfone 3 Ultra จะว่าไฮเอนด์ก็พอได้ จะว่าไม่ใช่ไฮเอนด์ก็คิดแบบนั้นได้เช่นกัน … คือ ดีไซน์มันไฮเอนด์ และสเปกของระบบเสียงนี่สำหรับไฮเอนด์จริงๆ แต่ว่าหน่วยประมวลผลมันแค่ระดับกลางๆ คือ Qualcomm Snapdragon 652 Octa-core 1.8GHz 64-bit ครับ แต่มาพร้อมกับหน่วยความจำ 4GB เลย

 

Zenfone 3 Ultra ด้านหน้า

 

หน้าจอแสดงผล IPS LCD ขนาด 6.8 นิ้ว ความละเอียดในการแสดงผล Full HD 1920×1080 พิกเซล ไม่ได้ละเอียดยิบแบบที่พวกเรือธงสมัยนี้ชอบทำกัน แต่สำหรับผม ผมว่า Full HD ก็เหลือเฟือแล้วล่ะครับ กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f2.0 มุมมองกว้าง 85 องศา และเทคโนโลยี Pixel Master ที่มีลูกเล่นต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเป็น HDR หรือ Night mode เป็นต้น

 

ปุ่มหลัก 3 ปุ่มหน้าของ ASUS Zenfone 3 Ultra

 

ปุ่มหลัก 3 ปุ่มของเจ้านี่ (เรียงจากซ้ายไปขวา) คือ Back, Home และ Recent apps ครับ โดยปุ่ม Home เนี่ยก็ทำหน้าที่เป็นตัวสแกนลายนิ้วมือตามสมัยนิยมครับ ไม่ต้องปาด แค่แตะก็สแกนได้เลย

 

Zenfone 3 Ultra ด้านหลัง

 

ด้านหลัง เป็นดีไซน์เรียบๆ ครับ มีกล้องดิจิทัลด้านหลังความละเอียด 23 ล้านพิกเซล f2.0 เลนส์ Largan แบบ 6 ชิ้น เลเซอร์โฟกัส พร้อมกันสั่นแบบ Optical 4 แกน ด้วย มีแฟลชแบบ Two-tone และมีปุ่ม Volume อยู่ตรงนี้

 

Zenfone 3 Ultra ด้านบน

 

ด้านบนเป็นรูไมโครโฟนสำหรับบันทึกเสียงเวลาถ่ายวิดีโอ แล้วก็เอาไว้สำหรับทำ Active noise cancellation ด้วย นอกจากนี้ แม้ตัวเครื่องจะมีขนาดบาง 6.8 มม. และเปลี่ยนมาใช้พอร์ต USB-C แล้ว ก็ยังคงมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. อยู่ครับ

 

Zenfone 3 Ultra ด้านล่าง

 

ด้านล่าง แน่นอนว่าเป็นรูไมโครโฟนเอาไว้สำหรับบันทึกเสียงและสนทนาโทรศัพท์ พอร์ต USB-C เอาไว้ชาร์จแบตเตอรี่ เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อื่นๆ และลำโพงสเตริโอแบบ 5-magnet ที่พร้อมสำหรับการเล่นไฟล์แบบ Hi-Res ครับ

 

Zenfone 3 Ultra ด้านขวา

 

ด้านซ้าย เรียบๆ ไม่มีอะไร แต่ด้านขวานี่มีที่เหลือทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสล็อตใส่ MicroSD card, Nano SIM card ซึ่งเราต้องเลือกว่าจะใส่แบบ 2 ซิม หรือ จะเลือกใส่แค่ซิมเดียว แล้วอีกสล็อตเอาไปใส่ MicroSD card แทน ตรงนี้ผมแอบแปลกใจ ตัวเครื่องก็ใหญ่นะ ดีไซน์ให้มันรองรับแบบใส่ 2 ซิมได้ แล้วก็ใส่ MicroSD card ได้ด้วยนะ … นอกจากนี้ก็มีปุ่ม Power อีกอันครับ เป็นอันจบ

 

อ่านการ์ตูนออนไลน์บน Zenfone 3 Ultra เต็มตาดีทีเดียว

งานแก้ไขเอกสารบน Zenfone 3 Ultra ก็สะดวกอยู่

 

ในแง่ของการใช้งาน บอกตรงๆ ว่าด้วยดีไซน์ขนาดจอ 6.8 นิ้วแล้ว มันก็ต้องคนที่ชอบจอใหญ่แบบมากๆ จริงๆ นั่นแหละ ถึงจะชอบครับ เพราะมันไม่ใช่สมาร์ทโฟนที่จะใช้มือเดียวได้ถนัดถนี่เลยจริงๆ แต่แลกมาด้วยเวลาใช้งานต่างๆ มันเต็มตาเต็มอารมณ์ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไปเช่น ท่องเว็บ เล่นโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่การทำงานอย่างเช็คอีเมล ทำงานเอกสารด้วยโปรแกรม Microsoft Office และหากใครพก Bluetooth keyboard ไปด้วย ก็ใช้เจ้านี่เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดย่อมๆ ได้เลย หน้าจอเกือบ 7 นิ้วนี่มันจะแทบเท่ากับเน็ตบุ๊กสมัยแรกเริ่มอยู่แล้ว

 

ดูหนังบน Zenfone 3 Ultra

 

อีกเรื่องนึงที่เจ้านี่ทำได้ดีคือการรับชมมัลติมีเดีย โดยเฉพาะการดูหนังครับ ขนาดหน้าจอ 6.8 นิ้ว ใหญ่โตอลังการ เหมาะกับการดูหนังจริงๆ และหน้าจอแบบ IPS LCD ให้การแสดงผลที่กว้าง สีสันดีทีเดียว เอามาดูหนังแล้วโอเคอยู่ครับ ส่วนเรื่องคุณภาพเสียงนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ลำโพงสเตริโอ เสียงดังฟังชัดดีมากเลยครับ เปิดเสียงออกลำโพงได้ ไม่ต้องไปง้อลำโพงภายนอกเพิ่มเติมเลย เสียงใสดีมาก แต่เสียงเบสนี่ผมว่าเฉยๆ นะ แม้ว่าผมจะใช้ Audio Wizard ของ ASUS ช่วยแล้วก็ตาม มันก็ยังไม่ได้ตึ้บอย่างที่ชอบแฮะ แต่ลองเอามาเปิดเทียบแบบเพลงต่อเพลงกับ Samsung Galaxy Note 5 ที่สมัยนั้นคุยกันว่าเสียงดีมาก เห็นความแตกต่างชัดเจนเลยครับ เสียงของ ASUS Zenfone 3 Ultra ดีกว่าจมครับ

แม้แต่การเอามาเล่นเกม การที่มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่แบบนี้ มันก็ให้ประสบการณ์ในการเล่นที่ค่อนข้างดีทีเดียว แต่มันก็มีข้อจำกัดนะ คือ ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ เวลาที่เจอเกมที่ปุ่มควบคุมต่างๆ มันกระจายอยู่เต็มหน้าจอ มันจะแตะยากอยู่ แต่บางเกมมันก็ดีตรงที่ปุ่มต่างๆ มันเป็นแบบ Overlay เลื่อนตำแหน่งวาง ปรับขนาดได้ตามใจชอบ แบบนี้ก็ยังโอเคครับ

 

Zenfone 3 Ultra นี่ใช้มือเดียวเอาไม่อยู่จริงๆ

 

นอกจากนี้ ขนาดหน้าจอใหญ่เบิ้มแบบนี้ มันเต็มมือเกินไปครับ ใช้มือเดียวไม่มีทางได้แน่นอน ขนาดคนที่มือค่อนข้างใหญ่แบบผมนี่ยังรู้สึกเลยว่าไม่รอด เวลาจะใช้บอกตรงๆ ต้องสองมือเท่านั้นครับ แต่นั่นก็ทำให้รู้สึกได้ว่าดีไซน์ที่เอาปุ่ม Home มาอยู่ด้านหน้าและเป็นตัวสแกนลายนิ้วมือนี่เหมาะสมแล้ว เพราะจะใช้นิ้วโป้งหรือนิ้วชี้ ก็ยังสแกนได้สะดวกดีอยู่

ทว่า … ขนาดใหญ่แบบนี้ บอกได้เลย ใส่กระเป๋ากางเกงนี่คิดผิดมากสำหรับคุณผู้ชาย ส่วนคุณผู้หญิงที่มีกระเป๋าถือ อาจจะสะดวกกว่า แต่ขนาดที่ใหญ่ก็เปลืองเนื้อที่ในกระเป๋าใช่ย่อยอยู่

 

ZenEar S

ZenEar S มาพร้อมกับที่เก็บหูฟังในตัว

 

สำหรับ ASUS Zenfone 3 Ultra นั้น อีกจุดขายนึงคือ หูฟัง ZenEar S ครับ ซึ่งเป็นหูฟังคุณภาพดี แถมมาในแบบหูฟังแถมกับเครื่องเลยทีเดียว ซึ่งเท่าที่ผมได้ลอง ก็ต้องบอกว่าเสียงดีครับ แต่ไม่ใช่อะไรที่เราจะถอดเอาไปใช้กับสมาร์ทโฟนยี่ห้ออื่นครับ ผมลองเทียบใช้ ZenEar S นี่กับ ASUS Zenfone 3 Ultra กับ Samsung Galaxy Note 5 โดยเปิดเพลงจาก JOOX เพลงเดียวกันเลย ก็ยังรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง … ทำไมน่ะเหรอ? เพราะมันมีการ “จูน” ในเครื่อง ASUS Zenfone 3 Ultra เพิ่ม เพื่อให้หูฟังมันแสดงศักยภาพได้ดีที่สุด แต่ที่แลกมาก็คือ ผมว่าฟังแล้วมันรู้สึกได้ว่าไม่ค่อยเป็นธรรมชาติซักเท่าไหร่ครับ แต่เสียงน่ะดีจริงๆ

ที่ผมชอบเกี่ยวกับการออกแบบ ZenEar S ก็คือ ตัวกล่องใส่หูฟังอ่ะ มันถอดไส้ออกมา ใช้เป็นที่เก็บหูฟังสำหรับพกไปไหนมาไหนได้ครับ นอกจากนี้ก็มียางหูฟังมาให้ 4 คู่ด้วย สำหรับเลือกใส่ให้เหมาะสมกับรูหูของเราล่ะนะ

 

User Interface กล้องของ Zenfone 3 Ultra

User Interface กล้องของ Zenfone 3 Ultra

 

มาว่ากันในเรื่องของภาพถ่ายกันบ้างครับ … ASUS Zenfone 3 Ultra นี่ใช้เซ็นเซอร์กล้องหลังความละเอียด 23 ล้านพิกเซล ขนาดเซ็นเซอร์ 1/2.6″ มีขนาดพิกเซล 1 ไมครอนด้วย จุดขายของกล้องก็น่าจะเป็นกันสั่นแบบ Optical 4 แกนครับ และมีเทคโนโลยี PixelMaster ที่เพิ่มลูกเล่นต่างๆ ให้กับเจ้านี่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น Manual mode หรือ Night shot

 

ภาพโดย ASUS Zenfone 3 Ultra

ภาพโดย ASUS Zenfone 3 Ultra

ภาพโดย ASUS Zenfone 3 Ultra

ภาพโดย ASUS Zenfone 3 Ultra

 

คุณภาพของภาพถ่ายที่ดี ต้องบอกว่าอยู่ในเกณฑ์ที่โอเค ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังครับ แต่ผมตั้งข้อสังเกตว่าซอฟต์แวร์ของ ASUS Zenfone 3 Ultra นี่จะพยายามปรับภาพให้สว่างเข้าไว้ จนบางทีเราต้องไปกดมันลงด้วย Manual mode แทน ไม่งั้นสีมันดูซีดมากไปครับ (รูปถ่ายในร่มตอนกลางคืนบางรูปที่ผมลองถ่าย พวกเล่นปรับ ISO ไปสามพันกว่า)

Night mode นี่ผมไม่แนะนำให้ใช้ เพราะมันคือการยอมเสียความละเอียดของภาพ เพื่อให้ได้ภาพที่ดูสว่างขึ้น ซึ่งมันสว่างขึ้นจริง แต่รายละเอียดของภาพนี่หายไปเยอะเช่นกัน ไม่คุ้มครับ … ผมพยายามนึกสถานการณ์ที่เราต้องยอมแลกขนาดนี้ไม่ออกจริงๆ … และขนาดตัวเครื่องที่ใหญ่ตามหน้าจอทำให้เจ้านี่ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายรูปมือเดียว จงใช้สองมือ และถ้าจะให้ดี พยายามอย่าถือของอื่นๆ อยู่ในมือระหว่างถ่ายรูป ภาพมันจะเสี่ยงต่อการสั่นได้มากครับ

 

บทสรุปการรีวิว ASUS Zenfone 3 Ultra

ผมมองว่านี่ไม่ใช่สมาร์ทโฟนที่เหมาะจะเอามาใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปอะครับ มันใหญ่เกินจะเก็บสะดวก จะหยิบมายกหูโทรก็เด่นเกินไป แต่ถ้าสำหรับคนชอบโดดเด่น ผมว่านี่คือคำตอบครับ หยิบมีคงมีแต่คนมอง (คือขนาดหน้าจอแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันไม่ค่อยมีคนใช้ให้เห็น) แต่จุดเด่นของเจ้านี่คือด้านมัลติมีเดีย ใช้ดูหนัง ฟังเพลง ผมว่าค่อนข้างจะโอเคทีเดียว หูฟัง ZenEar S ก็ให้คุณภาพเสียงที่ค่อนข้างดีทีเดียว เรียกว่าอยู่ในระดับที่ดีกว่าหูฟังแถมกับสมาร์ทโฟนทั่วไป แต่สำหรับคนที่ชอบฟังเพลงจริงจัง การหาหูฟังดีๆ มาแทน ก็ยังเป็นคำแนะนำจากผมอยู่นะ

ASUS Zenfone 3 Ultra มันก็คือ Phablet ตัวนึงแหละ มันทำงานแบบสมาร์ทโฟนได้ ท่องเว็บ อ่านการ์ตูนออนไลน์ ทำงาน เช็คเมล เล่นโซเชียลมีเดีย ถ่ายรูปได้ แต่ว่าด้วยขนาดหน้าจอใหญ่เบิ้มแบบนี้ ถ้าให้ผมเชียร์ ผมเชียร์สำหรับคอหนัง ที่อยากพกอุปกรณ์เล่นหนังดีๆ ซักตัว ส่วนการใช้งานด้านอื่นๆ เป็นเรื่องรองมากกว่าครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

2 Responses

  1. Watson Tongpan says:

    ผมอ่านรีวิว Huawei Mediapad X1 ที่นี่แหละครับ แล้วก็ซื้อใช้อยู่ 1ปี 8เดือน
    เมื่อช่วงกลางปีไปซื้อ X2 มาแทน
    ชอบมากกับความใหญ่และกว้างเพราะจอเป็น 1920×1200
    (ทำให้ต่างจากตัวอื่นทุกตัว ทั้ง P8 Max ทั้ง Zenfone 3 Ultra ทั้ง Lenovo Phab)

    เดี๋ยวนี้ก็ใช้ Line คุยกันซะมากกว่า บางช่วง 3-4 วัน ผมไม่มีโทรเข้าออกเลยครับ
    เล่น web facebook ก็สะใจ อ่านอะไรก็เต็มหน้า
    ผมว่าเป็นขนาดที่พอดี เป็นจุดตัดของความใหญ่และเล็ก คือ
    เล็กที่สุดที่เราจะรู้สึกใหญ่ ดูเต็มตา
    ใหญ่ที่สุดที่ยังรู้สึกเล็ก พกพาได้ ใส่กระเป๋าหลังกางเกงยิ่นส์ได้ กระเป๋าเสื้อหลายตัวก็ใส่ได้
    แต่ก็ต้องพกต้องถือและหยิบอย่างระวังหน่อย และระวังอย่านั่งตอนใส่ไว้กระเป๋าหลัง

    ถ้าใคร ไม่ต้องการใช้เครื่องใหญ่กว่านี้ ก็สามารถจบได้ในเครื่องเดียว ก็จะยิ่งคุ้มค่ามากๆครับ (แต่ผมมี iPad ใช้ที่บ้านด้วย)

    • @kafaak says:

      เป็นความเห็นที่ดีมากๆ เลยครับ ขอบคุณสำหรับความเห็นนี้ครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: