Philips 3 Light Levels หลอด LED ไฟสามระดับ สำหรับโคมไฟโดยเฉพาะ

หลอดไฟ LED แบบไฟสามระดับของ Philips

วันก่อนทาง PR ของ Philips ส่งอินบ็อกซ์มาถามว่าที่บ้านใช้หลอด LED ไหม ผมก็ตอบไปว่าที่บ้านทยอยเปลี่ยนเป็นหลอด LED เกือบหมดแล้ว ที่ยังไม่เปลี่ยนก็แค่หลอดที่ปกติไม่ได้เปิด … ก็แหม เดี๋ยวนี้ยุคไหนกันแล้วครับ เราผ่านยุคที่รณรงค์เปลี่ยนหลอดไส้มาเป็นหลอดตะเกียบ ซึ่งได้แสงสว่างเท่ากันแต่ประหยัดไฟกว่า และตอนนี้มันก็มาถึงยุคที่หลอดตะเกียบมันก็กลายเป็น “ยังเปลืองไฟกว่า” แล้วล่ะครับ มันต้องมาใช้หลอด LED กันแล้ว แต่ถึงกระนั้น หลอด LED มันก็มีหลายแบบ และที่ทาง Philips เขาติดต่อมาให้ผมทดสอบ ก็เป็นหลอด LED แบบที่สามารถปรับระดับความสว่างได้ 3 ระดับครับ … ว่าแต่ จะปรับไปทำไม?

จุดเด่นของหลอดไฟแบบความสว่าง 3 ระดับของ Philips นี่ก็ตามชื่อนั่นแหละครับ คือ มันปรับความสว่างได้ 3 ระดับ โดยการเปิดปิดสวิตช์ คือ เปิดทีแรก ความสว่างมาเต็ม 100% แล้วพอปิดเปิดใหม่ ความสว่างจะเหลือ 40% และพอปิดเปิดใหม่อีกที ความสว่างจะเหลือ 10% ครับ

พูดง่ายๆ หลอดไฟ LED แบบนี้ เป็นหลอดไฟที่ให้ความสว่างสูงสุด 9 วัตต์ (สว่าง 800 ลูเมนส์) แต่พอปิดเปิดใหม่จะเหลือ 3.5 วัตต์ (สว่าง 320 ลูเมนส์) และปิดเปิดใหม่อีกทีก็เหลือ 1.5 วัตต์ (สว่าง 80 ลูเมนส์) … ตามสเปกแล้ว ความสว่างสูงสุดนี่จะเทียบเท่ากับหลอดไส้ขนาด 70 วัตต์ ครับ

 

สเปกของหลอด LED

 

ว่ากันตรงๆ เลย ไฟแบบปรับได้ 3 ระดับแบบนี้ ไม่เหมาะกับการนำไปใช้ทั่วไปภายในบ้านครับ เพราะส่วนใหญ่ลักษณะการใช้งานจะเป็นแบบต้องการเปิดแล้วสว่างโร่ในทันที หรือไม่ก็ปิดให้มืดสนิทไปเลย แต่รูปแบบการใช้งานที่เหมาะกับการปรับระดับความสว่างได้แบบนี้ จะเหมาะกับพวกไฟหัวเตียง หรือ โคมไฟสำหรับโต๊ะทำงาน โต๊ะอ่านหนังสือมากกว่าครับ คือ

  • เปิดสว่างโร่แบบประมาณว่า ยังตื่นอยู่ ยังนอนดูทีวี หรือหาของ
  • เปิดแบบสว่าง 40% เอาไว้สำหรับตอนอยากอ่านหนังสือ ไม่อยากให้ไฟสว่างมาก มันสะท้อนแสง แยงตา
  • เปิดแบบสว่าง 10% เอาไว้สำหรับตอนจะนอน แต่ไม่อยากนอนห้องมืดสนิท อะไรแบบนี้

 

อุปกรณ์ทดสอบคราวนี้ เพราะที่บ้านไม่มีโคมไฟ (ฮาป

 

ฉะนั้น อุปกรณ์ทดสอบของเรา เพื่อความสะดวกของผมในการรีวิว จึงขอใช้อุปกรณ์แบบนี้แทนแล้วกันนะครับ ซึ่งการใช้งานเป็นยังไงนั้น ผมว่าดูวิดีโอดีกว่าครับ (คือ พยายามถ่ายรูปมาอธิบายแล้ว มันไม่เวิร์ก เลยต้องถ่ายวิดีโอเอา)

 

 

ตัวนี้มีให้เลือก 2 สีครับ คือ Cool Daylight กับ Warm White (ซึ่งจริงๆ มันออกสีเหลืองนะ ไม่รู้ทำไมเรียก White) สีสันก็ประมาณตามรูปนี่แหละ หรือใครที่ชอบคำอธิบายเป็นตัวเลข ก็ขอบอกว่า Cool Daylight ก็คือสีประมาณ 6500K ส่วน Warm White ก็ 3000K ครับ

 

หลอด Cool Daylight

หลอด Warm White

 

การจะเลือกสีไหนไปใช้ ผมว่ามันก็อยู่ที่ว่าชอบแบบไหน รู้สึกใช้แล้วสบายตาตัวเองมากกว่า แต่โดยหลักๆ แล้ว Warm White นี่เหมาะสำหรับเอาไว้ใช้อ่านหนังสือครับ สีของไฟเวลามันสะท้อนจากกระดาษ มันดูนวลตากว่านะผมว่า

เท่าที่ดูคือเหมาะอย่างมาก หากสวิตช์เป็นแบบกดปุ่มแบบเด้งๆ ครับ แบบกดทีแรกติดกดทีที่สองดับ ซึ่งพวกโคมไฟจะเป็นสไตล์นี้ แต่ก็ใช้ได้กับสวิตช์แบบเปิดปิดทั่วไป (เหมือนกับแบบที่ผมใช้ในการทดสอบ) ตามสเปกแล้ว เจ้านี่จะช่วยประหยัดไฟได้ถึง 85% เลยทีเดียว แต่เป็นการเปรียบเทียบระหว่างหลอด LED กับหลอดไส้นะครับ ไม่ใช่กับหลอดตะเกียบ ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะกินไฟต่ำแค่ 9 วัตต์ แต่ให้แสงเทียบเท่ากับหลอดไส้ 70 วัตต์ … ตามปกติแล้ว เขาว่าหลอด LED 5 วัตต์ เนี่ย จะให้แสดงไฟประมาณหลอด 18 วัตต์แบบหลอดตะเกียบครับ

จุดนึงที่มันเขียนเอาไว้บนกล่อง (แต่คงไม่มีคนอ่านแน่) คือ เขาบอกว่า ห้ามใช้กับโคมไฟที่มีฝาปิดนะครับ ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร พยายามหาข้อมูลเพิ่มแล้วก็ไม่มีเว็บไหนบอกได้ (และเว็บ Philips เองก็ไม่มีบอกไว้ … หรือมีแต่ผมหาไม่เจอหว่า … ซึ่งจริงๆ ถ้ามีจะแหล่มมาก เพราะถือว่าเป็นการให้ความรู้ลูกค้า)

ด้านอายุการใช้งาน เป็นที่ทราบกันว่าหลอด LED นี่อายุการใช้งานยาวนานกว่าหลอดตะเกียบหรือหลอดไส้มากๆ ครับ ซึ่ง Philips เองก็บอกว่าอายุการใช้งานยาวนานสูงสุด 15 ปีกันเลยทีเดียว เทียบกับสนนราคา 259 บาท ก็ถือว่าไม่แพงครับ

 

บทสรุปการรีวิว

259 บาท ไม่แพงมาก สำหรับของที่คาดว่าจะมีอายุการใช้งานสูงสุด 15 ปี (จริงๆ แล้ว ใช้ได้สามสี่ปีก็คุ้มเหลือเฟือแล้ว ค่าใช้จ่ายตกวันนึงไม่ถึงสลึง) แต่ถ้าเทียบกับหลอด LED ของ Philips ด้วยกัน แบบที่ไม่ได้เป็น 3 ระดับความสว่าง ราคาก็แพงกว่ากันนิดหน่อย (หลอด LED 5W ของ Philips ค่าตัวประมาณ 199 บาท)

อย่างไรก็ดี ลักษณะการทำงานแบบ สว่าง 3 ระดับเนี่ย เหมาะสำหรับการใช้กับโคมไฟมากกว่าเอามาใช้ทั่วไปในบ้านครับ ฉะนั้น เลือกใช้ให้ถูกรูปแบบการใช้งานดีกว่าครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: