Nextbit Robin สมาร์ทโฟนในแนวคิด Cloud First

Nextbit Robin

ปีก่อนมีโครงการนึงใน Kickstarter ที่เขาระดมทุนทำสมาร์ทโฟน ที่มีแนวคิดว่าเป็น Cloud First คือ มีการเชื่อมต่อกับ Cloud ให้เนื้อที่เก็บข้อมูล 100GB และมีระบบ Smart Storage ที่จะทำการ Archive ข้อมูลต่างๆ ทั้งแอปและรูป ขึ้นไปไว้บน Cloud เพื่อให้เนื้อที่ในสมาร์ทโฟนค่อนข้างว่างเอาไว้อยู่เสมอ นั่นคือ Nextbit Robin ซึ่งตอนนี้พวกเขาพร้อมแล้ว ที่จะวางจำหน่ายให้คนทั่วไปแบบจริงจัง และมันก็เขามาในประเทศไทยด้วยสิ

Nextbit นี่เป็นบริษัทที่รวมตัวของพนักงานจากบริษัทไอทีใหญ่ๆ หลายคน มาทำสมาร์ทโฟนในแบบที่พวกเขาคิดว่าควรจะเป็น โดยใช้ระบบปฏิบัติการ Android เป็นพื้นฐานครับ … อย่างแรกที่เขาประกาศชัดเจนเลยก็คือ ใครอยากจะปลดล็อก Boot Loader แล้วลง ROM ใช้เอง ทำตามสบาย และไม่หลุดประกันด้วย อันนี้หวานมือซนกันเลยทีเดียว (แต่ก็ไม่ใช่รายแรกที่ประกาศแบบนี้นะครับ HTC เขาก็เปิดให้ Unlock bootloader ได้โดยประกันไม่หลุดเช่นกัน)

 

Nextbit Robin และกล่องที่แหวกแนวกว่ายี่ห้ออื่น

 

กล่องของ Nextbit Robin นี่แหวกแนวมาก คือแทนที่จะเป็นกล่องเตี้ยๆ ป้อมๆ นี่มาซะสูงยาวเข่าดีทีเดียว และค่อนข้างบาง ซึ่งไม่ใช่เพราะอะไรหรอก เพราะมันไม่ได้แถม Charger มาให้ครับผม มีแต่ตัวเครื่อง กับสาย USB แบบ USB-C ซึ่งคาดว่าจะเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับสมาร์ทโฟนในอนาคตมาให้ ฉะนั้นเวลาจะชาร์จก็ต้องไปหา Wall charger มาใช้เอง ไม่งั้นก็ต้องเสียบกะคอมพิวเตอร์ … ตรงนี้เข้าใจว่า Nextbit มองว่าคนเราก็เสียบชาร์จกับคอมฯ ซะส่วนใหญ่อยู่แล้ว หรือไม่ก็มี Wall charger ใช้อยู่แล้ว ในยุคที่สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเกลื่อนเมืองขนาดนี้

มองแง่นึงมันก็ใช่ … มองอีกแง่ คนซื้อก็อาจจะแบบ “ทำไมงกจัง แค่อะแดปเตอร์ก็ไม่แถม” ไรงี้

 

Nextbit Robin ด้านหน้า

 

ตัว Nextbit Robin นี่มีสองสี คือ Mint ซึ่งมีสไตล์สีแบบพาสเทล ดูมุ้งมิ้ง สวยมาก สาวๆ น่าจะชอบ และ Midnight ที่สีเข้มหน่อย (ผมว่าเฉยๆ) ซึ่งถ้ามีสีอื่นตามมา เช่น เหลือง ชมพู ส้ม แดง แบบแนวพาสเทลแบบนี้มาให้เลือก น่าจะแหล่มครับ

หน้าจอแสดงผลขอ Nextbit Robin เป็นหน้าจอแบบ IPS LCD ขนาด 5.2″ ความละเอียด Full HD 1920×1080 พิกเซล ใช้กระจก Gorilla Glass 4 ใช้ปุ่มแบบ Virtual button มีกล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และลำโพงคู่หน้าแบบสเตริโอครับ … เป็นสไตล์ที่ค่อนข้างดีมีประโยชน์สำหรับคนชอบฟังเพลง ดูหนัง แบบไม่ต้องง้อลำโพงใดๆ

 

Nextbit Robin ด้านหลัง

 

ด้านหลัง เรียบง่ายมากครับ มีแค่กล้องดิจิทัลความละเอียด 13 ล้านพิกเซล กับแฟลชแบบทูโทนสองสี เพื่อให้เวลาถ่ายภาพบุคคลเวลากลางคืน สีสันจะไม่ผิดเพี้ยนมาก และมีไฟแสดงสถานะการอัพโหลดข้อมูลขึ้น Cloud ของ Nextbit ด้วย

 

Nextbit Robin ด้านบน

Nextbit Robin ด้านล่าง

 

ด้านบนของ Nextbit Robin มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และรูไมโครโฟนสำหรับบันทึกเสียง ส่วนด้านล่างเป็นพอร์ต USB-C สำหรับเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์และชาร์จแบตเตอรี่ มีรูไมโครโฟนสำหรับการสนทนาและบันทึกเสียง ส่วนข้างๆ (ที่มองไม่เห็นในรูป) เป็นไฟ LED แสดงสถานะครับ

 

Nextbit Robin ด้านซ้าย

Nextbit Robin ด้านขวา

ถาดใส่ SIM ของ Nextbit Robin

 

ด้านซ้ายเป็นปุ่ม Volume จุ๋มจิ๋มน่ารัก ส่วนด้านขวาก็จะเป็นปุ่ม Power ที่ทำหน้าที่เป็นตัวสแกนลายนิ้วมือไปในตัว และถาดใส่ SIM ซึ่งรองรับ Nano SIM ครับ

ออกตัวก่อนเลยว่าเจ้านี่ให้ความจุมา 32GB ครับ และด้วยความที่มันผสานกับ Smart Storage ที่คอยทำการ Archive พวก App และรูปภาพขึ้นไปไว้บน Cloud ของ Nextbit เขาก็เลยไม่เผื่อเนื้อที่ไว้ให้ใส่ MicroSD card กันเลย (ว้า)

ในภาพรวมของการออกแบบ ผมค่อนข้างชอบนะ ดีไซน์เหลี่ยมๆ แบบไม่แคร์สื่อ ในยุคที่ชาวบ้านเขาดีไซน์โค้งมนเพื่อให้จับสบายมือ (ฮา) แต่เจ้า Nextbit Robin นี่ก็ไม่ได้เหลี่ยมซะทีเดียวนะ มีการทำมุมลบเหลี่ยมออกไปด้วย ฉะนั้นตอนจับ ผมก็ยังรู้สึกว่ามันยังสบายมืออยู่ … ในด้านวัสดุที่ใช้ ก็เป็นโพลีคาร์บอเนตแบบด้าน ซึ่งก็ถือว่าโอเคทีเดียว (และขอย้ำอีกทีว่าผมชอบสีแนวพาสเทลนี่จริงๆ)

 

ขั้นตอนที่เพิ่มมาคือ การเชื่อมต่อกับ Cloud ของ Nextbit

 

การเปิดใช้งาน Nextbit Robin นี่ไม่ได้ยุ่งยากไปกว่าการเปิดใช้งาน Android smartphone ทั่วๆ ไปเลยครับ เพียงแต่ที่เพิ่มเข้ามาก็คือการเชื่อมต่อกับ Cloud ของ Nextbit ครับ ซึ่งถ้าเรามี Google account อยู่ (ซึ่งผู้ใช้งาน Android smartphone ก็ควรจะมีอยู่แล้ว) ก็แค่ Sign in ด้วย Google account นั่นได้เลย

การทำงานของ Cloud ของ Nextbit คือ เอาไว้เก็บข้อมูล App และ รูปภาพครับ แต่มันแตกต่างจาก Cloud อื่นๆ ที่เราเคยรู้จักตรงที่ ระบบของ Nextbit จะทำการเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งาน และทำการ Archive พวก App ที่เราไม่ค่อยได้ใช้นานๆ ไปเก็บไว้บน Cloud ของ Nextbit ส่งผลให้เนื้อที่เก็บข้อมูลในเครื่องมันเยอะขึ้น ซึ่งเมื่อเราอยากจะใช้ App ที่ถูก Archive เอาไว้ ก็แค่ดาวน์โหลดกลับมาก็ใช้ได้ต่อแล้ว

 

ไฟแสดงสถานะการซิงก์ข้อมูลกับ Cloud

 

ส่วนรูปภาพเอง ระบบก็จะทำการย่อขนาดของภาพลง แล้วเก็บไว้ในตัวเครื่อง ส่วนภาพขนาดเต็มมันก็จะถูกโยนไปไว้บน Cloud แทนครับ ในระหว่างที่การโยนข้อมูลไปเก็บไว้บน Smart Cloud ทำงาน ก็จะมีไฟ LED ด้านหลังนี่แหละ ที่แสดงสถานะให้รู้

 

ปุ่มสแกนลายนิ้วมือตรง Power แบบนี้ก็แปลกดี

 

นี่แหวกแนวคือ เอาตัวสแกนลายนิ้วมือมาวางไว้ตรงปุ่ม Power ครับ ซึ่งอยู่ด้านข้าง แต่มันก็ทำงานได้ดีนะ กดติดทุกทีอ่ะ และมันอำนวยความสะดวกไม่น้อย เวลาที่กดเปิดปุ๊บ มันก็สแกนไปพร้อมๆ กัน แล้วก็ปลดล็อกหน้าจอได้เลยครับ ซึ่งตรงนี้เลยทำให้ผมนึกได้ว่า Samsung Galaxy Note 5 หรือ iPhone 5s หรือใหม่กว่า ก็ทำได้เหมือนกันคือ ใช้ปุ่ม Home เพื่อเปิดหน้าจอแล้วมันก็สแกนลายนิ้วมือไปพร้อมๆ กัน … แต่จากที่ลองใช้งานเทียบกันดู รู้สึกได้ว่าเจ้านี่สแกนเร็วกว่าวุ้ย

 

แนะนำให้ใช้นิ้วโป้งขวา

และนิ้วชี้ซ้าย

 

แต่เพราะการที่เปลี่ยนมาใช้ปุ่ม Power แทนนี่แหละ ทำให้รูปแบบการใช้งานต้องเปลี่ยนไปหน่อยครับ คือ ถ้ามันอยู่ตรงปุ่ม Home แบบ iPhone หรือ Samsung เนี่ย ปกติผมจะให้จำลายนิ้วมือนิ้วโป้งทั้งสองข้าง และอาจจะมีนิ้วชี้ทั้งสองข้าง เพื่อความสะดวกในการใช้งานทั้งสองมือ

แต่พอมันมาอยู่ตรงปุ่ม Power เนี่ย มันต้องเปลี่ยนมาเป็นนิ้วโป้งข้างขวา กับนิ้วชี้ข้างซ้ายแทนครับ มันจะเป็นสองนิ้วที่ใช้งานตัวสแกนลายนิ้วมือบนปุ่ม Power ได้ดีที่สุดแล้วล่ะ

 

หน้าจอหลักของ Robin ดูจะเป็น App tray แฮะ

ทำการกรองการแสดงผลไอคอนได้

 

User Interface ของ Nextbit Robin นี่จะเน้นการใช้งานที่ Home screen เป็นหลัก คือ แอปอะไรที่ติดตั้ง ก็จะอยู่บนนี้เลย แต่ที่แตกต่างออกไปคือ มันไม่ได้วาง Widget ได้บนนี้ครับ แต่จะต้องเอาสองนิ้วมาทำท่า Pinch ก่อน (คือ ใช้สองนิ้วกางแตะหน้าจอ แล้วลากเข้าหากัน) เพื่อเรียกหน้าจอ Widget ออกมาครับ … ซึ่งสไตล์นี้ผมชอบ เพราะผมไม่ใช่คนที่ใช้งาน Widget บ่อยอยู่แล้ว แต่สำหรับบางคนที่ชอบดูข้อมูลจาก Widget จะรู้สึกว่ามันใช้งานยาก ส่วนนึงก็เพราะการเรียกมาดูมันต้องใช้ Gesture ซึ่งใช้งานมือเดียวไม่ถนัดซักเท่าไหร่นั่นเอง

 

App tray ของ Robin มาสไตล์ Windows Phone แฮะ

 

ส่วน App tray มันก็ยังมีอยู่นะครับ ก็แตะไอ้ไอคอนจุดสามจุดบนหน้าจอ แล้วเลือก All apps นั่นแหละ มันก็จะแสดงรายชื่อแอปทั้งหมดแบบไล่ตามตัวอักษรให้ดู ซึ่งสไตล์คล้ายๆ กับของระบบปฏิบัติการ Windows Phone ครับ

 

แค่แตะไอคอนค้างไว้แล้วลากลง ก็เท่ากับ Pin app

 

Smart Cloud ของ Nextbit Robin ก็อย่างที่บอกครับ มันจะทำการ Archive แอปอะไรก็ตามที่เราไม่ค่อยได้ใช้โดยอัตโนมัติ แต่ในกรณีที่เรามั่นใจว่าเราใช้แอปนี้แน่ๆ แต่ไม่ได้ใช้บ่อย เราก็สามารถทำการ “Pin” แอปได้ครับ ระบบก็จะรู้ว่าไม่ต้อง Archive แอปนี้

แอปไหนที่ถูก Archive ก็จะกลายเป็นไอคอนสีเทาๆ ครับ และเมื่อเราอยากจะใช้งานแอปนี้อีก ก็แค่แตะที่ไอคอน มันก็จะดาวน์โหลดแอปจาก Smart Cloud มาได้ครับ มันก็สะดวกดีในแง่ของการช่วยสงวนเนื้อที่ในสมาร์ทโฟนไว้ใช้งานได้อีกเมื่อ Archive แอปที่ไม่ค่อยได้ใช้ (ลองนึกดีๆ สิ มีแอปกี่ตัวที่เราลงไว้ แต่แทบไม่ค่อยได้ใช้ แล้วมันก็กินเนื้อที่พอสมควรเลย) รวมถึงพวกรูปถ่ายต่างๆ ที่ Smart Cloud ก็จะทำการ Archive ไปเก็บไว้ โดยเหลือรูปที่ความละเอียดต่ำกว่าไว้ในเครื่อง เพื่อสงวนเนื้อที่นั่นเอง

ลองใช้งาน Nextbit Robin ดู ค่อนข้างประทับใจครับ ตัวเครื่องเหลี่ยม แต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกจับแล้วไม่สบายมือแต่อย่างใด การตอบสนองต่อการใช้งานถือว่าดีทีเดียว ROM นี่ค่อนข้างลื่นปรื๊ดมาก อาจเพราะคงความเป็นระบบปฏิบัติการ Android 6.0.1 เอาไว้ค่อนข้างเยอะ ซึ่งก็ถือว่าเป็นข้อดีและข้อจำกัด ข้อดีคือลื่น อย่างที่บอก แต่ข้อจำกัดก็คือ สำหรับผมแล้ว หลายๆ อย่างในระบบปฏิบัติการ Android นี่มันยังไม่อำนวยความสะดวกผู้ใช้งานมากเท่ากับ ROM ที่แบรนด์ต่างๆ พยายามปรับให้

 

ปัญหา WiFi หลุดบน Android 6.0.1 ที่ผมเจอบน Nexus 5 ก็เจอบน Nextbit Robin ด้วย

 

และขอบอกว่าปัญหาใดๆ ที่เราเจอบน Android 6.0.1 แบบเพียวๆ เนี่ย ก็อาจจะเจอบน Nextbit Robin ด้วยนะ เพราะปัญหาที่ผมเคยเจอบน Nexus 5 หลังจากอัพมาเป็น Andriod 6.0.1 คือ WiFi ต่อติด แต่เน็ตไม่วิ่งเนี่ย มันก็โผล่มาบน Nextbit Robin ด้วยครับ … ก็ไม่รู้เป็นกันมั่งรึเปล่า ใครเป็นบ้างก็แชร์ให้ผมอ่านบ้างนะ 555

 

สเปกของ Nextbit Robin แรงดีพอจะเล่นเกมกราฟิกสวยๆ ได้สบายๆ ล่ะ

 

ในแง่ของความบันเทิง สเปกของ Nextbit Robin ใช้ชิป Snapdragon 808 Hexa-core 2GHz พร้อม RAM 3GB และ ROM 32GB เรียกว่าพร้อมสำหรับการดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ได้สบายๆ แม้จะเป็นเกมที่กราฟิกไฮโซก็ตาม และลำโพงแบบสเตริโอคู่ด้านหน้าก็ทำให้เราได้ประสบการณ์ด้านเสียงที่ดี แม้จะฟังจากลำโพงของตัวเครื่องก็ตาม

แต่เสียงที่ได้จากลำโพง ก็ไม่ได้ดีเลิศอะไรเลยนะครับ เสียงออกจะเน้นไปทางสูงมากเกินไปซะด้วย เวลาที่เปิดเพลงหรือดูหนังที่มีเสียงสูงๆ เยอะๆ มันจะแสบหูปรี๊ดไปหน่อย วิธีแก้คือ ลดระดับความดังลงมา แต่ก็จะทำให้ความดังของเสียงหายไปเยอะเลย เท่าที่ผมสังเกต ความดังระดับ 80% กับ 100% นี่แตกต่างกันมากจนเกินไปจริงๆ … ตรงนี้คือสิ่งที่ผมว่า Nextbit สามารถปรับปรุงได้นะ

ในแง่ของการถ่ายรูปและวิดีโอ Nextbit Robin นี่มีกล้องหลัง 13 ล้านพิกเซลมาให้ แต่เป็นแบบอัตราส่วน 4:3 ครับ ถ้าจะถ่ายแบบ 16:9 ซึ่งจะเหมาะสำหรับการใช้งานบนเว็บ หรือส่งบน Social media มากกว่า (ในความคิดของผม) ก็จะเหลือความละเอียดรูป 8.3 ล้านพิกเซลแทนครับ

 

ภาพโดย Nextbit Robin

ภาพโดย Nextbit Robin

ภาพโดย Nextbit Robin

ภาพโดย Nextbit Robin

 

ตัว User Interface กล้องของ Nextbit Robin เป็นแบบเรียบง่ายครับ เข้าใจได้ไม่ยาก แต่ก็ไม่ได้มีโหมดลูกเล่นอะไรมากครับ แบบ Auto ก็สะดวกดี และเพียงพอสำหรับการใช้งานอยู่แล้ว แต่โหมด Manual ก็ช่วยให้เราปรับอะไรต่อมิอะไรได้มากขึ้น รวมถึงการปรับโฟกัส ที่จะเลือกแบบ Auto focus, Manual หรือแตะปรับโฟกัสบนหน้าจอ

ถ่ายภาพตอนกลางวัน คุณภาพออกมาถือว่าดีพอสมควรเลยล่ะครับ ลองซูมภาพดูแล้ว ก็ยังได้รายละเอียดที่ค่อนข้างโอเค ความคมชัดก็โอเคอยู่ครับ เพียงแต่ข้อจำกัดคือเวลาซูมดูรูปบน Nextbit Robin แล้ว ภาพมันดูไม่ชัดอย่างแรง ทั้งๆ ที่ความจริง มันชัดกว่าที่เห็นเยอะ

 

ภาพโดย Nextbit Robin

 

ภาพถ่ายตอนกลางคืน ซอฟต์แวร์จะพยายามทำภาพให้สว่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ เวลาถ่ายภาพกลางคืนออกมา ก็ดูสว่างเลยล่ะครับ แต่ว่าถ้าซูมภาพดูใกล้ๆ แล้ว รายละเอียดหายไปเยอะทีเดียวล่ะครับ และมันก็น่าเสียดายที่แม้จะอยู่ในโหมด Manual แล้ว เราก็ไม่สามารถตั้งเวลาชัตเตอร์ได้ เลยทำให้การถ่ายภาพตอนกลางคืนมีข้อจำกัดหน่อย

 

บทสรุปการรีวิว Nextbit Robin

สเปกของ Nextbit Robin นี่คือไฮเอนด์ของเมื่อซักปีกว่าๆ ที่แล้วครับ ฉะนั้นด้วยสนนราคา 12,900 บาทนี่ กับสเปกแบบนี้ ณ ตอนนี้ ก็ต้องบอกว่ามันไม่ได้สเปกดีราคาประหยัดแต่อย่างใด และถ้าจะว่าไปแล้ว ก็เรียกว่าราคาพอๆ กับพวกแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วด้วย ซึ่งตรงนี้ Nextbit ก็บอกว่าพวกเขาจะไม่เน้นทำราคาแข่งกับแบรนด์อื่น แต่จะชูจุดขายสองเรื่องคือ Unlock bootloader ซึ่งน่าจะถูกใจเหล่าคนชอบโม ROM และ Smart Cloud ครับ ทว่า Smart Cloud นี่ยังเป็นอะไรที่จะต้องสอนให้ผู้ใช้งานเข้าใจอีกเยอะอ่ะนะ

แต่ถ้ามองในแง่ของราคา สเปก และประสิทธิภาพที่ดี ผมก็ต้องบอกว่า Nextbit Robin นี่ไม่แพ้แบรนด์อื่นๆ นะครับ เพียงแต่ว่าผู้ใช้งานจะเล็งเห็นถึงจุดเด่นของ Nextbit Robin นี่ว่าตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองมากแค่ไหนเท่านั้นแหละ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: