คำตอบของคำถามว่า “ระบบเน็ตเวิร์กทำไมแพงจัง?”

Print Friendly

ได้เฮียโก๋จาก VR Online มาให้บริการ

 

เคยถามคำถามนี้กับตัวเองไหมครับ? แบบ “ทำไม WiFi ที่บ้านอืดจัง(วะ)?” “ทำไมโหลดบิตแล้วเน็ตที่บ้านวูบเลย?” “ทำไม LAN ที่ออฟฟิศถึงได้ช้าแบบนี้?” และคำถามยอดฮิตของผู้บริหารของธุรกิจจำพวก SMEs ที่ไม่ค่อยมีพื้นฐานด้านไอที เวลาที่แผนกไอทีเขาเสนองบประมาณสำหรับการอัพเกรดระบบเครือข่ายในออฟฟิศ หรือผู้ใช้งานตามบ้าน เวลาที่มีผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำให้อัพเกรดเน็ตเวิร์กในบ้านก็คือ “ทำไมมันแพงจัง(วะ)?”

แม้จะเป็นบล็อกเกอร์ที่เขียนด้านไอที ด้านเทคโนโลยีเยอะ แม้ว่าเน็ตเวิร์กในบ้านจะเป็นแบบไร้สายจริงจังแล้วก็ตาม แต่สุดท้าย ผู้ใช้งานตามบ้านก็ยังเป็นผู้ใช้งานตามบ้านครับ บ้านเล็กๆ ขนาด 21 ตารางวา เป็นทาวน์โฮม 3 ชั้น ผมก็เลือกใช้ Wireless Router ตัวเดียว ในการจ่ายสัญญาณ WiFi ให้กับอุปกรณ์ทั้งหมดภายในบ้าน

ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีมันก็เพียงพอนะ มีคอมพิวเตอร์ใช้แค่ 1-2 ตัว มีอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตใช้งานอีก 2-3 ตัว ท่องเว็บบ้าง ดู YouTube นิดหน่อย แต่เมื่ออยู่มาวันนึง ผมใช้งานเยอะขึ้น มี NAS มาติดตั้ง (แยะจำนวนเพิ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ) ผมก็เริ่มสังเกตถึง “ความไม่เพียงพอ” ที่ไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของผมในปัจจุบันได้อีกต่อไป

Wireless Router ตัวเดียว ถ้าใช้งานกับบ้านเล็กๆ หลังนึง แบบชั้นเดียว มันก็โอเคอยู่ครับ แต่เมื่อบ้านเป็นสามชั้น แถมทาวน์โฮมยังมีอะไรหลายๆ อย่างที่ปิดกั้นสัญญาณอีก ทำให้แม้ว่าเวลาที่เอา Wireless Router ไปวางไว้ชั้น 2 แล้ว สัญญาณมันเข้าไปถึงชั้น 1 กับชั้น 3 ได้ แต่ความแรงของสัญญาณมันก็จะค่อนข้างเบาบาง และส่งผลกระทบต่อความเร็วของระบบเครือข่ายครับ … และนั่นก็คือที่มาที่ผมกลั้นใจ อัพเกรดเน็ตเวิร์กครั้งใหญ่

คำเตือน: บ้านคนทั่วไปไม่ต้องทำอะไรขนาดนี้ครับ นี่มันความบ้าส่วนตัวของผม

 

สถานการณ์ก่อนการอัพเกรดเน็ตเวิร์ก

ถ้าเป็นที่ชั้นสอง WiFi มันแรงพอ ความเร็วถือว่าโอเค แต่ในห้องน้ำมันก็สัญญาณอับๆ อยู่ (Wireless Router เป็น Docsis ของ True Online ยี่ห้อ Cisco ที่ไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่) ส่งผลให้สัญญาณที่ชั้น 1 และชั้น 3 ค่อนข้างเบาบางมาก ถ้าจะให้คะแนนก็ซัก 2 จาก 5 อย่างมาก ความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 1-3MB/s หรือก็คือประมาณ8-24Mbps ครับ

  • ถ้าเทียบกับเน็ตบ้านที่ใช้อยู่ ที่ความเร็ว 30Mbps/3Mbps แล้ว ก็ถือว่าไม่ได้ใช้ประสิทธิภาพของเน็ตบ้านอย่างเต็มที่ และบางทีก็ส่งผลกระทบต่อการเล่นเน็ต เพราะรู้สึกได้ว่าเวลาดู YouTube ความละเอียดสูงๆ แล้ว บางทีมันต้องเจอ Buffer อยู่บ่อยๆ
  • ถ้าเทียบกับระบบเน็ตเวิร์กภายในบ้าน ซึ่งตัว Router มีแบนด์วิธระดับ Gigabit แล้ว บอกได้เลยว่าไม่ได้ใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพเลย การถ่ายโอนข้อมูลขนาดใหญ่ๆ ไปยัง NAS นี่คือต้องรอพักใหญ่ๆ เลยครับ เช่นไฟล์ 4GB นี่ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาทีในบางครั้ง

ยิ่งช่วงหลังๆ รีวิว NAS บ่อยด้วย และส่วนตัวเองก็มี NAS หลายตัว ซึ่งแต่ละตัวก็มีพอร์ต Gigabit LAN ตั้งแต่ 1-4 พอร์ต พวกที่เป็น 2 พอร์ตนี่สามารถทำ Port trunking ได้ ฉะนั้น หากวางเน็ตเวิร์กดีๆ ก็จะได้ใช้แบนด์วิธได้เต็มที่กว่านี้ล่ะ

 

วางแผนอัพเกรดเน็ตเวิร์ก

ด้วยโทษฐานที่รู้จักกัน ก็ไปปรึกษาเฮียโก๋แห่ง VR Online (หรือจะเรียกเฮียโก๋แห่งล้ำหน้าโชว์ดี?) เพื่อวางแผนว่าจะอัพเกรดเน็ตเวิร์กเป็นยังไงดี บอกความต้องการเฮียเขาไป เฮียก็ไล่รายการให้ดูว่าต้องซื้ออุปกรณ์อะไรบ้าง และงบประมาณเท่าไหร่ … สรุปก็ได้ว่าจัดอุปกรณ์มาดังนี้

  • Mikrotik RB2011UiAS-RM มาทำหน้าที่เป็น Router แทน Cisco ตัวเดิมๆ โดยต่อแบบ Bridge กับ Cisco
  • IPCom 24-port Gigabit Managed Switch G3224P ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ตัวหลัก
  • IGNITENET SS750 Wireless Access Point 3 ตัว สำหรับแต่ละชั้น
  • APC Power Outlet 8 port
  • APC BX1400U-MS UPS ไม่ได้เน้นสำรองไฟ แต่เน้นช่วยกรองไฟให้เรียบ กันไฟกระชาก โดยได้การสำรองไฟนิดหน่อยมาเป็นของแถม

แล้วก็เดิน LAN 3 จุด เพื่อติดตั้ง Wireless Access Point ประจำแต่ละชั้น เพื่อให้แน่ใจว่าแต่ละชั้นสัญญาณแรงและครอบคลคลุมมากพอ … ทั้งหมดนี่ งบประมาณประมาณหกหมื่นกว่าบาทครับ รวมค่าเดินสาย LAN ค่าติดตั้ง และค่าแรงของเฮียโก๋ในการเซ็ตระบบทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการทำ QoS (Quality of Service ด้วย)

 

ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นยังไง?!?

ใช้เวลาก็หลายชั่วโมงอยู่ กว่าจะเสร็จ แต่ที่เห็นได้ชัดคือ ความรก เละเทะของพวกสายต่างๆ ก็เรียบร้อยขึ้นครับ และแน่นอนว่าได้ระบบเน็ตเวิร์กที่เผื่อแผ่ไปถึงอนาคตได้อีกหน่อย เช่น Switch ที่เพิ่มมาเป็น 24 พอร์ต ผมยังเหลือ Gigabit LAN อีก 8 พอร์ตไว้สำหรับทดสอบอุปกรณ์ และยังมี Fast Ethernet (100Mbps) ไว้ใช้อีก 5 พอร์ต กับ Gigabit LAN อีก 3 พอร์ต ที่มาพร้อมกับตัว Router Mikrotik อ่ะ

 

จัดเสร็จเรียบร้อย หน้าตาก็ออกมาแบบนี้

 

งวดนี้จัดเต็ม เอา NAS 4 ตัวมาเรียงเลยครับ ความจุรวมๆ (ถ้าตัว 2-bay ทำ RAID1 ส่วนตัว 4-bay ทำ RAID5) ก็จะอยู่ที่ประมาณ 34TB ครับ

ความเร็วของ WiFi ได้เต็มเหนี่ยวเลย Link speed ที่ปกติจับได้แค่ไม่กี่สิบ Mbps ตอนนี้ จับได้ 150Mbps แล้ว และจากการทดสอบการโยนไฟล์ขนาด 10GB ไปบน NAS ครับ คือ กลายมาเป็น 11-13MB/s แล้ว และไฟล์ขนาด 4GB ที่เคยต้องใช้เวลา 30-45 นาทีในการอัพโหลดเข้า NAS ก็ลดลงมาเหลือไม่ถึง 13 นาทีเลย … นี่ว่าจะลองดูว่าถ้าทำ Link aggregation แล้ว การโยนไฟล์ระหว่าง NAS จะเป็นยังไง เดี๋ยวค่อยมาเขียนเล่ากันต่อนะ

 

คุ้มไหมกับเน็ตเวิร์กแพงแบบนี้?

บอกตรงๆ เน็ตเวิร์กตามบ้าน งบ 6 หมื่นกว่า ถือว่าราคาแรงเอาเรื่องครับ คนทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้ขนาดนี้ร้อก อันนี้มันความบ้าส่วนตัว และผมได้ใช้ประโยชน์เนื่องจากมี NAS เยอะซะขนาดนี้ … คนทั่วๆ ไป หา Wireless Access Point แจ่มๆ ซักตัวจ่ายสัญญาณแรงครอบคลุมทั้งบ้านก็อาจตอบโจทย์แล้ว หรืออย่างมาก ก็คือวางแผนดีๆ ใช้ Wireless Access Point หลายๆ ตัว ช่วยให้สัญญาณครอบคลุมก็ได้ แต่ไม่ต้องจัด Router หรือ Managed Switch มาหรอก

แต่สำหรับองค์กรธุรกิจ แม้แต่ SMEs เองก็เหอะ ถ้าต้องใช้งานระบบเครือข่ายในออฟฟิศจริงๆ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เร็วๆ มีการบริหารจัดการ QoS ที่ดี เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ใช้เน็ตเต็มประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงไฟล์งานต่างๆ บน NAS ได้แบบเร็วเต็มเหนี่ยว ผมว่ามันก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอยู่นะเออ

สุดท้าย มันอยู่ที่บริบทครับ … เราอาจจะมองว่าแพง เพราะเราไม่จำเป็นต้องใช้ขนาดนั้น แต่บางคนก็อาจจะบอกว่าไม่แพง เพราะมันตอบโจทย์และเขาได้ใช้งานมันอย่างคุ้มค่านั่นเอง

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: