รีวิว ASUS Zenfone 3 ZE520KL​ (5.2 นิ้ว) เมื่อ Zenfone ถึงคราวอัพเกรด

Zenfone 3 ZE520KL

 

และแล้ว Zenfone ก็มาถึงรุ่นที่ 3 จนได้ หลังจากสองรุ่นก่อนค่อนข้างจะประสบความสำเร็จอยู่ไม่น้อย ในฐานะสมาร์ทโฟนราคาประหยัดที่แสนจะคุ้มค่า และในรุ่นที่ 3 นี้ ASUS เขาก็ทำการอัพเกรดซะครั้งใหญ่เลยครับ เรียกว่าเปลี่ยนโฉมไปเยอะ และในขณะเดียวกัน ก็เพิ่มไลน์สินค้ามากขึ้น โดยให้ครบคลุมตั้งกะระดับล่าง (Zenfone 3 Max กับ Zenfone 3 Laser) ระดับกลาง (Zenfone 3) ระดับบน (Zenfone 3 Ultra) และระดับไฮโซ (Zenfone 3 Deluxe) ราคาก็เริ่มต้นตั้งแต่ 5,990 บาท เรื่อยไปยัน 28,990 กันเลยทีเดียว

ถ้าจะให้เทียบแล้ว ก็คิดว่า Zenfone สำหรับ ASUS แล้ว ก็เหมือนๆ กับ Galaxy สำหรับ Samsung นั่นแหละครับ เพียงแต่ ASUS เขาพยายามทำทุกๆ โมเดลภายใต้ตระกูล Zenfone นี้ ออกมาเป็นรุ่นๆ พร้อมๆ กัน ซึ่งผิดกับ Samsung ที่ตระกูล Galaxy นั้นกระจัดกระจายกันออกมา

ครั้งนี้ถือว่า ASUS เริ่มตั้งหลักได้แล้ว และเริ่มขยายฐานไปเกาะลูกค้าตลาดบนกันบ้างแล้ว โดยจะเห็นได้ว่า Zenfone 3 Deluxe รุ่นท็อปสุดนั่น ราคาโคตรไฮโซเลยทีเดียว เรียกว่าไปสอยรุ่นไฮเอนด์สุดของแบรนด์ดังๆ อย่าง Samsung หรือ Apple ได้เลยล่ะ

 

ASUS Zenfone 3 ZE520KL ด้านหน้า

 

ASUS Zenfone 3 ตัวที่ผมได้มา ก็เป็นรุ่นกลางครับ และเป็นรุ่นหน้าจอ 5.2 นิ้ว หรือรหัส ZE520KL สนนราคา 11,990 บาท ซึ่งดีไซน์ถือว่าดูหรูหราไฮโซทีเดียว สเปกก็ใช่ย่อยนะครับ หน้าจอ 5.2 นิ้ว แบบ IPS LCD กระจกหน้าจอเป็นแบบโค้ง 2.5D ตามสมัยนิยม (แต่หาฟิล์มกันรอยแบบเต็มจอยากชิบเป๋ง) มีกล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f2.0 และเลนส์มุมกว้าง 84 องศา

 

ASUS Zenfone 3 ZE520KL ด้านหลัง

 

ด้านหลังของ ASUS Zenfone 3 ZE520KL เป็นกระจกเช่นกันครับ สีที่ผมได้มารีวิวคือ Sapphire Black (ดำแซฟไฟร์) ตามสเปกแล้ว กระจกด้านหน้าและด้านหลัง เป็น Corning Gorilla Glass 3 ทั้งคู่ … ดูสวย แต่ก็นะ มันเพิ่งจุดที่เราต้องระวังขึ้นมาอีกน่ะสิ

 

กล้อง แฟลช และตัวอ่านลายนิ้วมือของ ASUS Zenfone 3 ZE520KL

 

กล้องดิจิทัลด้านหลังนี่สเปกคือ 16 ล้านพิกเซล พร้อม LED Flash แบบ 3 ดวงกันเลยทีเดียว และมีเลเซอร์ออโต้โฟกัสให้ด้วย ส่วนด้านใต้ของกล้องก็เป็นเซ็นเซอร์อ่านลายนิ้วมือแบบแปะก็สแกนได้แล้ว ข้อสังเกตคือ ด้วยความพยายามจะให้ตัวเครื่องบางลงมาอยู่ที่ 6.16 มม. ผลก็คือ พอกล้องดิจิทัลสเปกไฮโซ เลนส์ 6 นิ้ว มีกันสั่น 4 แกน กล้องมันก็นูนออกมาอย่างเห็นได้ชัด … สุดท้ายก็ต้องหาเคสมาใส่ครับ

ความเห็นส่วนตัวหลังจากใช้สมาร์ทโฟนดีไซน์กระจกหน้ากระจกหลังมาหลายรุ่น ตั้งกะ iPhone ยัน Nexus 4 ยัน Galaxy Note 5 นี่ ขอบอกว่าสุดท้ายเมื่อต้องหาเคสมาใส่ ดีไซน์สวยๆ มันก็ไม่ค่อยได้รู้สึกได้สัมผัสจริงๆ ซักเท่าไหร่หรอกครับ แต่มันก็เป็นความรู้สึกทางใจตอนเลือกซื้อครั้งแรกล่ะนะ

 

ASUS Zenfone 3 ZE520KL ด้านบน

ASUS Zenfone 3 ZE520KL ด้านล่าง

ASUS Zenfone 3 ZE520KL ด้านซ้าย

ASUS Zenfone 3 ZE520KL ด้านขวา

 

ดีไซน์ขอบตัวเครื่อง เป็นอลูมิเนียมอัลลอยพ่นทรายมาอย่างสวยเลยล่ะ ด้านบนก็มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และรูไมโครโฟนสำหรับบันทึกเสียง ด้านล่างก็เป็นพอร์ต USB-C (ใช่ครับ USB-C หัวแบบใหม่ … ใครจะสอย ก็เตรียมคิดว่าอาจจะต้องซื้อสาย USB สำรองอันใหม่ด้วยนะ) ลำโพงของตัวเครื่อง และรูไมโครโฟนสำหรับการสนทนาโทรศัพท์และการบันทึกเสียง

 

ถาดใส่ซิมตามสมัยนิยม

 

ด้านซ้ายมีช่องสำหรับถาดใส่ซิม ซึ่งตามสมัยนิยมครับ ต้องเลือกใส่ว่าจะเอาแบบ SIM 2 อัน (อันนึงเป็น Micro SIM อีกอันเป็น Nano SIM) หรือ จะเลือกใส่ซิมเดียว แล้วอีกช่องเอาไว้ใส่ MicroSD card

ในภาพรวม ผมรู้สึกว่า Zenfone 3 ตัวนี้ จับแล้วดูดีครับ มีความไฮโซในราคา 11,990 บาท อยู่ไม่น้อย แต่ขาดความกระชับในการจับไป เพราะมันถูกออกแบบมาให้บางลง และด้านหลังไม่ได้โค้งรับอุ้งมือเหมือนเคย  และสไตล์ของการออกแบบ มันให้ความเป็น iPhone มากขึ้นหลายจุดทีเดียว (ต่างกันตรงที่ด้านหลังเป็นกระจก)

มองในแง่ของคนที่เคยชินกับ ASUS Zenfone ในฐานะรุ่นราคาประหยัด ก็จะรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ทำไมมันแพงขึ้นจัง (รุ่นประหยัดเหลือแค่ Zenfone 3 Max 5,990 บาท กับ Zenfone 3 Laser 8,990 บาท) ขนาดตอนที่เปิดตัวใหม่ๆ ผมยังบ่นอุบเลย แต่หากกลับมานั่งๆ นอนๆ คิดดูดีๆ เออ จะไปให้เขาดักดานอยู่ในฐานะแบรนด์ Low-end ตลอดไปได้ไง (วะ) และหากดูดีๆ ASUS Zenfone 3 ก็ยังอยู่ในฐานะ สมาร์ทโฟนที่สเปกคุ้มค่าราคาอยู่นะ (ตัว Zenfone 3 Deluxe รุ่นท็อป 28,990 บาท สเปกนี่แบบ แรม 6GB เนื้อที่เก็บข้อมูล 256GB กล้องหลัง 23 ล้านพิกเซล)

 

Homescreen ของ ASUS Zenfone 3 ZE520KL App tray ของ ASUS Zenfone 3 ZE520KL

 

เอามาลองใช้งานดูครับ ตัว ZenUI นี่ก็ยังเป็นอะไรที่ผมว่า เนียน ลื่น ดีอยู่เหมือนเดิม และหลังจากได้รีวิวสมาร์ทโฟนของ ASUS ไปหลายรุ่น สังเกตได้ว่า ASUS เขามีแนวทางที่เน้นการเพิ่ม App บริการของตนเข้าไป เพื่ออำนวยความสะดวกของผู้ใช้งาน ซึ่งรวมถึงบริการสนับสนุนหลังการขาย ที่เราสามารถแชทกับศูนย์บริการจากสมาร์ทโฟนได้เลย เพียงแต่จากการทดสอบคราวก่อนที่ผมเคยทำไป โดยการเนียนไปขอความช่วยเหลือด้านการลงธีม ยังพบว่าต้องอบรมพนักงานให้ประสบการณ์แก่กล้ากว่านี้ เพราะคำตอบที่ได้ ยังไม่ถูกต้อง 100% อยู่

แอบเห็นแอปที่ลงมาให้ มันมีแอปเกมอย่าง SimCity หรือ Need for Speed No Limits และแอปอื่น เช่น TripAdvisor หรือ BeautyPlus หรือ Puffin Browser โผล่เข้ามาด้วย ซึ่งผมรู้สึกว่า ไม่ควรทำเลยนะ (ตอนที่รีวิวรุ่น Zenfone Go TV ที่เขาเลือกใช้วิธี “แนะนำ” ให้ติดตั้ง ผมว่ายังดีกว่ายัดเยียดเข้ามา)

 

สามารถเลือกบริหารจัดการ Notifications ได้เป็นแบบรายแอปเลย การบริหารจัดการ Notifications ของ ASUS Zenfone 3 ZE520KL

 

ที่ผมชอบ คือ Mobile Manager ที่ให้เราบริหารจัดการหลายๆ อย่างในเครื่องได้ค่อนข้างละเอียด เช่น ในส่วนของ Notifications ที่ให้เราเลือกได้ว่าจะให้แอปไหนส่งข้อความแจ้งเตือนเราได้บ้าง ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่อะไรใหม่หรอกนะครับ Android เขาก็ทำได้อยู่แล้ว โดยการแตะค้างที่ Notification ที่เราต้องการตั้งค่า หรือ เข้าไปที่ Settings > Notifications แล้วก็เลือกบริหารจัดการตามสะดวก … เพียงแต่ Mobile Manager นี่ มันช่วยให้เข้าถึงการตั้งค่าพวกนี้ได้ง่ายขึ้น ก็เท่านั้นเอง

 

ใช้ ASUS Zenfone 3 ZE520KL ใช้งานทั่วๆ ไป

 

สเปกหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 625 Octa-core 2.0GHz แรม 3GB พร้อม Internal storage ความจุ 32GB มากพอที่จะใช้งานทั่วไปได้อย่างสบายๆ ครับ การจะใช้งานเพื่อท่องเว็บ เล่น Social media และอื่นๆ อีกมากมาย ลองใช้งานแล้ว การตอบสนองต่อการสัมผัสค่อนข้างดี แต่น่าเสียดาย เขาไม่ได้ให้เคสมาด้วย เลยไม่แน่ใจว่า เมื่อใส่เคสแบบ Official แล้ว จะรู้สึกยังไง

 

การตั้งค่าอ่านลายนิ้วมือไม่ยุ่งยาก

ตำแหน่งนี้แรกๆ อาจไม่ชิ้น หลังๆ คงเริ่มชิน

 

ตัวสแกนลายนิ้วมือ เป็นแบบแปะ วางไว้ด้านหลัง ซึ่งอาจจะไม่สะดวกในการใช้งานเท่ากับตอนที่อยู่ด้านหน้า แต่ว่าก็ไม่ได้ใช้งานยากลำบากอะไรครับ อาจจะเพราะหลังๆ ผมใช้ ZTE Blade v7 Lite ที่มีตัวสแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านหลังเหมือนกันจนชินละมั้ง … การตั้งค่าไม่ยุ่งยาก การใช้งานก็ไม่ยากเช่นกัน แตะปุ๊บ สแกนรวดเร็วมาก

 

ตัวอ่านลายนิ้วมือทำอะไรได้เยอะอยู่

ใช้การสแกนนิ้วในการยืนยันการซื้อใน Google Play Store ได้

 

ตัวอ่านลายนิ้วมือของ ASUS Zenfone 3 ZE520KL นี่ทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น การใช้แทนปุ่มชัตเตอร์เวลาจะถ่ายเซลฟี่ การเปิดใช้งานกล้องด้วยการแตะสองทีติดกัน หรือแม้แต่การรับสายโทรศัพท์ ก็เลือกเปิดใช้ตามอัธยาศัยครับ และเนื่องจาก Google รองรับลายนิ้วมือแล้ว ก็เอามาใช้ยืนยันการซื้อแอปได้ด้วย

 

ทีนี้ลองเอามาเล่นเกมกันบ้างครับ ก่อนอื่นก็อยากลองเล่น Dead Trigger 2 เพราะใช้ Unreal Engine 4 และเป็นเกมที่ผมเล่นอยู่แล้ว (เล่นบ่อยกว่า Pokemon Go อีก) แต่ก็พบว่าพอจะเริ่มเล่น เกมก็ฟ้องว่าไฟล์มีปัญหา แล้วสุดท้ายก็เล่นไม่ได้อ่ะ (เฮ้ย! ไรเนี่ย) ไม่รู้ว่าใครมีปัญหาเหมือนผมไหม

 

เกม HIT ที่ใช้ Unreal Engine 4

 

สุดท้าย เลยไปหาเกมอื่น ที่ใช้ Unreal Engine 4 มาแทน ซึ่งก็ได้เกม HIT ที่เป็น MMORPG มาครับ ตัวเกมก็กราฟิกงามดี แต่ผมว่าถ้าได้ Dead Trigger 2 มาน่าจะดีกว่า เพราะพวกเอฟเฟ็กต์ต่างๆ มันดูไฮโซกว่าเยอะ แต่อันนี้ก็มีเอฟเฟ็กต์อยู่ไม่น้อย และเกมก็เล่นได้ไหลลื่นดีครับ แม้ว่าสเปกของ ASUS Zenfone 3 ตัวนี้จะไม่ได้เมพสุดๆ ก็ตามที แต่ก็เล่นได้โอเค

 

User Interface กล้องของ Zenfone 3 ZE520KL

โหมดถ่ายรูปต่างๆ บน ASUS Zenfone 3 ZE520KL

 

ลองเอามาใช้ถ่ายรูปถ่ายวิดีโอกันบ้าง ซึ่ง User Interface กล้องของ Zenfone 3 ZE520KL นี่ก็ไม่ได้ใช้งานยุ่งยากแต่อย่างใด โหมดออโต้ ก็เรียกว่าใช้งานทั่วไปได้สบายๆ ดีอยู่แล้ว แต่หากไม่ถูกใจ ก็ยังมีโหมดอื่นๆ ให้เลือกอีกมากมายมหาศาล

 

โหมด Manual (หรือจะเรียกว่า Pro) บน ASUS Zenfone 3 ZE520KL

 

แต่จุดขายจริงๆ น่าจะอยู่ที่โหมด Manual ซึ่งจริงๆ ก็คือโหมด Pro แบบที่แบรนด์อื่นๆ เขาเรียกกัน แล้วก็พวกโหมด Super Resolution ที่ใช้เทคโนโลยีประมวลผลภาพ ขยายความละเอียดไปได้สูงสุดถึง 64 ล้านพิกเซล และ Low Light ที่ช่วยให้ถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยได้ดูสว่างขึ้น โดยยอมลดความละเอียดลง (จากเดิม 16 ล้านพิกเซล เลยเหลือ 3 ล้านพิกเซล)

 

ภาพโดย ASUS Zenfone 3 ZE520KL

ภาพโดย ASUS Zenfone 3 ZE520KL

ภาพโดย ASUS Zenfone 3 ZE520KL

 

ลองถ่ายรูปดู งวดนี้ขอลงทุน เน้นทดสอบภายใต้เงื่อนไข การถ่ายภาพอาหารแล้วกันครับ ก็เน้นซูชิเป็นหลัก ทั้งมัตสึซากะ และ โอโทโร่ (เป็นการรีวิวที่ลงทุนสุดแล้วในชีวิตนี้) ภาพถ่ายก็อยู่ในเกณฑ์ที่โอเคดีนะครับ แน่นอนว่าการโฟกัสก็เร็วอย่างที่เขาว่า เพราะเลเซอร์ออโต้โฟกัส … ถ้ามันโฟกัสโดนนะ … คือที่ต้องบอกว่า “ถ้ามันโฟกัสโดน” ก็เพราะ ผมพบว่าเวลาที่จะถ่ายแบบมาโครหน่อย (แต่ไม่ได้ใกล้มาก) มันเจออาการ เลเซอร์โฟกัสไม่โดนจ้า ต้องแตะให้มันโฟกัสประมาณสามรอบ ถึงจะชัด

 

ภาพโดย ASUS Zenfone 3 ZE520KL

 

ลองถ่ายแบบ Super Resolution ครับ อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะช่วยให้เห็นลายไขมันของโอโทโร่ได้ขนาดไหน ซึ่งผลที่ได้ก็คือ ได้ภาพขนาด 64 ล้านพิกเซลนะ แต่ความคมชัดมันก็ไม่ได้กริบมากมายอะไร อันนี้ข้อจำกัดของเลนส์เขาล่ะ

 

HDR ของ ASUS Zenfone 3 ZE520KL

 

ลองใช้โหมด HDR ดูบ้างครับ ซึ่งก็ทำได้ไม่เลวทีเดียว ถ่ายภาพออกมาแล้ว ได้รายละเอียดของส่วนที่มืดขึ้นมาอีกนิดเลย คำแนะนำคือ ให้ถ่ายภาพโดยเน้นไปที่การวัดแสงให้จุดที่มืดๆ มันสว่างจนเป็นที่น่าพอใจครับ แล้วซอฟต์แวร์ก็จะทำการทำส่วนที่สว่างจ้าให้เห็นรายละเอียดได้ชัดขึ้นมาเอง … แต่อย่าไปแตะตรงจุดที่สว่าง จนที่มืดมันมืดตื๋อล่ะ เพราะซอฟต์แวร์ช่วยอะไรไม่ได้เลยครับ

การถ่ายวิดีโอ ทำได้ระดับ 4K กันเลยทีเดียว ถือว่าไฮโซครับ สมาร์ทโฟนราคาไม่ถึงหมื่นสอง เดี๋ยวนี้ถ่ายวิดีโอ 4K ได้แล้ว และในระหว่างถ่ายวิดีโอ 4K อยู่ ก็ถ่ายภาพนิ่งไปพร้อมๆ กันได้ ที่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล คุณภาพวิดีโอที่ได้ ก็เรียกว่าพอกินพอใช้ทีเดียวครับ

 

บทสรุปการรีวิว ASUS Zenfone 3 ZE520KL

ถ้ายังยึดติดกับ ASUS Zenfone 3 ในแง่ของสมาร์ทโฟนสเปกดี แต่ราคาประหยัด อาจจะรู้สึกผิดหวังกับการตั้งราคาของ ASUS Zenfone 3 อยู่บ้างแหละ แต่จริงๆ แล้ว ASUS Zenfone 3 Max ที่ราคา 5,990 และได้สเปกระดับ Snapdragon 615 แรม 2GB เนื้อที่เก็บข้อมูล 16GB ก็ยังถือว่าโอเคอยู่นะเออ

ผมยังไม่ได้จับ ไม่ได้ลอง Zenfone 3 Max แบบเต็มๆ ฉะนั้นยังไม่อาจบอกได้ว่า สุดท้ายแล้ว ASUS Zenfone 3 ยังเป็นตัวเลือกสำหรับสมาร์ทโฟนราคาประหยัดอยู่ไหม แต่ว่า ASUS Zenfone 3 ZE520KL นี่ สนนราคา 11,990 บาท แม้จะไม่เลิศเลอเพอร์เฟ็กต์ แต่ก็ดีพอสำหรับคนที่อยากได้สมาร์ทโฟนดีไซน์หรู สเปกครบเครื่อง ในราคาที่ไม่ต้องจ่ายแพงเวอร์เกินไปครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

9 Responses

  1. polsak says:

    1. ตัวที่ร่วมกับ DTAC แจกหูฟัง Marshall ใช่รุ่นที่รีวิวนี้ไหมครับ
    2. ซิมที่ 2 รองรับ 3G ไหมครับ เวลาใช้ 2 ซิมพร้อมกันน่ะครับ

    • @kafaak says:

      ตอบครับ
      1. ไม่ใช่ตัวนี้ครับ ตัวที่แจกเป็นจอ 5.5 นิ้ว RAM 4GB ROM 64GB
      2. ทั้งสองซิมรองรับทั้ง 3G/4G แต่ตามเคย จะใช้งาน 3G/4G ได้แค่ทีละซิม

      • polsak says:

        จากข้อ 1. แสดงว่า zenfone 3 (เฉย ๆ) มีมากกว่า 1 แบบสินะครับ แต่ละแบบก็มีขนาดหน้าจอ ram rom และราคาต่างกัน เพราะเห็นที่เขียนไว้ในรีวิวรุ่นนี้ก็แจ้งว่าเป็น zenfone 3 (เฉย ๆ) เหมือนกัน เลยสับสนกับรุ่นที่ dtac เอามาทำตลาดน่ะครับ ว่าตกลงอันไหนคือ zenfone 3 (เฉย ๆ) กันแน่ งงแฮะ

        จากข้อ 2. แสดงว่ารุ่นที่เอามารีวิวนี้ ถ้าใช้ 2 ซิมพร้อมกัน ซิมนึงใช้ 4G/3G แล้ว อีกซิมนึงจะถูกบังคับให้ใช้ได้แค่ 2G เท่านั้น ผมเข้าใจถูกใช่ไหมครับ

        ขอบคุณครับ

        • @kafaak says:

          ใช่ครับ จากที่ผมดู ถ้าไม่นับ Zenfone 3 Max กับ Zenfone 3 Laser ละก็ Zenfone 3, Zenfone 3 Deluxe, Zenfone 3 Ultra มีอย่างละสองแบบ สเปกแตกต่างกันนิดหน่อย

          และใช่ครับ ถ้าใช้สองซิมพร้อมกัน ซิมนึงต่อ 3G/4G อีกซิมจะเหลือ 2G

          • oioi says:

            Zenfone 3 (5.2 นิ้ว) ZE520KL
            รองรับการใช้งาน 2 ซิม dual standby (4G+3G+2G/3G+2G) เกาะสัญญาณ 3G ได้พร้อมกัน 2 ซิม (Full NetCom 3.0)

          • @kafaak says:

            Dual SIM card
            SIM 1: 2G/3G/4G Micro SIM Card
            SIM 2: 2G/3G/4G Nano SIM Card
            Dual SIM Dual Standby
            Only use the nano SIM card or the microSD card at a time
            Both SIM card slots support 3G WCDMA/ 4G LTE network band. But only one SIM card can connect to 3G WCDMA/ 4G LTE service at a time.

            ข้อมูลจากเว็บ Asus ครับ (https://www.asus.com/Phone/ZenFone-3-ZE520KL/specifications/)

            เท่าที่มีคนคุยกันในเว็บไซต์บางแห่ง ต้อง ASUS Zenfone 3 Deluxe ZS570KL ถึงจะรองรับ แต่สุดท้าย บนหน้าเว็บสเปกของ Asus ก็ยังบอกว่ารุ่นนี้รองรับการใช้งาน 3G/4G แค่ทีละซิมอยู่ดีนะครับ

  2. pavin says:

    รุ่นนี้มันมีฟังค์ชั่นล็อคแอพล็อคภาพ แล้วใช้แสกนลายนิ้วมือในการเปิดได้หรือเปล่าครับ

    • @kafaak says:

      ล็อกภาพไม่มีนะครับ แต่มีล็อกแกลลอรี่เลย แต่ว่าไม่ได้ใช้สแกนลายนิ้วมือ ต้องตั้ง PIN ต่างหาก ซึ่งแตกต่างจาก PIN ที่เราตั้งเพื่อปลดล็อกหน้าจอครับ … ในส่วนของแอปก็ตั้งล็อกไม่ได้เช่นกัน

      • pavin says:

        แสดงว่าแสกนลายนิ้วมือ ไม่ได้เอามาใช้ประโยชน์ในการล็อคแอพ หรือแกลลอรี่เลยสินะครับ น่าเสียดายจัง

Leave a Reply

%d bloggers like this: