รีวิว ZTE Blade v7 Lite 4,990 บาท คุ้มไหม? แล้วถ้า 1,990 บาท ล่ะ?

ZTE Blade v7 Lite

จั่วหัวแบบนี้ ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกครับ ผมกำลังพูดถึงสมาร์ทโฟนจากแดนมังกรยี่ห้อ ZTE รุ่น Blade v7 Lite ครับ เป็นสมาร์ทโฟนราคาประหยัด แค่ 4,990 บาท แต่ชูจุดขายที่สเปกให้มาเหลือเฟือ ไม่ว่าจะเป็นแรม 2GB พร้อมเนื้อที่เก็บข้อมูล 16GB ดีไซน์บางเฉียบ บอดี้โลหะ มีสแกนลายนิ้วมืออีกด้วย มันคุ้มไหม? แล้วยิ่งตอนนี้มีจับมือกับ AIS ขายพร้อมแพ็กเกจเน็ต 399 บาทขึ้นไป จ่ายค่าแพ็กเกจล่วงหน้าอีก 2,000 บาท ก็สามารถซื้อเจ้านี่ได้ในราคา 1,990 บาท มันยิ่งคุ้มกว่าไหมอ่ะ? มาหาคำตอบกัน

งานนี้ไม่ต้องยืมเครื่องใครมารีวิว เพราะพอดีผมใช้แพ็กเกจเน็ตของ AIS แบบ 249 บาทอยู่แล้ว เลยกัดฟัน จ่ายเพิ่มเป็น 399 บาท แล้วลองสอย ZTE Blade v7 Lite นี่มาเลยแล้วกัน

 

แพ็กเกจ AIS 399 บาท เพื่อ Blade v7 Lite คุ้มไหม?

จริงๆ มันให้เลือกสองแบบ คือ AIS 4G Hot Deal ที่ 399 บาท/เดือน กับ Non-stop ที่ 599 บาท/เดือน ครับ ความแตกต่างคือ 399 บาทเนี่ย จะเป็นเน็ตแบบจำกัด คือ พอครบตามปริมาณ ก็ต้องจ่ายเพิ่มคิดเป็น MB ส่วน  599 บาทเนี่ย เป็นแบบ Unlimited ที่เมื่อครบตาม FUP (Fair Usage Policy) ก็จะลดความเร็วลง … โดยทั้งสองแบบ ต้องจ่ายค่าบริการล่วงหน้า 2,000 บาท (ซึ่งจะเอาไปเป็นส่วนลดค่าบริการ 8 เดือน) และติดสัญญา 12 เดือน (หากฉีกสัญญา ก็ต้องจ่ายเงินคืนส่วนลดค่าเครื่อง)

ในกรณีที่ต้องการเบอร์ใหม่ พร้อมสมัครแพ็กเกจเน็ต ผมคิดว่าแค่เลือกแพ็กเกจที่ตรงกับการใช้งาน มันก็โอเคอยู่นะ แล้วก็ได้เครื่องด้วยเลย แต่ถ้าเป็นกรณีที่เรามีเบอร์ มีแพ็กเกจที่ใช้อยู่แล้ว และไม่เข้าข่ายแพ็กเกจที่จะได้รับสิทธิ ก็ต้องมาคำนวณครับ เช่น ผมใช้แพ็กเกจ 249 บาท แบบเน็ตไม่จำกัด ผมต้องพิจารณาแบบนี้

  • เปลี่ยนมาเป็นแพ็กเกจ 399 บาท แต่ได้เน็ตแบบจำกัดปริมาณ แต่ได้เน็ต 4G 1GB + 3G/4G 2.5GB (ไอ้ประเภทหลังห้าทุ่มถึงหกโมงเช้าได้อีก 2.5GB ไม่นับ เพราะผมไม่ได้ใช้ในช่วงเวลานี้อยู่แล้ว) มันโอเคไหม มันพอสำหรับผมไหม?
  • ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับแพ็กเกจเดิม เช่นกรณีของผม 399 – 249 = 150 บาท คูณด้วย 12 เดือน เป็น 1,800 บาท … เมื่อบวกกับเงินที่ต้องจ่าย 1,990 บาทแล้ว เท่ากับค่าเครื่องที่ผมซื้อคือ 3,790 บาท หรือ ได้ลดไป 1,200 บาทครับ ยังโอเค (แต่ถ้าผมต้องใช้เน็ตแบบไม่จำกัด ผมจะไม่คุ้มในทันที)

ถ้าให้ผมสรุปนะ ผมว่าคุ้มสุดคือคนที่อยากได้เบอร์พร้อมแพ็กเกจอยู่แล้ว และเป็นแพ็กเกจที่จะต้องเข้าข่ายได้สิทธิด้วยนะ คุ้มสุดๆ แต่ถ้ามีแพ็กเกจอยู่แล้ว ต้องมาจ่ายแพ็กเกจเพิ่มเพื่อให้ได้สิทธิ ก็อาจจะคุ้มอยู่บ้าง แต่กดเครื่องคิดเลขให้ดีๆ ล่ะ

 

ได้เวลารีวิวเครื่อง

เอาล่ะ มารีวิวเครื่องกันเหอะ ว่ามันดีคุ้มราคาไหม ไม่ว่าจะ 1,990 บาท หรือ 4,990 บาท

 

กล่องของ ZTE Blad v7 Lite คล้ายยี่ห้ออะไรหว่า...

 

กล่องของ ZTE Blade v7 Lite นี่ ขอบอกว่ามันพยายามทำให้เหมือนของ iPhone อะ นี่บอกเลย แต่ก็ต้องยอมรับว่าดีไซน์ตัวเครื่องมันโอเคนะ ดีไซน์แบบบอดี้โลหะชิ้นเดียว สวยเลยล่ะ บาง และขอบโค้ง รับมือ แต่ผมไม่ปลื้มตรงที่ทำขอบหน้าจอโค้งแบบ 2.5D คือ มันทำให้สวย สัมผัสแล้วเนียนลื่น แต่มันหาฟิล์มกันรอยติดยากอ่ะ

 

UI ของ ZTE Blade v7 Lite

 

ด้านหน้านี่จะเป็นปุ่มกดแบบสัมผัส มีปุ่ม Home ที่มีสัญลักษณ์ชัดเจน แต่อีกสองปุ่มที่อยู่ด้านข้าง ไม่มีสัญลักษณ์ แต่จะมีไฟ LED สีฟ้าติดเมื่อเราแตะ … ที่มันไม่มีสัญลักษณ์ว่าเป็นปุ่มอะไรก็เพราะ เราเลือกไปปรับที่ Settings ได้ว่าเราอยากให้ปุ่มไหนเป็น Menu (ที่แตะค้างแล้วจะเป็น Recent apps) อันไหนเป็นปุ่ม Back ตามที่เราถนัด

 

กล้องหน้าพร้อม LED Flash ของ ZTE Blade v7 Lite

 

กล้องดิจิทัลด้านหน้า เป็นความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่มี LED Flash ด้วย ทำให้สามารถถ่ายเซลฟี่ในที่แสงน้อยได้ ส่วนด้านข้างของกล้องดิจิทัล ก็เป็นไฟ LED แสดงสถานะเครื่อง และ Proximity sensor ด้วย

 

กล้องหน้า 13 ล้านพิกเซล และตัวสแกนลายนิ้วมือของ ZTE Blade v7 Lite

 

ด้านหลังของตัวเครื่อง เป็นกล้องดิจิทัลความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อม LED Flash ตัวกล้องแอบนูนออกมาหน่อย อันนี้เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ เพราะตัวเครื่องก็บางซะเหลือ 7.9 มม. เองอ่ะนะ แล้วก็มีตัวอ่านลายนิ้วมืออยู่ด้านหลังครับ เป็นแบบที่แตะก็สแกนได้เลย ไม่ต้องปาด แจ่มมาก

 

ด้านซ้ายเป็นลำโพง ด้านขวาเป็นไมค์

 

ลำโพงของตัวเครื่อง ดูๆ แล้วนึกว่าเป็นแบบสเตริโอ เพราะมันออกแบบมาให้นึกว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่จริงๆ แล้ว ลำโพงมันดังข้างเดียวอ่ะครับ อีกข้างนึงมันเป็นไมโครโฟน เอาไว้สำหรับบันทึกเสียงจ้า

 

ZTE Blade v7 Lite ด้านบน

ZTE Blade v7 Lite ด้านล่าง

 

ด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ที่แบบว่าอยู่กับความหนาของตัวเครื่องได้อย่างหวุดหวิดเลย ส่วนด้านล่างก็มีพอร์ต Micro USB 2.0 และรูไมโครโฟนสำหรับสนทนาโทรศัพท์

ด้วยสเปกของตัว ZTE Blade v7 Lite นี่ ก็ตามราคาค่าตัวครับ ใช้หน่วยประมวลผลเป็น MediaTek MT6735P Quad-core 1GHz Coretex-A53 ที่ก็พอมีพอกิน พอใช้งานทั่วไปสบายๆ ครับ แต่ที่ดูดีคือ มีหน่วยความจำ 2GB และเนื้อที่เก็บข้อมูล 16GB ซึ่งถือว่ามากพอจะติดตั้งแอป และรันแอปหลายๆ ตัวได้ลื่นๆ เลยล่ะ

 

ถาดใส่ซิมของ ZTe Blade v7 Lite

 

รองรับ 2 ซิมครับ เป็นแบบ Nano SIM ทั้งคู่ แต่ถ้าอยากจะใส่ MicroSD card เพื่อเพิ่มเนื้อที่เก็บข้อมูล ก็จะใส่ได้แค่ซิมเดียวเท่านั้น จะถอดถาดใส่ซิมกับ MicroSD card ออกมา ก็ต้องเอาอุปกรณ์มาจิ้มนะครับ ซึ่งใช้คลิปหนีบกระดาษนี่ไม่ได้แล้ว เพราะขนาดเครื่องที่บาง ทำให้รูสำหรับจิ้มเล็กลงไปด้วย

จากที่ลองใช้งาน ก็เรียกว่าโอเคอยู่ ความเร็วเครื่องไม่สูงมาก แต่ในการใช้งานทั่วไป ไม่ว่าจะเล่น Social media ท่องเว็บ โทรศัพท์ อะไรแบบเนี้ย เหลือเฟืออยู่ ที่ผมจะต้องตั้งข้อสังเกตก็คือ ความละเอียดของการสัมผัสไม่สูงมากระดับพวกสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ ทดลองจากการลองขีดๆ เขียนๆ ด้วยการลากนิ้วบนหน้าจอ พบว่าบางช่วง บางจุด มันตรวจจับไม่ได้ว่าผมลากนิ้วเขียนไป แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อยู่ดี เพราะในการใช้งานปกติทั่วไป เราไม่ได้ต้องการความละเอียดที่สูงขนาดนั้น

 

ฟิล์มกันรอยติดไม่เต็มจอนะ

 

ตอนซื้อ เขาแถมฟิล์มกันรอยมาให้เลย แล้วก็มีเคสซิลิโคนแบบใสมาให้ด้วย ไม่ต้องไปซื้อหาเพิ่มเติม ซึ่งดีงาม แต่ว่าด้วยขอบหน้าจอที่ทำมาแบบโค้ง 2.5D เลยทำให้มันติดฟิล์มกันรอยได้ไม่เต็มครับ ไม่ปลื้ม … นี่ย้ำอีกรอบเลย

 

UI ของ ZTE Blade v7 Lite

 

ดีไซน์ของ User Interface เนี่ย ทำมาสไตล์ iPhone ครับ คือ ใช้แค่ Homescreen อย่างเดียว แล้วเอาพวกไอคอนแอปทั้งหลายไปวางไว้บนนั้น การปรับเปลี่ยนลำดับของไอคอนก็ทำได้ง่าย แตะไอคอนแล้วเลื่อนได้ตามใจเลย หรือจะถอนการติดตั้งแอปก็ไม่ยาก การเปิดปิดฟังก์ชั่น ก็มี QuickSettings ให้สั่งงานง่ายๆ … แต่เมนูภาษาไทย แปลผิดอยู่หลายจุด พิมพ์ผิดก็มี แนะนำว่าไม่อยากมึน ไปพยายามใช้เมนูภาษาอังกฤษดีกว่า

 

ไฟ LED ของสามปุ่มของ ZTE Blade v7 Lite

 

การออกแบบมาให้เลือกปรับได้ว่าปุ่มข้างๆ ปุ่ม Home อันไหนจะเป็น Menu อันไหนจะเป็น Back ทำให้เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ถนัดทั้งมือซ้ายและมือขวา อันนี้ขอชมเชยในความใส่ใจ แต่ว่าถ้าจะให้ดี มีไฟ LED หรี่ๆ บอกให้รู้ว่าปุ่มมันอยู่ตรงไหนหน่อยก็จะดีมากนะจ๊ะ

คนชอบใช้แค่ซิมเดียว ก็อาจจะชอบ เพราะใส่ MicroSD card เพิ่มได้ แต่ใครชอบใส่ 2 ซิม ทำใจ เพราะใส่ MicroSD card เพิ่มไม่ได้ แต่ยังดีว่าเจ้านี่มี Storage มา 16GB ซึ่งแม้จะหักพวก ROM และแอปต่างๆ ที่ใส่มาตั้งแต่ต้นแล้ว ก็ยังเหลือมากกว่า 10GB ให้ใช้งาน จะลงเกม จะถ่ายรูปถ่ายวิดีโอบ้างอะไรบ้าง จะใส่หนังใส่เพลง ก็ยังพอไหว แต่อาจจะต้องหมั่นลบ หมั่นเอาออกไปเก็บไว้ในคอมฯ บ่อยๆ หน่อย

ลองเอามาใช้งานทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะท่องเว็บ ดูหนัง ฟังเพลง เล่น Social media ก็ตอบโจทย์ได้สบายๆ ครับ ไม่มีปัญหา ซึ่งไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะหลายปีก่อน สเปกง่อยกว่านี้เยอะ มันยังทำงานพวกนี้ได้สบายๆ เดี๋ยวนี้สเปกฮาร์ดแวร์ดีขึ้นเยอะ ในขณะที่งานพวกนี้ก็ไม่ได้เพิ่มเติมอะไรขึ้นมากมายนี่นะ

 

ลองเล่นเกม Dead Trigger 2 บน ZTE Blade v7 Lite

 

ลองเอามาเล่นเกม เลือกลง Dead Trigger 2 ครับ เพราะใช้ Unreal Engine 4 (UE4) ซึ่งกราฟิกมันค่อนข้างไฮโซเอาเรื่องครับ (ผมสังเกตจากตอนเล่นบน Samsung Galaxy Note 5) ซึ่งภาพที่ได้ก็ออกมาดูดีอยู่นะ เกมก็เล่นได้ไหลลื่นดี เอฟเฟ็กต์ที่จำเป็นๆ ที่จะทำให้เกมดูทึมๆ สยองๆ ก็ยังอยู่ แต่แน่นอนว่าเอฟเฟ็กต์ขั้นสูงๆ ที่จะทำให้เกมดูสมจริงมากขึ้นก็จะต้องตัดออกไป อย่างเช่น พวกน้ำที่เจิ่งนองบนพื้น แล้วสะท้อนเงา อะไรแบบเนี้ย จะหายไป แล้วก็พวกรายละเอียดบางอย่างของภาพหายไป เช่น พวกพงหญ้า หรือวัตถุบางอย่างในฉากที่เป็นพวกของประกอบฉากเพื่อสร้างความสมจริงไรงี้ (ต้องเอาออก เพื่อลดจำนวนโพลิกอนในฉาก)

แต่ในแง่ของความสนุกในการเล่น ผมว่าไม่แตกต่างนะครับ เพราะเขาตัดแค่ส่วนที่เป็น Nice to have (มีก็ดี ไม่มีก็ได้) ออกไปเท่านั้นเอง

 

เกม Dead Trigger 2 บน ZTE Blade v7 Lite

ภาพเกม Dead Trigger 2 บน ZTE Blade v7 Lite สังเกตว่าพื้นจะแห้งๆ รายละเอียดของภาพบางอย่างหายไป

กราฟิกเกม Dead Trigger 2 บน Samsung Galaxy Note 5

ภาพเกม Dead Trigger 2 บน Samsung Galaxy Note 5 สังเกตว่าตรงพื้นนี่เป็นน้ำเจิ่งนอง รายละเอียดของภาพเยอะ

 

ในแง่ของคุณภาพเสียงที่ได้จากลำโพง ลำโพงแสดงเสียงออกมาฟังดูมีน้ำหนัก มีเนื้อมีหนัง เสียงไม่ฟุ้งลอย แม้จะไม่ได้เสียงอิ่มนวล มีมิติ หรือสดใสไพเราะอะไรมาก แต่ก็ฟังได้ดีทุกสไตล์ดนตรี แสดงรายละเอียดได้ค่อนข้างดี มีจุดสังเกตคือแสดงเสียงออกมากระจุกรวมกันทำให้เสียงจะแตกพร่าได้ง่ายเมื่อเร่งระดับเสียง แต่หากฟังเพลินๆ ก็ไม่รู้สึกขัดใจอะไรมาก ที่ขัดใจจริงๆ คงจะเป็นการออกแบบตำแหน่งลำโพงมากกว่าเพราะถูกบดบังด้วยพื้นผิวที่วางได้ง่ายมาก  จะฟังให้เพลินแนะนำให้หงายด้านลำโพงขึ้นมาฟัง

ทดสอบฟังด้วยหูฟัง Apple EarPods ให้คุณภาพเสียงมาตรฐาน โทนเสียงกลางๆ ไม่รู้สึกว่าอะไรขาดอะไรเกิน มีความชัดเจนแสดงรายละเอียดได้ครบดีรวมถึงช่วงเสียงต่ำๆ ด้วย ที่รู้สึกประทับใจคือรายละเอียดแยกจากกันได้ค่อนข้างดี ไม่ทับซ้อนกัน ซึ่งช่วยเรื่องมิติเสียงและให้ความรู้สึกโปร่งสบายในการฟังเพลงได้ดี  ช่องหูฟังนี้แรงขับเสียงไม่สูงมาก ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าหากฟังเพลงมาตรฐานทั่วไป แม้จะเผลอเปิดเสียงดังสุดเอาไว้ ก็ไม่ดังจนทำร้ายหูผู้ใช้งานได้

 

ในส่วนของการถ่ายรูป ก็อยากจะขอย้ำอีกครั้งว่าอย่าไปอะไรมากกับคำว่ากล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล ก็แน่นอนแหละ ยิ่งความละเอียดสูงมากก็ยิ่งดี แต่คุณภาพของภาพถ่ายเนี่ย มันมีอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะที่เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพ เช่น คุณภาพของเลนส์ (ไม่งั้นยี่ห้ออื่นๆ เขาจะพยายามหาเลนส์ไฮโซๆ มาใส่เรอะ) ฉะนั้นบอกได้เลยว่า แม้ตัวเลขความละเอียดจะดูสูง แต่คุณภาพไม่ได้สูงตามตัวเลขมากมายนะครับ

 

ภาพถ่ายตอนค่อนข้างสว่างของ ZTE Blade v7 Lite

ภาพถ่ายตอนกลางคืนโดย ZTE Blade v7 Lite

 

ถ้าจะให้วิพากษ์ก็คงต้องบอกว่า พอจะเอาไว้ใช้อวดบน Social media ได้ แต่คุณภาพมันไม่ได้ไฮโซมากมายนะครับ ซูมเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วจะเห็นได้ว่ารายละเอียดของภาพมันไม่ได้ซักเท่าไหร่ครับ แต่ถ้ามองในแง่ของความเร็วชัตเตอร์ ความเร็วในการโฟกัส ก็ถือว่าสมาร์ทโฟนสนนราคาประมาณนี้ พัฒนาขึ้นมาเยอะแล้วล่ะ … แต่การถ่ายภาพกลางคืนแม้ว่ามันจะโอเค แต่อย่าคาดหวังความคมชัดมาก เพราะผมสังเกตว่าขนาดโฟกัสนิ่งๆ แล้ว ภาพก็ยังเบลออยู่ไม่น้อย เมื่อซูมเข้าไปดู

 

UI โหมด Pro ของแอปกล้องของ ZTE Blade v7 Lite

 

ในส่วนของ User Interface ของแอปกล้อง และลูกเล่น ในโหมดออโต้นี่ผมเฉยๆ นะ มันก็จะมีโหมดถ่ายภาพแบบต่างๆ มาอำนวยความสะดวก มีฟิลเตอร์ให้เลือกใส่ ซึ่งแบบนี้ใครๆ เขาก็มี แต่ความเจ๋งมันอยู่ตรงโหมด Pro ที่เดี๋ยวนี้เราเริ่มได้เห็นโผล่มาบนสมาร์ทโฟนราคาคุ้มค่ามากขึ้น (เข้าใจว่าเพราะฮาร์ดแวร์มันดีพอแล้ว) ซึ่งตรงนี้ ZTE Blade v7 Lite ให้เราเลือกปรับได้เยอะแยะครับ ไม่ว่าจะเป็น ISO, EV, White balance หรือแม้แต่ความเร็วชัตเตอร์ และที่เจ๋งคือ แยกวัดแสงกับโฟกัสเป็นคนละจุดได้ ซึ่งถ้าย้อนไปปีสองปีก่อนนี่ มันคือฟีเจอร์เมพมาก และมีเฉพาะในรุ่นไฮเอนด์ๆ หน่อย … มันก็แค่น่าเสียดายตรงที่ เซ็นเซอร์มันให้ภาพคุณภาพไม่สูงเท่าไหร่อ่ะนะ

ในส่วนของการถ่ายวิดีโอ ความละเอียดสูงสุดที่ถ่ายได้คือ 720p ครับ และแม้ว่าลูกเล่นต่างๆ จะหดหายไปหมดเวลาอยู่ในโหมดนี้ แต่การโฟกัสด้วยการแตะบนหน้าจอ ซึ่งมันจะปรับโฟกัสและวัดแสงให้เลย ก็ยังทำได้อยู่ ซึ่งถือว่าดี และยังสามารถถ่ายภาพนิ่งในระหว่างที่กำลังถ่ายวิดีโออยู่ได้ด้วย แต่ว่าภาพนิ่งก็จะมีขนาดแค่ 1280×720 พิกเซลเท่านั้นนะครับ

 

บทสรุปการรีวิว ZTE Blade v7 Lite

ในราคาต่ำกว่า 5,000 บาท รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ผมแนะนำคนอื่นให้ซื้อได้ ผมว่ามันคุ้ม สเปกพอประมาณ ตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปได้ครบถ้วนดี ตั้งกะท่องเว็บ ยันเล่นเกมเลยด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าเกิดใครใช้แพ็กเกจเน็ตแบบไม่จำกัด และจ่ายเดือนนึงแบบ 599 บาท อยู่แล้ว และใช้ค่าย AIS อยู่ ก็แอบใช้สิทธิ ซื้อในราคา 1,990 บาทเลย ยิ่งคุ้มค่าที่สุดครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: