รีวิว ASUS Zenfone Go TV พกดิจิทัลทีวีไปทุกที่กับคุณ

Print Friendly

ASUS Zenfone GoTV

หลังจากที่ประสบความสำเร็จมากับสองรุ่นใหญ่ของ ASUS Zenfone แล้ว ก็เห็นว่า ASUS ปล่อยรุ่นปลีกย่อยของตระกูล Zenfone ออกมาอีกเพียบเลย และหลังจากที่ก่อนหน้ามีปล่อย ASUS LIVE ออกมาเป็นรุ่นที่ดูดิจิทัลทีวีได้ แต่ดันใช้ในประเทศไทยไม่ได้ (เพราะคนละระบบ) งวดนี้เขาก็เลยแก้ตัว ด้วยการปล่อย ASUS Zenfone Go TV มาครับ งวดนี้ดูดิจิทัลทีวีในประเทศไทยได้แล้ว เลยขอหยิบมารีวิวให้ได้อ่านกัน

รูปร่างหน้าตาของ ASUS Zenfone Go TV นี่ คงไม่ต้องให้บรรยายอะไรให้มากความไปกว่า มันก็คือตระกูล Zenfone นั่นแหละ ดูๆ ไปแล้ว จะ Zenfone 2 หรือ รุ่นไหนๆ ภายใต้ชื่อ Zenfone ของ ASUS นี่ (ถ้าไม่นับ Zenfone 3 ที่ออกแบบใหม่แล้ว) มันหน้าตาเหมือนๆ กันมากเลยนะ เพียงแต่ Zenfone Go TV นี่มีให้เลือก 4 สี และสีแดงกับสีฟ้า มันออกแนวโทนอ่อน มากกว่า Zenfone 2 ปกติครับ

 

ASUS Zenfone Go TV ด้านหน้า

 

ASUS Zenfone Go TV ตัวที่ผมได้มาลอง เลขรหัส ZB551KL ครับ ตัวเลขมันบอกว่าหน้าจอเป็นแบบขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1280×720 พิกเซล หรือ HD 720p IPS LCD ซึ่งในยุคที่เดี๋ยวนี้สมาร์ทโฟนเริ่มเข้าสู่หน้าจอแบบ Full HD 1080p กันแล้ว (และปล่อยให้รุ่นไฮเอนด์เขาวิ่งไป 2K – 4K กัน) ถือว่าความละเอียดต่ำไปหน่อย แต่มองในแง่ของการใช้งานทั่วไป รวมถึงการดูดิจิทัลทีวี มันก็เหลือพอครับ

 

ASUS Zenfone Go TV ด้านหลัง

 

สไตล์การออกแบบ แน่นอน ยังคงเป็นตามแนวทางของ Zenfone 2 อยู่ ซึ่งก็คือด้านหน้าสีดำ ปุ่มแบบสัมผัสสามปุ่ม (Back, Home, Recent apps) และดีไซน์ด้านหลังโค้งมน รับกับอุ้งมือ มีปุ่ม Volume อยู่ด้านหลัง ลำโพงก็อยู่ด้านหลัง

 

ASUS Zenfone Go TV ด้านบน

ASUS Zenfone Go TV ด้านล่าง

 

รอบๆ ตัวเครื่องที่เหลือก็จะมีปุ่ม Power, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และรูไมโครโฟนอยู่ด้านบน กับ พอร์ต Micro USB 2.0 และรูไมโครโฟนที่ใช้สำหรับสนทนาอยู่ด้านล่าง  ฝาหลังสามารถแกะได้ มีร่องเล็กๆ อยู่ตรงด้านข้างของตัวเครื่องเพื่อเอาไว้ช่วยในการแกะฝาหลัง ฝาหลังแกะไม่ยาก คนที่ไม่มีเล็บแบบผมก็แกะออกมาได้สบายๆ ครับ

 

ASUS Zenfone Go TV แกะฝาหลังออกแล้ว

 

แกะฝาหลังออกมาแล้ว ก็จะเห็นว่าเป็นแบบที่เปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ ใส่ซิมได้ 2 อัน เป็น Micro SIM ทั้งคู่ และมีช่องใส่ MicroSD card เพิ่มเติมได้อีก ซึ่งรองรับสูงสุดถึง 64GB

 

กล้องหลังของ ASUS Zenfone Go TV

 

ในส่วนของกล้องดิจิทัล ด้านหน้าจะเป็นความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง F2.0 ส่วนด้านหลังจะเป็นความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง F2.0 เช่นกัน และมีแฟลชแบบ LED dual-tone เพื่อช่วยเวลาถ่ายภาพบุคคลเวลากลางคืน ได้สีสันของผิวพรรณที่สมจริงด้วย

ขอย้ำอีกครั้งว่าในภาพรวมของการออกแบบตัวเครื่อง … ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรโดดเด่นไปกว่าเดิม สไตล์การออกแบบก็คือตามรอย Zenfone 2 … คิดว่าถ้าจะให้เห็นอะไรใหม่ๆ กว่านี้ ต้องรอดูหลังจากนี้อีกซักพัก เมื่อก้าวเข้าสู่สไตล์ของ Zenfone 3 ครับ

ในส่วนของการใช้งาน ASUS Zenfone Go TV ตัวนี้สเปกจัดอยู่ในระดับบนของกลุ่มราคาประหยัดครับ พิจารณาจากสเปกของหน่วยประมวลผลที่ใช้เป็น Qualcomm (MSM8928) Snapdragon 400 Quad-core 1.6GHz Coretex-A7 และใช้ GPU เป็น Adreno 305 มาพร้อมกับหน่วยความจำ 2GB และ Internal storage 32GB ถือว่าด้วยสนนราคา 5,990 บาท ก็ตอบโจทย์ในการใช้งานทั่วๆ ไปค่อนข้างดีอยู่แล้ว

 

พบกันครึ่งทาง แนะนำ 3rd party app ให้เลือกว่าจะติดตั้งหรือไม่

 

ในขณะที่บางแบรนด์หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองด้วยการติดตั้งแอปมาให้ (แน่นอน รับเงินมาจากเจ้าของแอป) ASUS เลือกใช้วิธี เสนอการติดตั้งให้แทน คือ ตอนเปิดเครื่องใช้งานครั้งแรก มันก็จะถามว่าสนใจจะติดตั้งแอปโน่นนี่นั่นไหม โดยเลือกติ๊กบางอันมาให้ก่อน แต่ผู้ใช้งานก็เลือกที่จะไม่ติดตั้งได้ ซึ่งผมถือว่าเป็นการพบกันครึ่งทางที่โอเคอยู่

 

ASUS ZenUI

 

ZenUI ของ ASUS ก็ยังเป็น User Interface ที่ดูสบายตา ใช้งานง่ายดี ไม่เน้นแอปจากผู้พัฒนารายอื่น (ยกเว้นเราจะเลือกที่จะติดตั้งแอปที่เขานำเสนอในตอนแรก) และมีแอปจากค่าย ASUS มาให้เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานต่างๆ เช่น

  • ASUS Mobile Manager ที่ไว้ใช้บริหารจัดการเครื่องตั้งกะแบตเตอรี่, การแจ้งเตือน ยันการใช้งานอินเทอร์เน็ต
  • AudioWizard ใช้ปรับแต่งโปรไฟล์เสียงของเครื่อง ซึ่งปรับได้ทั้งโหมดการใช้งาน หรือจะปรับละเอียดแบบเลือกเพิ่มเสียงทุ้ม เสียงแหลม ปรับ EQ
  • MyASUS ใช้ติดต่อกับตัวแทนของ ASUS เพื่อขอรับบริการหลังการขายผ่านทางแอป
  • MiniMovie เอาไว้ตัดต่อวิดีโอแบบง่ายๆ ด้วยตัวเอง
  • WebStorage บริการ Cloud Storage ของ ASUS

และอื่นๆ อีกมากมายอ่ะนะ … นอกจากนี้ ผู้ใช้งาน ASUS ก็มีสิทธิได้ใช้ Google Drive 100GB ฟรีอีก 2 ปีด้วยครับ ซึ่งก็แอบแปลกใจว่าจะแถมมาให้ทำไม มันไปชนกับบริการ WebStorage ของตัวเองอ่ะนะ แต่ก็คงเผื่อใครที่ใช้ Google Drive แล้วไม่อยากเปลี่ยนใจละมั้ง

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเรื่อง MyASUS เป็นพิเศษ ก็เลยลองใช้งานดูครับ มันจะถามว่าจะลงทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เนื่องจากตัวนี้ยืมเขามา ก็เลยไม่ลงทะเบียนนะครับ แต่ก็ไปดูหน่อยว่ามันทำอะไรได้บ้าง ก็พบว่ามันมี Online Chat มีบริการค้นหาศูนย์บริการ สามารถติดตามงานซ่อมได้ ช้อป และ ค้นหาข้อมูลและข่าวสารผลิตภัณฑ์

 

MyASUS รวมทุกบริการหลังการขายไว้ที่นี่ระบบแชทกับเจ้าหน้าที่ก็ดูดีทีเดียวเสียดายที่คำตอบไม่ค่อยถูกซักเท่าไหร่ ในความเห็นของผม

 

แม้ว่าตอนเปิดแอปเข้ามามันบอกว่าจะให้บริการแบบ 24 ชั่วโมงตลอด 7 วัน แต่ในส่วนของการแชทแบบออนไลน์กับตัวแทน เปิดให้บริการแค่ 8:30-20:30 ตั้งกะวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ครับผม … ลองแอบทำตัวเป็นลูกค้าที่ประสบกับปัญหา ไปสอบถามเรื่องการเปลี่ยนธีม ก็เรียกว่า เข้าไปปุ๊บ มีเจ้าหน้าที่พร้อมแชทเลยนะ (ตอนที่ผมลองคือ 15:30 น. ของวันเสาร์) เจ้าหน้าที่ให้ความสนใจดี ข้อมูลที่เขาขอ ก็แค่ชื่อ เบอร์โทร และรุ่นของอุปกรณ์ที่ซื้อไป (ระบบนี้ใช้ทั้งกับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และโน้ตบุ๊กด้วยเลย) … อย่างไรก็ดี เขาออกแบบระบบไว้เผื่อการแชทเล่น หรือ แกล้งแชท ฉะนั้นหากต่อเข้าไปแล้ว ในระยะเวลา 5 นาทีไม่มีการเคลื่อนไหวพูดคุย ระบบจะตัดการเชื่อมต่อกับตัวแทนครับ

 

คำตอบที่ได้จากเจ้าหน้าที่บน Online chat ไม่ใช่คำตอบที่ถูกซักเท่าไหร่

 

ในแง่ของการให้บริการ ก็ถือว่าให้บริการรวดเร็วดีครับ ไม่ต้องรอคำตอบนานมาก แต่ยังต้องบอกว่า ASUS ยังต้องอบรมเรื่องการแก้ปัญหาให้กับลูกค้าเพิ่ม เพราะอย่างปัญหาที่ผมลองเนียนๆ ถามไปว่าดาวน์โหลดธีมไม่ได้ จริงๆ มันควรจะลงเอยด้วยการลองเช็คอีกรอบ โดยเจ้าหน้าที่ควรมีอุปกรณ์ที่ใช้ทดลอง แล้วดูว่าปัญหามันมีอย่างที่ผมว่าจริงๆ ไหม (ซึ่งจริงๆ มันไม่มี) แล้วอาจแนะนำให้ผมลองปิดเปิดเครื่องแล้วลองดาวน์โหลดอีกที หรือ อาจจะให้ลองเปลี่ยนไปต่อเน็ตที่อื่นแล้วดาวน์โหลดอีกที มากกว่าที่จะตอบว่า ธีมที่ผมจะดาวน์โหลด มันรองรับ Zenfone 3 ครับ (เพราะจริงๆ แล้ว ธีมนี้ใช้ได้ทุกรุ่นแหละ เพียงแต่บางฟีเจอร์มันต้องใช้กะ Zenfone 3 เท่านั้นเอง)

 

ตอนนี้รองรับดิจิทัลทีวีของหลายประเทศมากๆ

 

ในด้านการใช้งานอื่นๆ ก็ไม่น่าจะแตกต่างอะไรไปจากสมาร์ทโฟนในระดับราคานี้หรอกครับ หน้าจอแสดงผลขนาด 5.5 นิ้ว แบบ IPS LCD ก็ให้ความคมชัดในระดับนึง ซึ่งแม้ว่าจะไม่คมกริบแบบรุ่นที่ใช้จอ Full HD ก็ตาม แต่จุดเด่นของ ASUS Zenfone Go TV นั้นอยู่ที่ความสามารถในการรับชมดิจิทัลทีวีครับ ซึ่งตอนนี้รองรับประเทศไทยแล้ว (เย้!) และจริงๆ แล้ว มันรองรับ Digital TV ในระบบอื่นๆ อีก 41 ประเทศด้วย

 

ใช้แอป SoloTV ในการดูดิจิทัลทีวี

ภาพคมชัดดี แต่ก็ต้องเสียบเสาอากาศซึ่งหน้าตาเหมือนสายต่อพ่วงหูฟัง

 

ทว่าอย่าเพิ่งดีใจไปนะครับ ดิจิทัลทีวีนี่จะดูได้ก็ต่อเมื่อมีสัญญาณนะเออ แต่ปัจจุบันในหลายๆ พื้นที่ก็ยังไม่มีสัญญาณดิจิทัลทีวีแรงพอที่จะดูได้ผ่านสมาร์ทโฟน (เช่น ที่บ้านผมเป็นต้น) ฉะนั้นต้องทำใจกันหน่อย … อ้อ! ตัวนี้ไม่ได้มีเสาอากาศในตัวนะครับ แต่จะต้องเสียบเสาอากาศ ที่หน้าตาคล้ายๆ กับสายต่อหูฟังเข้ากับช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. อ่ะครับ (สายดำๆ ที่เห็นในรูปด้านบนนั่นแหละ) ซึ่งหากเราต้องการจะเสียบหูฟัง ก็เสียบต่อกับเจ้าเสาอากาศนี่ต่อได้เลย มันก็เลยทำให้ยุ่งยากหน่อย เวลาจะพกไปข้างนอกแล้วอยากดูดิจิทัลทีวีด้วย ก็ต้องไม่ลืมเอาเสาอากาศนี่ไปนะ

และนอกเหนือจากการรับชมดิจิทัลทีวีได้แล้ว ด้วยชิป Qualcomm นี่ก็ทำให้เจ้านี่ฟังวิทยุ FM ได้ด้วยครับ แต่ก็เช่นเคย ควรมีการเสียบหูฟังเอาไว้ เพื่อใช้งานในฐานะเสาอากาศครับ

ลองเปลี่ยนมาใช้เพื่อการเล่นเกมดูบ้าง ลองกับเกม Dead Trigger 2 ครับ ซึ่งก็เล่นได้ดีทีเดียวล่ะ เกมลื่นไหลดี แต่กราฟิกก็ได้แค่ในระดับนึงนะครับ เพราะยังไงซะ GPU มันก็ไม่ใช่ระดับไฮเอนด์ละนะ

 

ลองเล่นเกม Dead Trigger 2 ดู

 

สุดท้ายคือการลองใช้งานเพื่อถ่ายรูปครับ ผมลองไปแชะภาพนิดๆ หน่อยๆ ก็พบว่าความเร็วในการปรับโฟกัสแบบออโตโฟกัสอยู่ในเกณฑ์ที่ดี การปรับโฟกัสตามจุดที่แตะบนหน้าจอก็ปรับได้ทั้งโฟกัสและความสว่างของภาพได้ด้วย ความเร็วชัตเตอร์ก็อยู่ในเกณฑ์ดีครับ ลองถ่ายภาพแล้วไม่ค่อยเจออาการเบลออันเกิดจากการที่ถ่ายเสร็จแล้วเลื่อนกล้องเร็วไป ภาพยังไม่ทันเซฟอะไรแบบนี้ … ลองดูภาพตัวอย่างด้านล่างครับ

 

ภาพจากกล้องหลังของ ASUS Zenfone Go TV

ภาพจากกล้องหลังของ ASUS Zenfone Go TV

ภาพจากกล้องหลังของ ASUS Zenfone Go TV

 

ทีนี้ดูกล้องหน้ากันบ้าง กล้องหน้านี่เป็นแบบเลนส์มุมกว้างครับ ถ่ายภาพเซลฟี่แบบหลายๆ คนได้สบายๆ เลยล่ะ และโหมดบิวตี้ทำหน้าเนียนก็ทำงานดีทีเดียวครับ หน้าผมงี้เนียนสุดๆ (ถึงได้ยอมเอามารีวิวได้ … ฮา)

 

กล้องหน้า ASUS Zenfone Go TV ถ่ายเซลฟี่ พร้อม Beautification เนียนๆ

 

พูดถึงโหมดหน้าเนียนแล้ว ก็อดเปรียบเทียบถึงความแตกต่างไม่ได้แฮะ ซึ่ง ASUS นี่เขาให้เลือกปรับได้หลากหลายดี ตั้งแต่เหลาคาง หน้าเนียน ลดความอ้วน ปัดแก้ม ทำตาโต … เลือกปรับตามความเหมาะสม … ผมเลยลองทำให้ผอม คางให้เรียว ผิวให้เนียน เปรียบเทียบตั้งกะไม่ปรับอะไรเลย (หน้าสด) ไปที่ปรับทุกอย่าง 50% และปรับทุกอย่าง 100% มันก็แบบนี้ครับ

 

กล้องหน้า ASUS Zenfone Go TV แบบหน้าสดกล้องหน้า ASUS Zenfone Go TV แบบปรับเนียน 50%กล้องหน้า ASUS Zenfone Go TV แบบปรับเนียน 100%

 

นี่มัน “แอป … เปลี่ยนคน เป็นอีกคน” ชัดๆ เลยขอบอก

 

บทสรุปการรีวิว ASUS Zenfone Go TV

สนนราคา 5,990 บาท เทียบกับสเปกแล้วก็ถือว่าแอบราคาแรงนิดนึงครับ แต่ก็แลกมาด้วยความสามารถในการดูดิจิทัลทีวีล่ะนะ แถมใช้พกพาไปต่างประเทศ ก็ไปดูดิจิทัลทีวีของประเทศนั้นๆ ได้อีกด้วย (ได้ 41 ประเทศนะครับ) ผมเลยว่ามันเหมาะสำหรับคนที่อยากใช้ในฐานะมือถือที่ดูดิจิทัลทีวีได้มากกว่านะ ถ้าไม่ซีเรียสกับคุณสมบัตินี้ ก็ไปเลือกรุ่นอื่นได้

อย่างไรก็ดี เมื่อเลือกซื้อเจ้านี่มาแล้ว ก็หมดห่วงเรื่องการใช้งานอื่นๆ เพราะแม้จะเน้นไปที่การดูดิจิทัลทีวี แต่ ASUS เขาก็ให้สเปกมาดีพอสำหรับการใช้งานทั่วไปเลย ไม่ว่าจะหน่วยความจำที่มากพอ สเปกระดับเกือบจะกลางๆ และเนื้อที่เก็บข้อมูล 32GB พร้อมเพิ่มด้วย MicroSD card ได้อีก 64GB

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: