การกำกับดูแลเนื้อหาสื่อ ในยุคที่ผู้ใช้งานเป็นผู้สร้างเนื้อหาเอง

Print Friendly

Censorship

คิดว่าท่านผู้อ่านทั้งหลายคงจำกันได้ดี ถึงเสียงบ่น กระแสบ่น ที่โผล่มาเป็นระยะๆ เวลาที่เราได้เห็นไอน้ำ การเบลอ ภาพการ์ตูน ภาพยนตร์ ละคร ต่างๆ ตามหน้าจอโทรทัศน์ หลายคนก็บ่นว่าจะเบลอทำไมกะอีแค่นมแบนๆ ของชิซูกะ จะเบลอทำไมกะอีแค่คนสูบบุหรี่ ถ้าจะเบลอกันแบบนี้ อย่าเอามาฉายกันเลยดีกว่าไหม อะไรแบบนี้ แต่จริงๆ แล้ว ในเบื้องลึกเบื้องหลังอ่ะ มันมีอะไรที่เราควรทำความเข้าใจมากกว่านี้เยอะ โดยเฉพาะเมื่อเราก้าวมาสู่ยุคที่เรียกว่า ผู้ใช้งานเป็นผู้สร้างเนื้อหาเอง หรือ User-generated content ครับ

 

การกำกับดูแลสื่อ ทำไปเพื่ออะไร?

ถ้าว่ากันตามหลักวิชาการ สาเหตุของการที่ต้องมีการกำกับดูแลสื่อ ก็เป็นเพราะสื่อเหล่านี้มักมีการนำเสนอในลักษณะที่เลียนแบบประสบการณ์จริงในชีวิต และมีหลายครั้งหลายกรณีที่จะทำให้ผู้ชมหรือผู้ฟังได้รู้ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยประสบมาก่อน ซึ่งเนื้อหาอาจมีการนำเสนอบางอย่างที่อาจเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี และเมื่อประกอบกับการที่เราไม่อาจรู้และกำหนดได้ว่าผู้ชมสื่อนั้นเป็นใครบ้าง มันก็ยากที่จะคาดเดาว่า เนื้อหาต่างๆ เหล่านี้ จะมีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของผู้ชมสื่ออย่างไร

 

เราไม่อาจกำหนดได้ว่า ผู้ชมสื่อจะเป็นใคร

 

ฉะนั้น การปล่อยเนื้อหาโดยปราศจากมาตรการในการกำกับดูแล ก็อาจส่งผลกระทบต่อทั้งความมั่นคงของประเทศ หรือ ความสงบสุขของสาธารณะชนได้ แต่ในขณะเดียวกัน ในปัจจุบันที่ประชาชนตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพของตนมากขึ้น การกำกับดูแลสื่อ ก็ต้องพิจารณาควบคู่ไปด้วยกันว่า จะไม่ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย

 

การกำกับดูแลสื่อในประเทศไทย

ในประเทศไทยเอง การกำกับดูแลสื่อก็มีรูปแบบแตกต่างกันไป ตามยุคสมัย ยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือ ยุคเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์-จอมพลถนอม-จอมพลประภาส ถ้าเกิดมีเนื้อหาที่เข้าข่ายวิพากษ์วิจารณ์ภาครัฐ ก็จะถูกเพ่งเล็ง ในยุคถัดมาซึ่งมีการตั้งคณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ หรือ กบว. และออกกฎระเบียบการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2518 ขึ้นมา ก็เน้นเรื่องการควบคุมเนื้อหาในรูปแบบของการให้มีคณะอนุกรรมการในการตรวจเซ็นเซอร์เนื้อหาก่อนที่จะนำมาเผยแพร่ ซึ่งถ้าจำกันได้ พวกเทปวิดีโอ หรือ วีซีดีสมัยก่อน พ.ศ.2535 จะเห็นว่าจะมีประกาศว่าเนื้อหานี้ผ่าน กบว. แล้ว

ต่อมา หลัง พ.ศ.2535 ก็มีการปฏิรูปสื่อ มีการตั้งคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กกช. ขึ้นมา อันเป็นผลมาจากการเรียกร้องของนักวิชาการ นักวิชาชีพสื่อสารมวลชน และองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นยุคที่หลุดจาก กบว. กันแล้ว แต่อย่างไรก็ดี ในช่วง พ.ศ.2535-2540 นั้นพวกสื่อวิทยุโทรทัศน์ก็ยังไม่ได้หลุดจากอำนาจรัฐ เพราะรัฐยังคงเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ จึงทำให้สื่อต่างๆ ต้องเกรงใจรัฐบาลอยู่

ก็มาจนถึงช่วง พ.ศ.2540 เรื่อยมานี่แหละ ที่มีการปฏิรูปสื่ออีกครั้ง โดยให้คลื่นความถี่ที่เคยอยู่ในความดูแลของภาครัฐ มาอยู่ในมือของประชาชน ผ่านทางองค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ ที่ปัจจุบันกลายมาเป็น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช ครับ ซึ่งหลังจากการปฏิรูปสื่อแล้ว โครงสร้างของกิจการวิทยุและสื่อโทรทัศน์จะแบ่ง ออกเป็น 3 ประเภท คือกิจการของรัฐ กิจการเชิงพาณิชย์ และกิจการของประชาชน ซึ่งลักษณะการ กํากับดูแลเนื้อหารายการก็จะเปลี่ยนไปตามโครงสร้างของกิจการ เพื่อให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย ของกิจการแต่ละประเภท

 

การเปลี่ยนผ่านจากยุค กบว. มาเป็นกำกับดูแลกันเอง

จุดสำคัญ ที่ประชาชนทั่วไปต้องทำความเข้าใจคือ หลังจากพ้นยุค กบว. มาแล้ว ก็เข้าสู่ยุคที่เรียกว่า กำกับดูแลกันเอง หรือ Self-regulation ครับ สาเหตุของการเปลี่ยนผ่านนี้มันก็เกิดมาจากหลายด้านครับ ผู้ผลิตรายการก็บอกว่า กบว. ไม่มีหลักเกณฑ์แน่นอน ทุกอย่างอยู่ที่วิจารณญาณของเจ้าหน้าที่แต่ละคน ส่งผลให้เกิดการแก้ไข ตัดทอน หรือระงับ ส่งผลเสียต่อทั้งเวลาและต้นทุนในการผลิตรายการ ส่วนภาคนักวิชาการสื่อสารมวลชนก็มองว่า สิ่งที่ กบว. ทำเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพทั้งของสื่อมวลชน และการเปิดรับสื่อของประชาชน

 

Censor

 

 

สิ่งที่คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กกช. ทำก็คือ เปลี่ยนมาเป็นการดูแลอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ครับ คือ ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและ วิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2498 มาเป็นกฎระเบียบหลักในการพิจารณา โดยเนื้อหาที่จะออกอากาศได้ จะต้องไม่ขัดต่อบทบัญญัติของ กฎกระทรวงฉบับนี้ แล้วก็มาเฝ้าติดตาม เฝ้าระวังแทน ซึ่งหากมีใครทำผิดระเบียบ ก็จะมีบทลงโทษคือ

  1. การตักเตือนด้วยวาจา
  2. การตักเตือนด้วยลายลักษณ์อักษร
  3. การเรียกปรับ
  4. การระงับออกอากาศในรายการนั้น ๆ
  5. การเพิกถอนใบอนุญาตสถานี

ฉะนั้น ที่เราๆ ท่านๆ ได้เห็นการเบลอ การใส่ฝ้า การเซ็นเซอร์ต่างๆ ก็เป็นผลมาจากการเซ็นเซอร์ตัวเอง โดยผู้ผลิตรายการ หรือ เจ้าของสื่อต่างๆ นั่นเองครับ ซึ่งบางครั้งเขาก็กลัวจะทำผิดกฎระเบียบมาก จนกระทั่งเกิดการเซ็นเซอร์จนมากเกินกว่าเหตุ ก็เป็นเพราะว่ายอมฟังเสียงบ่นจากการเซ็นเซอร์เกินเหตุ ดีกว่าทำผิดกฎระเบียบจนโดนเตือน โดนปรับ โดนระงับ หรือโดนยึดใบอนุญาต นั่นเอง

 

ข้อจำกัดและความท้าทายของการกำกับดูแลกันเอง

การให้กำกับดูแลกันเอง มันก็ดีครับ เกิดเสรีภาพในการนำเสนอมากขึ้น แต่ก็อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า บางครั้งความกลัวว่าจะเกิดผิดกฎระเบียบ ก็ทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ที่มากเกินกว่าเหตุ แต่ในทางกลับกัน ในบางกรณีมันก็มีเหตุที่เซ็นเซอร์น้อยกว่าเหตุเช่นกัน ดังเช่นกรณีการถ่ายทอดสดการรายงานเหตุ ดร. ท่านหนึ่งที่ก่อเหตุยิงเพื่อนร่วมงานและฆ่าตัวตาย

 

ประเด็นเรื่องการถ่ายทอดสด อาจารย์ฆ่าตัวตาย

 

ผู้ผลิตเนื้อหาในหลายๆ สื่อ ก็รวมตัวกันเป็นชมรม เป็นสมาคม เป็นสมาพันธ์ ออกกฎระเบียบ ออกหลักจริยธรรม เพื่อใช้ในการช่วยกำกับดูแลกันเอง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ดี เพราะไม่มีอำนาจในการตักเตือนหรือลงโทษผู้ที่ไม่ใช่สมาชิก และบางครั้งก็ไม่มีอะไรจะไปต่อรองให้สมาชิกเกรงกลัว เช่น เคสที่ผู้อ่านข่าวท่านหนึ่ง ซึ่งถูกตักเตือนว่าควรพิจารณายุติบทบาทหน้าที่ในการอ่านข่าว แต่ผู้อ่านข่าวท่านนั้นก็ตอบโต้ด้วยการลาออกจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย แทน

นอกจากนี้ ในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น ก่อให้เกิดช่องทางในการนำเสนอสื่อใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในการกำกับดูแลสื่อยังไม่มีความครอบคลุมถึงสื่อบนอินเทอร์เน็ต และทาง กสทช. เองก็ไม่มีอำนาจในการกำกับดูแลสื่อออนไลน์ ไม่มีเครื่องมือในการไปต่อรองผู้ผลิตสื่อออนไลน์ เพราะมันต่างจากสื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ ที่จะดำเนินธุรกิจได้ ก็ต้องมีใบอนุญาตที่ได้จาก กสทช. นั่นเอง ซึ่ง กสทช. ก็จะมีคู่มือจริยธรรมและการกำกับดูแลกันเองในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ให้ได้ใช้ศึกษาอ้างอิงกัน

 

Facebook Live ใครๆ ก็รายงานสดได้

 

นี่ยังไม่นับสื่อออนไลน์ที่เกิดจากการสร้างโดยตัวผู้ใช้งานเอง ซึ่งมีตั้งแต่การเขียนบล็อก การโพสต์อัพเดตบน Facebook หรือล่าสุด การทำ Live video feed ต่างๆ (เช่น ผ่าน Facebook Live หรือ Periscope เป็นต้น) ซึ่ง กสทช. ยิ่งไม่มีอำนาจในการเข้าไปกำกับดูแลเข้าไปใหญ่ … นอกจากนี้ แนวคิดพื้นฐานบนโลกอินเทอร์เน็ต คือการเป็นสื่อที่เปี่ยมไปด้วยเสรีภาพ ทั้งในการเผยแพร่ข้อมูลและการรับข้อมูลข่าวสาร ฉะนั้น หากมีการกำกับมากจนเกินเหตุ ก็จะเกิดกระแสต่อต้านการกำกับดูแล ว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพไป

เคยมีการพูดถึงเรื่องของนักข่าวพลเมือง เพราะว่าการมาของโซเชียลมีเดีย ทำให้ใครๆ ก็สามารถทำตัวเป็นนักข่าวรายงานสถานการณ์ได้ เพราะคนที่อยู่ในละแวกที่เกิดเหตุนั้น เข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุได้เร็วกว่านักข่าวอยู่แล้ว ทว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ บุคคลทั่วไปนั้น ไม่ได้มีการเรียนรู้ ไม่ได้รับการอบรมตามที่จำเป็นต่ออาชีพนักข่าว (เช่น กฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือ หลักการเรื่องสิทธิเด็ก เป็นต้น) ฉะนั้น ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีเนื้อหาที่อาจไม่เหมาะสม หรือผิดกฎหมายเล็ดลอดออกมาบ้าง

ในกรณีของเนื้อหาที่ผลิตกันเองโดยผู้ใช้งาน ก็จะเป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือ กฎหมายอาญาว่าด้วยสื่อลามกอนาจารเด็ก และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งก็มีข้อจำกัดว่าจะต้องพบเห็นและมีการฟ้องร้องกันก่อนล่ะนะ การดำเนินการกับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบนโลกออนไลน์นั้นทำได้ยากกว่า ด้วยความที่อินเทอร์เน็ตไร้พรมแดน ฉะนั้น เนื้อหาที่ผิดกฎหมายนั้นอาจจะไม่ได้อยู่ในประเทศไทย เราจึงทำได้แค่กลั่นกรอง และบล็อกเว็บไซต์หรือหน้าเว็บเพจที่มีเนื้อหาผิดกฎหมายเท่านั้น

อีกช่องทางหนึ่งในการกำกับดูแล ก็คือเรื่องของการกำกับดูแลกันเองผ่านทางผู้ให้บริการต่างๆ เช่น ถ้าพูดถึงโซเชียลมีเดียก็เช่น Facebook, Twitter หรือ YouTube ที่จะมีเงื่อนไขในการให้บริการที่มีการระบุชัดถึงเนื้อหาต้องห้ามที่ผู้ใช้งานไม่สามารถโพสต์ได้ และการจัดให้มีช่องทางในการรายงานเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และกระบวนการตรวจสอบเพื่อลบเนื้อหานั้นทิ้ง ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็ยังไม่มีอะไรที่เพอร์เฟ็คครับ เพราะ …

  • แม้จะมีกระบวนการตรวจสอบดีแค่ไหน สุดท้ายก็ไม่สามารถลบได้หมด เพราะคนอื่นๆ ที่ได้พบได้เห็น มีการแชร์ต่อ มีการทำสำเนาเนื้อหาไปโพสต์เพิ่มเติมแล้ว
  • ยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเนื้อหาบางอย่าง เช่น กรณีของการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ตำรวจยิงประชาชนในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่งจะเป็นที่ฮือฮาบนโลกออนไลน์ไปเมื่อไม่นาน ที่ Facebook เองก็ออกมาชี้แจงนโยบายว่าแม้เนื้อหาจะมีความรุนแรง แต่ก็ไม่ได้เข้าข่ายส่งเสริมความรุนแรง ฉะนั้นจึงไม่สามารถลบวิดีโอนี้ออกได้

 

Diamond Reynolds ถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live กรณีที่ตำรวจยิงแฟนของเธอเสียชีวิต

 

  • ความแตกต่างด้านวัฒนธรรม กฎหมาย บรรทัดฐานทางสังคม ฯลฯ ของแต่ละประเทศ แต่ละท้องถิ่น ทำให้ผู้ให้บริการอาจจะมองเนื้อหาแตกต่างไปจากที่คนในประเทศนั้นๆ หรือท้องถิ่นนั้นๆ มอง กลายเป็นที่มาที่ทำให้ผู้ให้บริการไม่สามารถดำเนินการลบเนื้อหาทิ้งได้ ซึ่งก็นำไปสู่กระบวนการปิดกั้น หรือที่เราเรียกว่าบล็อกกันต่อไปนั่นแหละ

 

การกำกับและควบคุมดูแล มันก็เป็นสิ่งจำเป็น เป็นสิ่งที่ไม่มีหรือมีน้อยไปก็ไม่ดีแน่ แต่หากมีมากเกินไปก็จะกลายเป็นอีกปัญหา (เรื่องการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ) ลำพังแค่ทำให้มันมีความเหมาะสม พอดี ก็ยากอยู่แล้ว แต่เมื่อมาเจอกับช่องทางในการนำเสนอสื่อใหม่ๆ ที่ทำให้กรอบบางอย่างมันจางลงเข้าไปอีก ก็ยิ่งทำให้การกำกับดูแลเป็นไปได้ยากขึ้นมาก สุดท้ายทั้งหมดนี้ ในยุคที่สื่อเป็นของผู้ใช้งานเสียเอง การกำกับดูแลที่ดีที่สุดก็คือ ตัวผู้ใช้งานเองนั่นแหละ ที่จะต้องคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วน ก่อนที่จะเผยแพร่เนื้อหาใดๆ ออกมา ไม่ว่าจะช่องทางใดๆ ครับ

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

 

ที่มาของภาพประกอบ

ภาพประกอบทั้งหมดมาจาก Pixabay.com ที่อนุญาตให้ใช้งานได้ฟรี และไม่ต้องอ้างอิงถึงแหล่งที่มา

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

Leave a Reply

%d bloggers like this: