การละเมิดลิขสิทธิ์ ผีที่มาหลอกหลอนร้านค้าทุกปี

Print Friendly, PDF & Email

เปิดเพลงผ่าน YouTube ในร้านให้ลูกค้าฟัง ละเมิดลิขสิทธิ์ไหม

 

บอกตรงๆ ว่า ประเด็นเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เนี่ย เป็นอะไรที่ซ้ำซากจำเจมาก มันโผล่มาเป็นกระแสอยู่เป็นระยะๆ โดยเฉพาะเคสที่ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โดนตัวแทนลิขสิทธิ์พาตำรวจเข้ามาจับกุม แล้วก็ต้องเจรจายอมความกัน จ่ายค่าเสียหายไป เสร็จแล้วก็จะเกิดกระแสว่าอะไรละเมิดอะไรไม่ละเมิด เผลอๆ มีการประชด เผลอๆ มีการด่าค่ายเจ้าของเพลงว่างก เลยอดไม่ได้ที่จะต้องตามกระแส เก็บรวบรวมประเด็นต่างๆ แล้วมาเขียนถึงให้ได้อ่านกันหน่อยครับว่า มีอะไรที่เราเข้าใจกันไม่ตรงกันอยู่บ้างไหม อย่างไร ซึ่งบทความต่อไปนี้ ไม่ใช่ประเด็นว่าถูกหรือผิด แต่เป็นประเด็นที่ผมอยากจะให้มองต่างมุมมากกว่านะครับ เพราะสุดท้ายถูกหรือผิด มันตอบได้ตอนที่สู้คดีและได้ศาลฎีกาตัดสินนั่นแหละ

เคยมีคำพิพากษาฎีกาบอกว่าหากไม่ได้เปิดเพลงเพื่อหากำไรโดยตรง ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8220/2553 เป็นเคสที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงตลอดเมื่อมีเคสร้านค้า ร้านอาหารและเครื่องดื่ม โดนจับเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งโดยสรุปได้ประมาณว่า จำเลยโดนฟ้องในมาตรา 31 วรรคแรกประกอบมาตรา 70 ครับ จากการเปิดวีซีดีเพลง แต่สุดท้ายศาลยกฟ้องด้วยเหตุว่าไม่ครบองค์ประกอบความผิดของมาตรดังกล่าว เนื่องจากต้องเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการละเมิดลิขสิทธิ์

แต่จุดนี้ การที่ศาลยกฟ้อง ไม่ได้หมายความว่าการกระทำดังกล่าวไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ในทุกกรณีนะครับ แต่ต้องตีความว่าการกระทำดังกล่าว ไม่ผิดตามมาตรา 31 ของ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ต่างหาก ซึ่งมาตรา 31 เป็นเรื่องของการ “ทำซ้ำ” เพื่อนำไปเผยแพร่หากำไรโดยตรงครับ ซึ่งก็ไม่ได้ปรากฏว่าเจ้าของร้านได้มีการทำซ้ำ (เพราะใช้แผ่นวีซีดีที่ซื้อมาถูกต้อง) และไม่ได้หากำไรโดยตรง (ไม่ได้เก็บค่าฟัง)

ซึ่งตรงนี้หากเปลี่ยนสำนวนฟ้อง เป็นการฟ้องตามมาตร 27 ประกอบมาตรา 15(5) และมาตรา 69 แทน รูปคดีจะเปลี่ยนไปครับ เพราะตามมาตรา 15(5) นั้น กำหนดสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ไว้ว่า มีสิทธิ์ในการอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม 15(1), 15(2) หรือ 15(3) ซึ่งมาตรา 15(2) พูดถึงการเผยแพร่ต่อสาธารณชนครับ ซึ่งทางร้านได้ละเมิดสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ในส่วนนี้แหละ เพราะมีการนำเผยแพร่สู่สาธารณชนโดยไม่ได้ขออนุญาตครับ

กรณีมาตรา 31 มันจะต้องเป็นพวก ทำแผ่นผีซีดีเถื่อนขาย ปล่อยบิท หรือแม้แต่การบันทึกมาเผยแพร่บน YouTube หรือช่องทางอื่นๆ ครับ นั่นคือการทำซ้ำและเผยแพร่ จึงผิดตามมาตรา 31(1) 31(2) หรือ 31(3)

 

ซื้อแผ่นแท้มา ทำไมจะเปิดให้ลูกค้าฟังไม่ได้?

กลับไปที่ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ กันอีกรอบ … กฎหมายระบุชัดไว้อยู่แล้วว่า เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิ์ในการที่จะ

  1. ทำซ้ำหรือดัดแปลง
  2. เผยแพร่ต่อสาธารณชน
  3. ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง
  4. ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น
  5. อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้

 

คำประกาศลิขสิทธิ์ ก็ไม่แน่ใจว่าใครจะได้อ่านกันบ้าง

 

ทีนี้ เราเคยดูตรงปกซีดีไหมครับ มันมักจะมีคำประกาศลิขสิทธิ์เอาไว้ประมาณว่า ขอสงวนสิทธิ์ทั้งหลาย และห้ามไม่ให้ใช้เพื่อการอย่างอื่น นอกจากการชมหรือฟังเพื่อความบันเทิงภายในที่พักอาศัยเท่านั้น ตรงนี้แหละ จุดสำคัญครับ เพราะมันคือการใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย ในการอนุญาตให้ใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ที่เราซื้อมานี้ เพื่อความบันเทิงภายในที่พักอาศัยเท่านั้น ฉะนั้น การนำเพลงหรือหนังไปเปิดในร้านค้า หรือในร้านอาหาร จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ครับ

 

แล้วแบบนี้ เปิดวิทยุหรือฟรีทีวีในร้านแทนได้ไหม?

รายการวิทยุเขาจะขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ในการนำงานอันมีลิขสิทธิ์มาเผยแพร่แล้ว และวิทยุก็ฟังกันได้ฟรี โทรทัศน์ก็เหมือนกัน พวกฟรีทีวีอย่างช่อง 3, 5, 7, 9, ThaiPBS หรือพวกช่องดิจิทัลทีวีที่เป็นฟรีทีวีต่างๆ ก็น่าจะเปิดได้ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์สินะ … หลายคนคงคิดกันแบบนี้ … บางคน (รวมถึงผมเองในตอนแรก) ก็คิดว่า ก็เพราะว่าทางช่วงรายการก็ได้รายได้จากสปอนเซอร์โฆษณาแล้ว และมีเจตนาในการที่จะเผยแพร่สู่สาธารณชนอยู่แล้ว ฉะนั้นก็ไม่น่าจะละเมิดลิขสิทธิ์แต่อย่างใด

แต่ในความเป็นจริง มันก็ยังเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ดีครับ เพราะแม้จะเป็นฟรีวิทยุ ฟรีทีวี แต่สุดท้าย มันก็คืองานอันมีลิขสิทธิ์ ซึ่งเจ้าของรายการ เจ้าของช่อง เขาซื้อลิขสิทธิ์มาเพื่อเผยแพร่ และเขาก็ไม่มีสิทธิ์ในการจะอนุญาตให้ใครเอาไปเผยแพร่ต่อได้ (อย่าลืม!!! กฎหมายเขาระบุให้เจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์มีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวนะครับ) เพียงแต่จากที่ผมลองปรึกษาทนายวิรัช หวังปิติพาณิชย์ (@tanaiwirat) แล้ว เขาบอกว่ามันละเมิดลิขสิทธิ์ เพียงแต่ไม่ได้มีใครไปขยันตรวจจับเท่านั้นเอง แต่หากมี ก็จะเป็นประเด็นกันแน่นอน

ส่วนพวกเคเบิ้ลทีวี ทีวีดาวเทียม จำพวกที่ต้องสมัครสมาชิกเพื่อเข้าชมนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะการนำไปเผยแพร่ต่อ ก็ย่อมละเมิดลิขสิทธิ์อีกเช่นกัน (แต่ก็ตามมาตร 27 นะครับ ไม่ใช่มาตร 31)

 

แล้วการเปิด YouTube ล่ะ?!?

ก้อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า ที่ผมเขียนถึงต่อไปนี้ อ้างอิงเงื่อนไขและข้อกำหนดในการให้บริการของ YouTube ฉบับภาษาไทย อ้างอิงวันที่ 3 กรกฎาคม 2559 นะครับ หากมาอ่านบล็อกตอนนี้ของผมในวันอื่น มันอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

ในส่วนของ YouTube นี่ ต้องอ่านเงื่อนไขและข้อกำหนดในการให้บริการประกอบครับ ซึ่ง YouTube ต้องกำหนดว่าเจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์นั้น ได้ให้สิทธิ์ YouTube ในการเผยแพร่สู่สาธารณชนต่อ (อ่านข้อ 6ค.) และนอกจากนี้ YouTube ก็ได้เขียนเงื่อนไขเกี่ยวกับการนำวิดีโอบน YouTube ไป Embed ในเว็บไซต์ต่างๆ เอาไว้ ว่าสามารถทำได้ หากทำผ่านช่องทางที่ YouTube ได้จัดเตรียมให้ และมีข้อห้ามในการนำไปใช้งานในเชิงพาณิชย์ โดยการขายการเข้าถึงบริการ, การขายโฆษณา, การขายสปอนเซอร์ หากยังไม่ได้รับการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจาก YouTube (เพราะอันนี้กระทบต่อรายได้ของ YouTube) ที่เหลือเนี่ย YouTube เขายกให้เป็นเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเทศครับ ซึ่งกำหนดไว้ในข้อ 4ฌ. ที่บอกว่า “ในการใช้บริการ คุณตกลงปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งปวง)

ฉะนั้น มันก็ย้อนกลับไปที่ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ เช่นเคย หรือก็คือ หากเราเผยแพร่ให้คนอื่นฟัง ไม่ได้ใช้เพื่อการส่วนตัว โดยไม่มีการขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ มันก็คือการละเมิดลิขสิทธิ์นั่นเองครับ

 

ทางเลือกหากไม่ต้องการละเมิดลิขสิทธิ์มีอะไรบ้าง?!?

ทางเลือกที่พอจะทำได้ ก็มีตามนี้เลยครับ

  • ถ้าจะเปิดเพื่อไม่ให้ตัวเองเหงา ก็เปิดแค่เบาๆ หรือถ้าจะให้ดี เสียบหูฟังไปเลยครับ เพื่อแสดงเจตนาให้เห็นว่าต้องการฟังเป็นการส่วนตัวจริงๆ … การติดลำโพงทั่วร้านแล้วเปิดฟัง มาอ้างว่าเพื่อจะได้ฟังส่วนตัวได้ทุกมุมในร้าน ไม่ใช่ข้ออ้างที่สมเหตุสมผลนะครับพี่น้อง
  • ใช้เพลงคลาสสิคต้นฉบับที่กลายเป็นของสาธารณะไปแล้วมาเปิดแทน (ที่ผมใช้คำว่า “ต้นฉบับ” เพราะ หากเราไปเอาแผ่นที่มีนักดนตรีนำเพลงมาเล่นใหม่ มันก็จะกลายเป็นอีกประเด็นได้)
  • ใช้เพลงที่ได้รับอนุญาตโดยเจ้าของผลงานเรียบร้อย เช่น ตอนที่มีประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์นี่ ก็มีพี่เบิร์ดกะพี่ฮาร์ท ออกมาประกาศว่าเพลงของพวกเขา เอาไปใช้เปิดในร้านได้เลย ไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ หรือไปลองหาเพลงแบบ Royalty-free จากเน็ตก็ได้ครับ เช่นจากเว็บไซต์ https://musopen.org/ พวกนี้มักจะประกาศลิขสิทธิ์แบบ Creative Commons หรือ Public Domain ไว้แล้ว

 

พี่เบิร์ดกับพี่ฮาร์ทยินดีให้เปิดเพลงเขาได้ ไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์

 

  • ขออนุญาตเจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์ให้เรียบร้อย เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่าย ซึ่งไปดูได้จากเว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญาครับ ก็ไปดูเอาว่ามีบริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์ไหนบ้าง แต่ละบริษัทเขามีของค่ายไหนบ้าง เสียค่าบริการเท่าไหร่ ก็จัดไป ธุรกิจเล็กก็จ่ายถูกหน่อย ธุรกิจใหญ่ก็จ่ายแพงครับ (เช่น ร้านอาหาร เขาก็อาจจะคิดตามจำนวนที่นั่งในร้าน)

 

การจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เป็นสิทธิ์ของเจ้าของผลงาน

ท้ายสุดนี้ อยากฝากไว้ครับ อย่าไปโวยวายเรื่องที่เจ้าของผลงานมาเก็บค่าลิขสิทธิ์เลยครับ เพราะมันคือสิทธิ์ของเขา เขาสร้างผลงาน เขาต้องลงทุน ฉะนั้น เขาก็ต้องเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากผลงานของเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเมื่อได้เงินมา ก็จะได้เอาไปเป็นทุนในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่

หากเราไม่แฮปปี้กับการกระทำดังกล่าว ที่เราทำได้ก็คือการไม่ซื้อหาสินค้าหรือบริการของบริษัทนั้นๆ ครับ เช่น ไม่พอใจที่ค่ายเพลงค่ายนึงเขามาจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ เพราะอาจจะรู้สึกว่าคนมาจัดเก็บนี่มารยาทไม่ดี หรือค่าลิขสิทธิ์แพง เราก็ไม่เปิดเพลงของค่ายนั้นครับ เดี๋ยวรายได้หด เขาก็ต้องพยายามหาทางจูงใจให้คนอยากมาเสียค่าลิขสิทธิ์เพิ่มเองแหละ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

1 Response

  1. ออออ says:

    ไอ้หนวดนี่เคยก๊อปเพลงเขา หน้าไม่อายมาพูดเรื่องลิขสิทธิ์

Leave a Reply

%d bloggers like this: