วิเคราะห์ปรากฎการณ์ต่างๆ บน Social Networking ในแง่มุมจิตวิทยา (ตอนที่ 22) ตกลงเราลงโทษหรือเราส่งเสริมพฤติกรรม?

Print Friendly, PDF & Email

การแชร์พฤติกรรมไม่เหมาะสมบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพื่อสร้างการกดดันด้วยกระแสสังคม

หลังๆ เริ่มพบเห็นได้บ่อยมากขึ้นครับ กับกรณีที่จะมีคนทำพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ในสังคม แล้วถ่ายคลิปวิดีโอเอามาโพสต์ลง Facebook บ้าง Twitter บ้าง หรือโซเชียลมีเดียอื่นๆ แล้วเมื่อมีคนไปพบไปเห็น ก็เอามาแชร์ เพื่อเรียกกระแสสังคมให้ออกมากดดัน ให้ออกมาหาตัวผู้กระทำเพื่อลงโทษ … แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว มันก็ยังมีคนทำแบบนี้ขึ้นมาอีกครับ เปลี่ยนเรื่อง เปลี่ยนแนว เปลี่ยนพฤติกรรมบ้าง คำถามก็คือ ทำไมเขาถึงไม่กลัวกระแสสังคมกดดันล่ะ?!?

กลับไปที่หลักพฤติกรรมศาสตร์เบื้องต้นครับ การกระทำใดๆ เกิดจาก A -> B -> C หรือเราจะเรียกว่า ABC Model ก็ได้ครับ คือ เริ่มจากมีเหตุตั้งต้น (Antecendence) หรือพูดง่ายๆ คือ สถานการณ์ที่จะเป็นตัวกระตุ้น จึงเกิดพฤติกรรม (Behavior) ซึ่งพฤติกรรมนั้นจะนำไปสู่ผลที่ตามมา (Consequence) ครับ

ABC Model

ทีนี้ หากผลที่ตามมามันดี มันก็จะกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมซ้ำๆ ขึ้นมาอีก เมื่อมีเหตุตั้งต้นเกิดขึ้นมา แต่ในทางกลับกัน หากผลที่ตามมามันไม่ดี เป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ (การถูกลงโทษก็เป็นผลลัพธ์อันไม่พึงประสงค์) เราก็จะมีแนวโน้มที่จะไม่ทำพฤติกรรมนั้นอีก

เมื่อคิดได้แบบนี้ เมื่อมีคนทำพฤติกรรมอันเป็นที่น่าชังในสังคม สังคมก็ร่วมแรงร่วมใจกันกดดัน เอาคลิปไปแชร์ คนมาคอมเม้นต์ด่า นักสืบออนไลน์ทั้งหลายพากันตามล่าหาตัว มันคืออะไรที่ไม่น่าจะมีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง (เอ๋า! คุณชอบไหมล่ะ ให้คนมารุมด่า?) แต่ไหงเราก็ยังเห็นคนพวกนี้ออกมาทำพฤติกรรมแนวๆ นี้ ถ่ายคลิปอวดกันอยู่ล่ะ?!?

มันทำให้ผมนึกถึงเรื่องเล่าที่อาจารย์ของผม รศ.ดร.สิทธิโชค วรานุสันติกุล ท่านเคยเล่าให้ฟังตอนเรียนวิชาจิตวิทยาสังคมครับ ท่านเล่าว่าสมัยเรียนมัธยม ก็จะมีเคสที่นักเรียนขาโจ๋ทำพฤติกรรมที่ผิดกฎโรงเรียน เช่น ไม่ใส่เสื้อในกางเกง ไว้ผมยาวผิดระเบียบ เหยียบส้นรองเท้า อะไรแบบนี้ แล้วก็จะโดนเรียกมาลงโทษด้วยการตีที่หน้าเสาธง (สมัยอาจารย์ยังเด็กๆ หรือสมัยผมยังเด็กๆ สิ่งเหล่านี้ยังทำได้นะครับ แต่เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้แล้วนา เพราะผิดกฎหมาย) แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังมีนักเรียนที่ทำผิดกฎระเบียบประมาณนี้อยู่เนืองๆ เหมือนจะไม่เกรงกลัวการถูกลงโทษ

อาจารย์ของผมเล่าให้ฟังถึงเหตุผลว่า มันเป็นเพราะสมัยนั้น เด็กๆ เขามองว่าการที่ทำตัวผิดระเบียบโรงเรียนแล้วถูกเรียกมาทำโทษเนี่ย เป็นเรื่องเท่ครับ ฉะนั้น พวกเด็กพวกนี้จึงไม่ได้มองว่าการถูกเรียกมาทำโทษ เป็นผลลัพธ์ที่ไม่ดี หรือเป็นการถูกลงโทษสำหรับตนเอง (แน่นอน มันมีเจ็บตัวบ้างแหละ) แต่พอโดนทำโทษเสร็จ เพื่อนๆ มารุมล้อมแล้วบอกว่า “เฮ้ย เจ๋งว่ะ ผมทรงนี้ เฮ้ย เท่ว่ะ” อะไรแบบเนี้ย มันกลายเป็น “รางวัล” สำหรับพวกเขามากกว่า

กลับมามองโลกปัจจุบัน ผมว่าบางที พฤติกรรมการ “อวดสันดาน” บนโลกออนไลน์แบบที่เราเห็นๆ กันอยู่นี่ มันก็อารมณ์เดียวกันอ่ะครับ ทำแล้วได้คนมากด Like ก็ภูมิใจ ยิ่งมีคนเอาไปแชร์ เอาไปอวด ยิ่งเป็นเหมือนการประกาศวีรเวร (จะเรียกว่าวีรกรรมก็ไม่ถูก) ของพวกนี้ไปซะอีก การโดนด่าอาจจะกลายเป็นเหมือนตัวชี้วัดว่าใครทำได้เจ๋งกว่ากันไปซะงั้น ฉะนั้น ยิ่งเราพยายามเอาสังคมไปกดดันคนพวกนี้ ก็อาจจะกลายเป็นยิ่งทำให้เขารู้สึกว่า ต้องทำเพิ่มอีก ต้องทำให้มากกว่านี้อีกก็เป็นได้นะ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

1 Response

  1. ผมมองเรื่องนี้ไปทางนิสัยชอบพนันของคนไทย พฤติกรรมการทำผิดต่างๆ เช่นไม่สวมหมวกกันน็อค, ขับรถเร็ว, ฝ่าไฟแดง ฯลฯ ไปจนถึงเล่นพนัน, ลักขโมย, ปล้นชิง, ยกพวกตีกัน …จนถึงเรื่องร้ายแรงอื่นๆ มันปรากฏในคนทุกกลุ่ม รวมไปถึงการทุจริตเล็กใหญ่ทั้งหลาย เทียบเปอร์เซ็นต์ถูกจับได้ หรือได้รับผลการทำเลวๆ มันยังน้อยมาก การบังคับใช้กฏหมายก็มีปัญหาอยู่

    คนทำผิดไม่เคยคิดว่าตัวเองจะโดนทำโทษ เพราถ้ารู้ว่าโดนแน่ๆ ใครจะกล้าจริงไหมครับ? ตัวอย่างง่ายๆ ที่ต่างจังหวัด ขี่มอเตอร์ไซด์ไม่สวมหมวกเกลื่อนถนน เพราะส่วนมากไม่ถูกจับ นานๆ จับที แต่ กทม. โดนแน่ๆ เลยสวมหมวกกันน็อคกัน 100%

    ทำผิดแล้วรอดเหมือนชนะพนัน เลยฮึกเหิมทำผิดเรื่อยๆ พอไม่รอดโดนทำโทษก็รู้สึกแต่ว่าวันนี้ซวย ไม่ได้สำนึกว่าตัวเองทำผิด

Leave a Reply

%d bloggers like this: