เก็บตก Microsoft Underground Tour – ชม Hardware Lab ของ Microsoft

Microsoft Underground Tour 2016

 

หลังจากพักให้บล็อกตอนอื่นๆ ได้ออกมาหายใจหายคอกันบ้าง ก็ได้เวลากลับมาเขียนต่อถึงประสบการณ์ในการไป Microsoft Underground Tour เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาของผมล่ะครับ ซึ่งในตอนนี้ผมจะขอพูดถึงวันที่สองที่พวกเราได้ทัวร์ Redmond กันบ้าง และน่าจะเป็นบล็อกตอนที่รูปน้อยที่สุดของผมเลยล่ะมั้ง เพราะว่าในการทัวร์งวดนี้ เขาห้ามถ่ายรูปครับ เนื่องจากเป็นส่วนที่เป็นความลับระดับนึงเลยของ Microsoft (แหม่ น่าเสียดาย)

แต่ Hardware Lab Tour นี่ เป็นอะไรที่ผมอยากเห็นนะครับ เพราะแม้ว่า ณ ตอนนี้ อุปกรณ์ที่ Microsoft ผลิต จะยังไม่ได้ท็อปฮิตแบบของคู่แข่งอย่าง Apple แต่ในฐานะคนที่ใช้ Surface มาตั้งกะรุ่นแรกสุดๆ (RT) และทั้งได้ลอง (Surface Pro, Surface Pro 2, Surface 2, Surface Pro 4) และมีเป็นของตัวเอง (Surface Pro 3) ผมก็ต้องขอบอกว่า Microsoft ทำฮาร์ดแวร์ออกมาได้ดีกว่าที่คิด และดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วย เลยอยากแอบไปดูเบื้องลึกเบื้องหลังว่า กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้ มันผ่านอะไรมาบ้าง

ในส่วนของ Hardware Lab นั้น แต่ก่อนเขาว่ามันเป็นห้องแล็ปที่กระจายกันอยู่ 25 แล็ป แต่เมื่อกุมภาพันธ์ 2557 เขาทำการรวมเอาห้องแล็ปทั้งหมดมาไว้ที่ตึกเดียวครับ ซึ่งที่เราได้ไปดูเป็นที่แรกก็คือ Advanced Prototyping Center หรือ APC ซึ่งที่นี่คือห้องแล็ปที่เขาเอาไว้ทำตัวต้นแบบสำหรับฮาร์ดแวร์รุ่นถัดๆ ไป ซึ่งภายในศูนย์พัฒนาต้นแบบนี้ก็มีเครื่องไม้เครื่องมือครบครันมากๆ ครับ อาทิ

  • 3D Printing ซึ่งไม่ใช่แบบเครื่องพิมพ์สามมิติส่วนบุคคลนะครับ แต่เป็นแบบที่ใช้งานในด้านอุตสาหกรรมเลย คือ มีความแม่นยำสูง ใช้วัสดุได้หลากหลาย ทำให้การออกแบบตัวต้นแบบรวดเร็วขึ้น เพราะชิ้นส่วนที่เคยต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ในการทำ ก็กลายมาเป็นใช้เวลาไม่สองสามชั่วโมงก็ทำได้แล้ว ส่งผลให้ตัวต้นแบบเสร็จเร็ว และกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ตัวจริงเร็วขึ้น
  • เครื่องตัดด้วยเลเซอร์ อันนี้คล้ายๆ เครื่องตัดเลเซอร์ที่ผมเคยเจอตอนทำงานในโรงเรียนแฮะ เขาเอาไว้ทำพวกสลักโลโก้อะไรแบบเนี้ย
  • Workspace เป็นพื้นที่ทำงานที่พวกนักออกแบบ วิศวกร คนทำโมเดลจะมาทำงานร่วมกัน ตรงนี้จะมีห้องลับสุดยอดอยู่ครับ เอาไว้สำหรับออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นถัดไป โดยไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลออกไปไหน และแน่นอน ทริปนี้เราอดดูห้องนี้ครับ (แหงดิ)
  • Fabric room คือ เป็นอะไรที่เคยคิดถึงเลยครับ แต่ลองนึกถึง Type cover ของ Surface Pro สิ กว่าเขาจะออกแบบมาได้ ก็ต้องผ่านห้องนี้แหละครับ เพราะเขาเอาไว้ทดสอบวัสดุต่างๆ ที่จะเอามาใช้กับ Type cover

จากที่ทางทีมงานของ Microsoft เขาแชร์ให้ฟัง เขาบอกว่ากว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์สุดท้ายได้เนี่ย ต้องทำตัวอย่าง ทำตัวต้นแบบประมาณ 75-100 ชิ้นกันเลยทีเดียว Advanced Prototyping Center นี่ก็เลยสำคัญด้วยประการฉะนั้นแล

หลังจากนั้นเราก็ได้ไปเยี่ยมชมห้องแล็ปอีกห้อง ซึ่งก็คือ Audio Labs ครับ ใส่ตัว s เพราะมันประกอบไปด้วยห้องทดสอบ 4 ห้องเล็ก และ 1 ห้องใหญ่ครับ ห้องใส่สุดนี่วัดเสียงได้ที่ -21dB และได้รับการบันทึกตอนปีที่แล้วว่าเป็นห้องที่เงียบที่สุดในโลก (เสียงของอะตอมสองอะตอมกระทบกันดังอยู่ที่ -23dB) แต่แม้ว่าห้องนี้เราจะไม่สามารถถ่ายรูปได้ แต่ทางเว็บไซต์ของกินเนสส์บุ๊คเขามีวิดีโอให้ดูครับ ห้องนั้นเลยแหละ

 

 

คือ อยากเล่าประสบการณ์ว่า ตอนเข้าไปนี่รู้สึกเหมือนอยู่อีกโลกเลย นี่ถ้าได้มีโอกาสเข้าไปอยู่คนเดียวซัก 10 นาที คงน่ากลัวพิลึก ห้องที่แบบว่า ออกแบบมาให้ซับเสียงสะท้อนไปจนหมด ถ้ามีคนยืนพูด แล้วหมุนไปรอบๆ เราจะรู้สึกได้เลยว่ามันแตกต่างไปจากการพูดในสภาพแวดล้อมปกติมา และหากคนที่อยู่ในห้องนั้นอยู่เงียบ เราจะเริ่มได้ยินเสียงหัวใจเต้น การเสียดสีกันของเสื้อผ้าเวลาขยับตัว มันเงียบขนาดนั้นเลยครับ … เรียกว่า คุ้มค่าเวลาในการสร้างที่ต้องใช้ถึงปีครึ่งกันเลย

ห้องทดสอบเสียงเนี่ย เขาเอาไว้ทดสอบคุณภาพของเสียงลำโพงครับ โดยเอาไว้ตัดตัวแปรอื่นๆ จำพวกเสียงสะท้อน อะไรแบบเนี้ย ออกไป

อีกห้องถัดมา เราได้ไปชม Applied Sciences Group ครับ ห้องนี้เป็นห้องทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ วิธีใหม่ๆ ผมได้เห็นการเอา Leap Motion มาประกอบกับการฉายภาพแบบโฮโลแกรมเพื่อสร้าง Trackpad จำลองที่ลอยอยู่กลางอากาศ ที่ให้เราสามารถใช้นิ้วเลื่อน Cursor ของเมาส์ได้เหมือน Trackpad จริงๆ หรือจอภาพที่แสดงผลแบบสามมิติได้แบบสมจริง โดยไม่ต้องใส่แว่น และดูแล้วไม่ปวดตาด้วย เพราะมันตรวจจับระยะของสายตาและการเคลื่อนไหวของสายตา เพื่อสร้างภาพให้มีลักษณะแบบสามมิติจริงๆ

อะไรหลายๆ อย่างในนี้ (ประมาณ 50%-60%) เป็นอะไรที่แบบ พัฒนาเป็นแนวคิดต้นแบบมากๆ ยังไม่มีกระทั่งงบประมาณจัดมาให้ลองสร้างจริงๆ ด้วยซ้ำ!!

และสิ่งนึงที่ผมเคยคอมเม้นต์ Microsoft มาตลอด นั่นคือ เรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามหลักการยศาสตร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ต้องบอกเลยผมตำหนิผลิตภัณฑ์ของ Microsoft เรื่องนี้ไปเยอะ แต่หลังๆ ก็เห็นว่าเรื่องเหล่านี้ Microsoft ได้มีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากการใส่ใจ Human Factor Engineering มากขึ้นนั่นเอง Microsoft เขามีห้องแล็ปสำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ มีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาพร้อมกับการพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อช่วยในการออกแบบและประเมินผลการออกแบบ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ (โดยเฉพาะในส่วนของฮาร์ดแวร์) ของ Microsoft เป็นไปตามหลักการยศาสตร์มากขึ้นมากๆ

เดี๋ยวขอเขียนอีกสองตอน แล้วก็ถือว่าปิดจ็อบ Microsoft Underground Tour ครั้งนี้ล่ะครับ ด้วยเรื่องราวของ Garage Tour และ Microsoft Philanthropies ครับ … ติดตามอ่านประสบการณ์มา Microsoft Underground Tour 2016 ตอนอื่นๆ ได้ที่ http://www.kafaak.com/tag/microsoft-underground-tour-2016/ ครับผม

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: