ดูมาแล้ว – วิเคราะห์ซีรี่ส์ เพื่อนรัก เพื่อนร้าย

เพื่อนรัก เพื่อนร้าย

 

ปกติไม่ค่อยได้ดูซีรี่ส์ไทยซะเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยชอบแนวตบตีแย่งผู้ชายกันซักเท่าไหร่ แต่สำหรับซีรี่ส์เพื่อนรักเพื่อนร้าย ซึ่งเป็นภาคต่อจาก Club Friday เรื่องราวของเพื่อนรัก ที่กลายเป็นเพื่อนแค้น เมื่อการ์ตูนต้องมาพบว่าเชอรี่เพื่อนรักของตนถูกปั้นทิ้ง แล้วก็เลยให้เชอรี่มาอยู่ด้วย แต่ไปๆ มาๆ เชอรี่ก็มาแย่งแมน แฟนของการ์ตูนซะงั้น ซึ่งใน Club Friday นั้นจบลงที่การ์ตูนเข้าไปป่วนงานแต่งระหว่างแมนกับเชอรี่ครับ

แต่ใน Club Friday – To be continued นี่ มันเป็นเรื่องแต่งที่ต่อมาจากเรื่องราวใน Club Friday นั้น โดยแสดงให้เห็นว่าเชอรี่โดนแมนบอกเลิก เพราะถูกจับได้ว่าท้องและหวังจะจับแมนให้เป็นพ่อของเด็ก แต่ผลจากการทะเลาะกัน ทำให้เชอรี่แท้ง และเชอรี่ก็พุ่งเป้าความแค้นมาที่การ์ตูน โดยพยายามตามเข้ามาทำลายชีวิตของการ์ตูนในทุกๆ ด้าน ทั้งเรื่องงานและความรัก โดยใช้ภาพลักษณ์ของเด็กใสซื่อทำให้คนอื่นๆ มองว่าการ์ตูนที่ปกติก็มีลุคเป็นสาวเปรี้ยวอยู่แล้ว กลายเป็นคนที่ดูไม่ดีไป

 

เชอรี่ตีบทโศกเพื่อให้คนอื่นมองว่าเป็นผู้ถูกกระทำ

 

เรื่องนี้มีอะไรน่าสนใจหลายๆ อย่าง ตั้งแต่ความไม่สมจริง ไปจนถึงแง่คิดที่น่าเก็บมาไว้สอนคนดูนะครับ เลยอดไม่ได้ที่จะเขียนถึงซะหน่อย คือไหนๆ ก็อุตส่าห์ดูมาจนถึงตอนที่ 13 ซึ่งก็น่าจะเหลืออีกไม่กี่ตอนก็จบแล้ว ก็ต้องขอให้มีเนื้อหาเกี่ยวกับมันมาแปะบนบล็อกซักหน่อยล่ะครับ

ออกตัวก่อนว่าบล็อกตอนนี้ อาจจะมีสปอยล์ซีรี่ส์นี้อยู่บางส่วน ฉะนั้นใครที่ยังดูไม่จบ แนะนำให้ไปดูซีรี่ส์นี้ก่อน ยกเว้นจะไม่แคร์เรื่องสปอยล์นะครับ

 

อะไรที่ไม่สมจริงเกี่ยวกับละครเรื่องนี้?!?

ในมุมมองของผม ความไม่สมจริงของละครเรื่องนี้มีสี่อย่างชัดเจนมากครับ คือ

อย่างแรก: มันคือสไตล์ของละครไทยครับ คือ ผู้ชายแสนดีก็จะซื่อจนแอบติดโง่งมงายไปเลย นัทไม่คิดจะเอะใจบ้างเลยเหรอไงว่า การ์ตูนที่อยู่ดีๆ ไม่มีปัญหาอะไร เริ่มมามีปัญหาทุกอย่างก็เมื่อเชอรี่ก้าวเข้ามา ซึ่งแม้อาจจะคิดได้ว่าการ์ตูนไม่ชอบหน้าเชอรี่ และมันก็มีประเด็นมาตั้งกะทำงานที่เก่าแล้ว แต่หากคิดดีๆ ถ้าการ์ตูนไม่ถูกกับเชอรี่และต้องรังแกหรือทำร้ายเชอรี่เสมอๆ การที่เชอรี่จงใจมาทำงานที่เดียวกับการ์ตูนนี่ก็ Masochist ล่ะครับ

อย่างที่สอง: พี่เอ ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าของบริษัทออแกไนเซอร์ ชอบเคลมสาวๆ ในออฟฟิศ ซึ่งการ์ตูนก็ตกเป็นเป้าหมาย ผมก็สงสัยนะครับ บริษัทออแกไนเซอร์ในประเทศไทยมีตั้งเยอะแยะ ถ้าสภาพแวดล้อมในการทำงานมันแย่ขนาดนี้ (คือ เจ้าของก็จะพยายามเคลม ส่วนกิ๊กเจ้าของก็ดันมาหาเรื่องตลอด) การ์ตูนควรจะลาออกไปได้นานแล้ว … แต่แน่นอน หากมันสมจริงขนาดนั้น เรื่องราวระหว่างการ์ตูนกะเชอรี่มันก็คงไม่เกิดขึ้นหรอกเนอะ

อย่างที่สาม: แน่นอนว่าในการทำงานที่ไหนๆ ก็มีปัญหาครับ เพื่อนร่วมงานไม่ถูกกัน ทะเลาะกัน ขัดขากัน หรือพนักงานพยายามเอาเปรียบนายจ้าง ใช้เวลางาน ใช้ทรัพย์สินของบริษัทเพื่อการส่วนตัว อะไรแบบเนี้ย มีกันเกลื่อน แต่ที่บริษัทออแกไนเซอร์เนี้ย เพียบ และชัดเจนมาก และเจ้าของเองก็ดูจะรู้เรื่องด้วยแต่เฮียแกก็เฉย และพยายามจะฉวยโอกาสที่บางคนไม่ถูกกัน พยายามเคลมการ์ตูนอีก ดูได้จากตอนที่รับงานของแมนมา และให้นัทไปอยู่ในทีม เพราะรู้ว่าสองคนนี้พยายามแย่งการ์ตูน ซึ่งถ้านัททำให้งานของแมนมีปัญหา ก็อาจจะเขี่ยนัทไปได้ง่ายๆ ก็น่าสนใจจริงๆ ว่า บริษัทแบบเนี้ย มันยังไม่เจ๊งได้ยังไง

 

การ์ตูนชอบปรี๊ดแตกแล้วลงมือกับเชอรี่ตลอด

 

อย่างที่สี่: ในยุคโซเชียลมีเดียครองเมืองขนาดนี้ เราได้เห็นคนจำนวนมากใช้สมาร์ทโฟนอัดเสียง ถ่ายคลิป เพื่อใช้เป็นหลักฐานแฉโน่นนี่นั่นเพื่อเรียกร้องสิทธิของตนเอง น่าแปลกสุดๆ ครับ ที่การ์ตูนไม่คิดจะใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการเปิดโปงเชอรี่เลย คือ ไม่จำเป็นต้องไปหาข้อมูลว่าเชอรี่ท้อง หรือเคยแต่งงานกับแมนมาก่อนเลยนะ จริงๆ แล้ว สิ่งที่เชอรี่ทำเนี่ยเป็นขั้นเป็นตอนชัดเจน และซ้ำซากซะด้วยซ้ำ การ์ตูนสามารถวางแผนเพื่อล่อให้เชอรี่สารภาพซะเอง แล้วอัดเสียงอัดวิดีโอไปแฉให้ใครต่อใครรู้กันได้สบายๆ แต่ดันไม่ทำ

 

สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากละครเรื่องนี้

แต่ถึงแม้หลายๆ อย่างจะไม่สมจริง แต่เรื่องนี้ก็มีอะไรให้เราได้เรียนรู้ หรือควรตระหนักเอาไว้เช่นกันนะครับ ซึ่งผมมองว่ามันคือ

จะทำอะไรก็ต้องศึกษากฎหมายเอาไว้นะครับยุคนี้ คือ เราได้เห็นฉากที่วิดีโอแอบถ่ายตอนที่กระต่ายกับแตงโมมีซัมติ่งหลายแด้ทกันถูกเผยแพร่ไปจนฮือฮากันทั่วมหาวิทยาลัย นั่นคือผิดกฎหมายแบบเต็มๆ นะครับ อย่างน้อยๆ ก็

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 16 “ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติมหรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” นี่ยังไม่นับกฎหมายอื่นๆ ที่จะเข้ามาผูกได้อีก เพราะเป็นสื่อลามกอนาจาร
  • กระต่ายอยู่ปี 1 แล้ว แต่ก็ยังเป็นไปได้ว่าอาจจะยังไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์ครับ ฉะนั้น แตงโมก็มีโอกาสผิดกฎหมายอาญามาตรา 283 “ผู้ใดพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ” … จำไว้นะครับ แม้จะยินยอมก็ยังถือว่าผิดกฎหมาย
  • และยิ่งหากตอนที่ถ่ายวิดีโอ กระต่ายยังอายุไม่ถึง 18 ปี มันก็จะเข้าข่ายกฎหมายอาญาใหม่ มาตรา 287 คือ ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนไอ้พวกที่ส่งต่อๆ กันเนี่ย ก็จะต้องโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • นี่ยังไม่นับว่ากระต่ายสามารถฟ้องทางแพ่ง เพื่อเรียกค่าเสียหายเพราะถูกละเมิดได้อีกนะครับ (เรื่องมีเพศสัมพันธ์โดยยินยอมก็เรื่องนึง แต่ไอ้ที่โดนแอบถ่ายวิดีโอและเผยแพร่เนี่ย ไม่ได้ยินยอมนี่นา)

จะเห็นได้ว่า ถ้ามันเป็นเรื่องจริง และการ์ตูนกับกระต่ายเอาเรื่องแตงโมกับเชอรี่จริงๆ ละก็ อนาคตดับคู่กันได้เลยนะครับพี่น้อง

 

เมื่อพลาดพลั้ง ควรให้กำลังใจ ไม่ใช่ซ้ำเติม

 

เมื่อพลาดพลั้ง สิ่งที่เด็กและเยาวชนต้องการคือกำลังใจ ไม่ใช่การซ้ำเติม จะเห็นได้ว่าเมื่อกระต่ายพลาดไปแล้ว การ์ตูนก็ไม่ได้ซ้ำเติมกระต่ายแต่อย่างใดนะครับ นั่นเป็นสิ่งที่ดี เพราะตอนที่ผมดูถึงตอนนี้นะ ผมยังกลัวว่ากระต่ายจะฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ แต่ดีว่าการ์ตูนไม่ได้ซ้ำเติมกระต่าย และคอยให้กำลังใจครับ แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ให้กระต่ายออก โดยไม่คิดจะทำอะไรต่อเลยเนี่ย ผมว่าไม่ดีซักเท่าไหร่ คนที่เป็นอาจารย์ควรช่วยเหลือลูกศิษย์มากกว่านี้ แต่ในเรื่องนี้ต้องเป็นแบบนี้คงเพราะต้องสร้างแรงกดดันให้กับกระต่ายและการ์ตูนน่ะ

คลิปหลุด ภาพหลุด ต้องเอาผิดผู้กระทำความผิด แต่บ่อยครั้งเรื่องมันไม่ได้ไปไหนเพราะบางครั้งผู้เสียหายเป็นฝ่ายยินยอม และนึกว่าจะเรียกร้องความยุติธรรมใดๆ ไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วมันเอาผิดได้ครับ และควรจะต้องเอาผิดด้วย หลายคนเลือกที่จะไม่ทำเพราะอยากให้มันผ่านๆ ไป ไม่อยากให้กลายเป็นข่าวเสียชื่อเสียง แต่นั่นทำให้คนผิดลอยนวล และอาจจะทำให้เกิดเหยื่อรายใหม่ขึ้นมา ฉะนั้น ต้องเอาผิดครับ โดยอาจจะต้องปรึกษากับเจ้าหน้าที่เพื่อให้ปกปิดตัวตน และสื่อเองก็ไม่ควรพยายามไปขุดคุ้ย ประชาชนเองก็ไม่ควรที่จะไปขุดคุ้ยครับว่าผู้เสียหายเป็นใคร เพราะเมื่อประชาชนไม่สนใจ สื่อก็จะไม่พยายามไปขุดคุ้ยครับ ถ้าเราเห็นใจผู้เสียหายจริงๆ นี่คือสิ่งที่เราจะช่วยพวกเขาได้

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

Leave a Reply

%d bloggers like this: