ย้อนอดีตสมาร์ทโฟนกล้อง 3D ทำไมไม่เวิร์ก?

HTC EVO 3D

 

ซักเมื่อ 5 ปีก่อน มีช่วงนึงที่สมาร์ทโฟนค่ายดังๆ อย่าง HTC และ LG เขาพยายามสร้างจุดเด่นให้กับสมาร์ทโฟนของตัวเองด้วยการนำเทคโนโลยี 3D เข้ามาผนวกกับสมาร์ทโฟน โดยให้สามารถถ่ายภาพแบบ 3D ได้ และยังมีหน้าจอแสดงผลแบบ 3D ที่ไม่ต้องใส่แว่น แต่สุดท้ายแล้ว HTC ก็จบลงแค่ที่ EVO 3D รุ่นเดียว ในขณะที่ LG นั้นออกมาสองรุ่นคือ Optimus 3D และ Optimus 3D MAX … วันนี้ผมก็เกิดอยากมาเขียนถึงซะหน่อยว่าทำไมสองรุ่นนี้ถึงไปไม่รอดในความเห็นของผม

 

ทำไมต้องกล้อง 3D?

สมาร์ทโฟนในยุคนั้นเริ่มมาแข่งขันกันในเรื่องของกล้องดิจิทัลมากขึ้น แน่นอน เมื่อเกิดการแข่งกัน สเปกนึงที่เอามาข่มกันก็คือจำนวนพิกเซลนั่นแหละครับ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีในตอนนั้น สมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์มันไปตันที่ความละเอียดระดับ 5 ล้านพิกเซล เลยส่งผลให้บางแบรนด์อย่าง HTC และ LG เขาพยายามคิดนอกกรอบครับ

และกล้องดิจิทัลที่สามารถถ่ายภาพ 3D ได้เนี่ย มันสร้างความโดดเด่นให้ได้ด้วยการให้ภาพแบบ 3D ที่ให้ความสมจริงกว่ากล้องดิจิทัลทั่วๆ ไปนั่นแหละครับ

 

แล้วทำไมกล้อง 3D ไม่เวิร์ก?

เทรนด์ความต้องการของผู้ใช้งานในการถ่ายภาพให้ได้ความสมจริงมันมีมาตั้งนานแล้ว และกล้อง 3D ก็น่าจะให้ภาพที่ดูสมจริงมากขึ้นเข้าไปอีก เพราะมันสามารถแสดงมิติของภาพได้สมจริงได้มากขึ้นจริงๆ นั่นแหละ แล้วทำไมมันไม่เวิร์ก (วะ)?

  • ความละเอียดของภาพต่ำเกินไป คือ ความละเอียดของภาพ 3D ที่ถ่ายมันอยู่ที่ 1920×1080 พิกเซลหรือประมาณ 2 ล้านพิกเซลเท่านั้นเอง ทำให้แม้ว่าภาพจะออกมาดูดีมีมิติ แต่ความละเอียดของภาพนั้นต่ำระดับที่พอย้อนกลับไปดูแล้ว มันให้ความรู้สึกเหมือนแบบจำลอง มากกว่าภาพของจริงอ่ะ

 

ความละเอียดภาพ 3D แค่ 2 ล้านพิกเซล ถือว่าน้อยเกินไป

 

  • ประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลและเซ็นเซอร์มันยังไม่ถึง ซึ่งเป็นเหตุผลนึงที่ทำให้ความละเอียดของภาพมันออกมาต่ำ และนำไปสู่ความไม่สมจริงของภาพในที่สุดนั่นแหละ ถ้าหากมีแบรนด์ไหนบ้าเลือดลองทำสมาร์ทโฟนที่รองรับกล้อง 3D อีก ก็น่าจะดีขึ้น แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ 3D มันไม่ใช่เทรนด์หลัก
  • หน้าจอแสดงผล 3D แบบ Parallax Barrier มีข้อจำกัด มันเหมือนเป็นสิ่งที่ต้องแลกมากับการที่เราไม่ต้องใส่แว่น 3D นั่นแหละ คือ มันมีระยะโฟกัสที่ค่อนข้างชัดเจน และผลก็คือ เวลามองหน้าจอนานๆ แล้ว กล้ามเนื้อตามันจะล้าไปเรื่อยๆ เพราะต้องพยายามปรับระยะโฟกัส ไม่งั้นภาพจะดูเบลอๆ น่าปวดหัว แถมการใช้งานหน้าจอแบบนี้ แบตเตอรี่ก็ลดฮวบๆ เลยล่ะครับ แล้วสมัยนั้นสมาร์ทโฟนก็ไม่ได้แบตอึดถึกทนแบบในปัจจุบันซะเท่าไหร่
  • การถ่ายภาพแบบ 3D ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด อันนี้ใครไม่เคยลองอาจไม่รู้ คือ เราอาจจะเคยเห็นภาพถ่าย 3D หรือวิดีโอ 3D แบบแจ๋วๆ เจ๋งๆ แล้วเราก็อาจจะรู้สึกว่าอยากถ่ายได้แบบนั้นบ้าง แต่การที่จะให้ได้ภาพที่แสดงศักยภาพของภาพ 3D มาได้เนี่ย มันต้องการการจัดองค์ประกอบของภาพพอสมควรเลย และบ่อยครั้งพอเรากลับมาดูภาพแล้ว ภาพมันกลับไม่ได้เป็น 3D ลอยเด่นออกมาอย่างที่เราอยากได้

 

แค่จะถ่ายภาพรีโมทคอนโทรลที่วางไว้ให้ดูยื่นออกมา ก็ยุ่งยากอยู่ไม่น้อย

 

  • ถ่ายภาพ 3D มาเสร็จแล้วก็หาจอแสดงผลดูไม่ได้ แชร์ไม่ได้ ซึ่งถือเป็นจุดบอดสุดๆ ของเทคโนโลยีนี้ ใช่เลย ถ้าถ่ายวิดีโอมาก็ยังพอจะแชร์ได้ผ่านทาง YouTube ซึ่งรองรับวิดีโอแบบ 3D หรือจะดูบนโทรทัศน์ที่รองรับเนื้อหา 3D ได้ แต่ในกรณีของภาพถ่ายนี่ เราก็อยากจะแชร์ผ่าน Social media อย่าง Facebook หรือ Twitter (ยุคนั้น LINE ยังไม่แจ้งเกิดนะครับ) มันก็ได้แค่แชร์รูป 2D เท่านั้นเอง สุดท้ายแล้วก็ทำให้คิดว่า แล้วจะซื้อสมาร์ทโฟนที่มีกล้อง 3D ทำไม

คือ เทคโนโลยี 3D มันเจ๋งนะ ผมยังรู้สึกเลยว่าถ้าได้เอามาใช้สร้างเนื้อหา มันก็คงจะเยี่ยมไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอก็ตาม แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่างที่ผมพูดถึงไปในข้างต้นอ่ะ มันรวมๆ กันแล้วกลายเป็นเหตุผลของกันและกันที่ทำให้เทคโนโลยีมันไม่เกิด

ด้วยเทคโนโลยีที่ยังไม่สุกงอมดี ทำให้คุณภาพของภาพมันออกมาได้ไม่ค่อยตอบโจทย์ผู้ใช้งาน และการปราศจากแพลตฟอร์มโซเชียลที่จะเข้ามารองรับการแชร์เนื้อหาก็ทำให้ไม่ค่อยมีใครสนใจที่จะมาใช้งาน การคิดว่าก็ตัวสมาร์ทโฟนมันก็ดูเนื้อหาได้อยู่แล้ว และเนื้อหาจะเป็นตัวดึงดูดให้คนหันมาซื้อสมาร์ทโฟน มันก็เลยได้รับการพิสูจน์ว่าไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องนัก

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: