ทำไม QNAP Turbo NAS มีพอร์ตแลนหลายพอร์ต เอาไว้ทำอะไรได้?

Print Friendly

พอร์ต Gigabit LAN ของ Turbo NAS มีไว้เยอะๆ ทำไมนะ

 

สำหรับมือใหม่หัดใช้ NAS อาจจะงงว่าทำไม QNAP Turbo NAS ถึงได้มีพอร์ต Gigabit LAN ให้หลายพอร์ต ขนาดรุ่น 2-bay ก็เริ่มต้นที่ 2 พอร์ตแล้ว บางรุ่นให้มาถึง 4 พอร์ต คำถามคือ มันเอาไว้ทำอะไรได้? ก็เลยขอถือโอกาสเขียนบล็อกตอนนี้มาอธิบายครับว่า QNAP เขาให้พอร์ต Gigabit LAN มาไว้หลายพอร์ตไปทำไม

 

ทำความเข้าใจเรื่องแบนด์วิธกันก่อน

ข้อมูลที่วิ่งกันอยู่ในเครือข่ายมันให้คิดซะว่ามันคือรถยนต์ครับ ทีนี้ Common sense ของเราก็คือ รถยนต์จะวิ่งได้เยอะหรือน้อย ก็ต้องอยู่ที่ว่าถนนมันเลนกว้างแค่ไหน ไอ้ความกว้างของเลนถนนนี่แหละ เทียบได้กับแบนด์วิธ ถนนยิ่งกว้างรถก็ยิ่งวิ่งกันได้เยอะ แบนด์วิธยิ่งมากข้อมูลก็ยิ่งวิ่งกันได้เยอะเช่นกัน และเมื่อข้อมูลวิ่งได้ทีคราวละมากๆ การรับส่งข้อมูลมันก็ย่อมเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว คิดซะแบบนี้ก็แล้วกัน

แล้วทำไม QNAP Turbo NAS ถึงได้ให้พอร์ต Gigabit LAN มาหลายพอร์ต?

ถ้าลองคิดง่ายๆ แต่ละพอร์ตคือ Gigabit LAN ที่ให้แบนด์วิธ 1Gbps ครับ (ตามทฤษฎีก็คือ รับส่งข้อมูลได้ที่ 125MB/s) พอมี 2 พอร์ต ก็เท่ากับว่าเจ้า QNAP Turbo NAS นี่มีแบนด์วิธได้สูงสุดระดับ 250MB/s เลยทีเดียว และยิ่งจำนวนพอร์ตเพิ่ม ก็ยิ่งมีแบนด์วิธเพิ่มอีก

 

โดยหลักๆ แล้ว QNAP Turbo NAS ทุกรุ่นมีพอร์ต Gigabit LAN ไว้หลายพอร์ต ด้วยเหตุผลหลักๆ 3 อย่างครับ นั่นก็คือ

1. ไว้ทำเป็น Dedicated network interface สำหรับ Virtual station สำหรับรุ่นที่รองรับคุณสมบัตินี้ ปกติแล้วซอฟต์แวร์มันจะทำ Virtual network interface ให้ โดยแนบข้อมูลจาก Virtual station ไปกับพอร์ต LAN ปกตินั่นแหละ แต่สำหรับบางคนที่ต้องการให้การรับส่งข้อมูลกับ Virtual station เป็นไปแบบไม่สะดุด ได้แบนด์วิธเต็มที่ ก็สามารถกำหนด Dedicated network interface ให้กับ Virtual station ได้เลย … ซึ่งตรงนี้ทำได้ในส่วนของการสร้าง Virtual switch มารองรับ

2. ไว้แยกแยะไปเลยว่าบริการ (Service) ไหน จะวิ่งไปที่พอร์ตอะไร จะได้แยกแยะ IP Address ได้ชัดเจน ซึ่ง QNAP เรียกว่า Service Binding คุณสมบัตินี้จะให้เราสามารถกำหนดได้ว่าบริการด้านเครือข่ายหรือการบริหารจัดการใดจะให้ไปผูกกับ IP Address ใดของ QNAP Turbo NAS

 

Service Binding ใน Network Settings ของ QNAP Turbo NAS (QTS 4.2.0)

 

3. เพื่อไว้บริหารจัดการประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของเครือข่าย ซึ่งตรงนี้เป็นที่รู้จักกันในนามของ Port trunking ครับ ซึ่ง QNAP Turbo NAS นั้นรองรับการทำ Port trunking หลายโหมดครับ ซึ่งรองรับทั้งการทำ Load balancing (กระจายโหลดข้อมูลไปยังทุกๆ พอร์ตทำให้การรับส่งข้อมูลเร็วขึ้น) และ Fault tolerance (ทำให้เครือข่ายทนทานต่อการล่มของระบบกรณีที่ Network interface อันใดอันหนึ่งเกิดทำงานผิดพลาด)

 

ตัวเลือก Port trunking ของ QNAP Turbo NAS (QTS 4.2.1)

 

ฉะนั้นตอนที่ซื้อมาใช้ อย่าคิดแค่ว่าเสียบสาย LAN ก็เรียบร้อยนะครับ ถ้าอยากจะใช้ QNAP Turbo NAS ให้เต็มประสิทธิภาพ ก็ต้อง

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

10 Responses

  1. วิน says:

    อ่านบทความนี้ QNAP Turbo NAS มีพอร์ตแลนหลายพอร์ต แล้วเลยเกิดคำถาม ตอนนี้ผมมีสาย Cat6 1 เส้น เดินเข้า Switch Gigabit SOHO แล้วต่อสาย Cat6 ออกไป 2 เส้น เข้าที่ตัว QNAP Turbo ทั้ง 2 เส้น แบบนี้แบนด์วิธได้สูงสุดระดับ 250MB/s (โดยประมาณ) ไหมครับ ใช้อุปกรณ์ทุกตัวรองรับ Gigabit

  2. Lenkzler says:

    @วิน ต้องทำระบบ Link aggregation ขึ้นมาครับ อย่างแรกเลย NAS ต้องรองรับ IEEE 802.3ad ดูใน Network > Port Trunking อย่างที่สอง Switch Gigabit ที่ใช้ต้องรองรับ Link aggregation IEEE 802.3ad ส่วนวิธีทำอ่าน Manual ของ NAS กับ Switch คู่กันครับ ยากอยู่ ไม่ก็รอเจ้าของเวบมาเขียนให้ดูครับ

    • @kafaak says:

      มิอาจเขียนเหมือนกัน เพราะผมไม่มี Managed switch ครับ แต่ก็วางแผนว่าจะหามาลองอยู่เหมือนกัน จะได้ลองทำ Link aggregation ครับ

      • Hans Johanes says:

        ผมลองแล้วครับ
        ใช้ Cisco SG200-08 Smart Switch กับ TS-253A ใช้ PORT Trunking mode เป็น IEEE 802.3ad ทุกอย่างผ่านฉลุย อุปกรณ์ทุกตัวเป็น Gigabit หมด แต่ทำไมทำความเร็วถ่ายโอนไฟล์ได้สูงสุดประมาณ 30 MB/s ตลอดเลยก็ไม่รู้ครับ

        • @kafaak says:

          อันนี้น่าแปลกใจครับ
          ก่อนอื่นต้องเช็คตามนี้ครับ
          1. บน Switch เอง รองรับการทำ Link aggregation แบบ 802.3ad หรือไม่ และได้จัด Group ถูกต้องหรือเปล่า
          2. การเชื่อมต่อกับตัว NAS เอง ถ้าเชื่อมต่อเข้าแค่อุปกรณ์เดียว ก็จะทำความเร็วได้สูงสุดแค่ประมาณ 100MB/s นะครับ เพราะติดแบนด์วิธของเครือข่าย 1Gbps ต่อให้เราทำแบนด์วิธของ NAS เป็น 4Gbps แล้วก็ตาม
          3. รูปแบบของ Link aggregation ต้องเปิด LACP นะครับ ไม่ใช่ Static

          • Hans Johanes says:

            ตัว switch รองรับ link aggregation แบบ 802.3ad ครับ และเปิด LACP แล้ว แต่ไม่แน่ใจเรื่องจัด group คงต้องเช็คอีกรอบครับ ติดตรงความเร็วขึ้นไม่เคยถึง 50 MB/s เลยเนี่ย กำลังงงอยู่เลยครับ

          • @kafaak says:

            เช็คสาย LAN ด้วยนะครับ ของผมนี่เป็น Cat 6 ครับ (ตอนเดินแล้ว จัดเต็ม ไม่เอา Cat 5e)

          • Hans Johanes says:

            ขอบคุณครับ

        • Lenkzler says:

          ผมเคยสอบถามกับคนขาย NAS มาครับ Link aggregation ไม่ได้ทำให้ คอม 1 เครื่อง เพิ่มความเร็ว R/W ไปที่ NAS เป็น 2 เท่าครับ(1Gbps+1Gbps) คือพูดง่ายๆ คอมเราก็ยังคงรับ-ส่งที่ 125MB/s เท่าเดิม

          ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกับระบบ network พื้นฐานของ 1Gbps ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันก่อนครับ
          สาย lan Cat6, Cat5a รับส่งอยู่ที่ 1Gbps(Gigabit per second) หรือเท่ากับ 125MB/s(Megabyte per second) ตรงนี้เป็นความเร็วในทางทฏษฎีเท่านั้น เพราะมีปัจจัยรอบด้านที่ทำให้ R/W ไม่ถึงครับ โดยมากจะอยู่ราวๆ 80-110 MB/s ในเวลาปกติ นั่นก็หมายความว่า ไม่ว่า NAS คุณจะแรงแค่ไหน แต่ก็จะมาตันเพราะสาย 1Gbps นี่แหละครับ ทางเลือกคืออัพเกรดไปใช้ระบบ 10Gbps หรือ fiber channel หรือ thunderbold 20Gbps ของ apple

          กลับมาที่ 1Gbps ก่อนครับเดี๋ยวออกทะเล ลองนึกภาพว่า NAS เราไม่ได้ทำ Link aggregation เท่ากับว่า NAS ส่งที่ 125 MB/s(1Gbps) สมมุติเราใช้อยู่คนเดียว(client A) และไม่มีใครมาแชร์ มันก็จะวิ่งเต็มครับอยู่ที่ 125MB/s(ผมจะใช้ค่านี้เลยนะครับ เพราะไม่อยากให้งง) แต่ถ้าเกิดมีคนมาใช้ด้วยอีกคนนึง(client B) banwidth ก็จะหาร 2 เท่ากับแบ่งกันไปคนละ 125/2 = 62.5 MB/s

          ถ้าเราทำ 2 Link aggregation (2 เส้น) จะทำให้ client A มี bandwidth 125 MB/s และ client B มี bandwidth 125 MB/s พูดง่ายๆก็คือแบ่งกันไปคนละเส้นครับ

          คำถามคือ แล้วถ้าทำ 2 Link aggregation แต่เรามีแค่ client A เครื่องเดียว เราจะได้ banwidth 2 เส้นมั้ย (1Gbps + 1Gbps) คำตอบคือ ไม่ และ client A ก็ยังคงได้ 125 MB/s เช่นเดิม สรุป Link aggregation มีประโยชน์กับการเชื่อมต่อไปที่ NAS หลายๆเครื่องครับ วิธีคิดง่ายๆ คือ สมมุติเราทำ 4 Link aggregation (4 X 1Gbps) เท่ากับว่าเรามี banwidth 4 x 125 = 500 MB/s จากนั้นมี client เชื่อมต่อและใช้งานพร้อมกันจำนวน 10 เครื่อง(peak time) เท่ากับว่า 500/10 = 50 MB/s

          ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยครับ ผมก็อ่านและฟังจากผู้รู้มาอีกที

          • @kafaak says:

            อย่างที่ผมบอกไว้ในบล็อกแล้วนะครับ การทำ Link aggregation มีประโยชน์กับการเพิ่มแบนด์วิธให้ NAS รองรับ Client ได้มากขึ้น (อย่างที่คุณเข้าใจ)​ ฉะนั้นจึงเห็นว่าเวลาผมทำ Link aggregation แล้ว Max bandwidth ของ NAS ของผม มันเลยทะลุ 1Gbps ได้ (วิ่ง 200+MB/s) แต่ทางด้าน Client ยังไงมันก็ติดสูงสุดแค่ 1Gbps ครับ ต่อให้เราพยายามทำให้ Client มี Port trunking/Link aggregation ด้วยแล้วก็ตาม (ผมทดสอบโดยการเอา NAS สองตัวมาทำ Port trunking แล้วพยายามโอนไฟล์ระหว่างกัน) ผลคือ มันก็วิ่งแค่ 1Gbps ครับ ซึ่งไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะแบนด์วิธระหว่างอุปกรณ์ 2 ตัว มันจะทำได้แค่สูงสุดเท่ากับแบนด์วิธของสายครับ กรณีที่อยากได้ความเร็วเพิ่มขึ้น ก็มีสองวิธี คือ 1) เพิ่มแบนด์วิธของระบบเน็ตเวิร์กเป็น 10Gbps ไปโลด หรือ 2) ทำ Port trunking แล้วทำเรื่องบริหารจัดการ แยกให้ข้อมูลของบริการคนละตัว วิ่งไปที่คนละเส้น เช่น สาย A ก็เอาไว้สำหรับรับส่งข้อมูลทั่วไป ส่วนสาย B เอาไว้สำหรับ HTTP/HTTPS/FTP ไรงี้ครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: