กาฝากลองกล้อง – ทำความรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่ารูรับแสง

Print Friendly

ค่า F-Stop ของเลนส์

 

มีสเปกอันนึงของกล้องที่ถูกเอามาใช้โปรโมทคุณภาพของกล้อง (และเลนส์) กันเยอะมาก นั่นก็คือ “รูรับแสง” หรือบางคนเรียกว่าค่า F-Stop ครับ หลายๆ คนรู้แต่ว่า ค่า F-Stop ยิ่งน้อย ยิ่งหมายถึงรูรับแสงที่กว้าง และยิ่งดี (สมาร์ทโฟนบางยี่ห้อเลยแข่งกันทำกล้องดิจิทัลที่มีค่า F ต่ำๆ ออกมาขายกัน) ผมเลยอยากเขียนถึงเจ้าสิ่งนี้กันหน่อย เพราะมันมีผลต่อการถ่ายรูปเยอะเหมือนกันนะ โดยเฉพาะเมื่อเราใช้กล้องอย่าง Mirrorless หรือ DSLR

ทำไมเวลาใช้ Mirrorless หรือ DSLR แล้ว ค่า F-Stop ถึงสำคัญ? คำถามนี้ถ้าไปถามตากล้องมือโปรผมก็ไม่รู้จะได้คำตอบว่ายังไง แต่ถ้าถามมือสมัครเล่นแบบผม ผมว่ามันสำคัญตอนเลือกเลนส์อ่ะครับ คือ มือสมัครเล่นอาจจะมึนๆ ว่า เลนส์ทางยาวโฟกัสพอๆ กัน แต่ค่า F-Stop ไม่เท่ากัน แต่ราคาผิดกันลิบลับ จะเลือกแบบไหนดี

ไม่ต้องเอาอะไรมาก 14-42mm F3.5-5.6 ที่เป็นเลนส์ Kit ของ Olympus E-PL7 ของผมเนี่ย ถ้าหาซื้อมือสองราคาไม่ถึงสี่พันบาท แต่ถ้าไปเจอ 12-40mm F2.8 Pro ปุ๊บ ขนาดราคามือสองแล้ว (หมดประกันแล้วด้วย แถมไม่มีกล่องเลนส์อีกตะหาก … คงเพราะเป็นเลนส์ Kit เหมือนกัน) ยังเจอแบบต่ำสุดก็ 18,000 บาทเลย

จะเลือกอันไหนดี ผมว่าเราต้องทำความรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า รูรับแสง กันก่อน ว่ามันจะมีผลยังไงกับภาพบ้าง

 

ค่ารูรับแสงคืออะไรกันแน่

จะกล้องฟิล์มหรือกล้องดิจิทัล หลักการทำงานของมันก็คือ การให้รับแสงเข้ามา แล้วบันทึกลงเป็นภาพนั่นแหละ ซึ่งแสงจะเข้ามาที่กล้องมากหรือน้อย ก็จะถูกควบคุมจากสิ่งที่เรียกว่า รูรับแสง ซึ่งอยู่ตรงเลนส์ของกล้องนั่นแหละครับ ค่ารูรับแสง หรือที่เรียกกันคุ้นปากว่า F-Stop เนี่ย ยิ่งมากแสดงว่ารูรับแสงยิ่งแคบ ส่วนยิ่งน้อยก็แสดงว่ารูรับแสงยิ่งกว้างครับ

 

รูรับแสงแบบต่างๆ

ที่มาของรูปนี้: http://amfotofever.blogspot.com/2013/06/blog-post.html

 

ขนาดของรูรับแสงมีผลต่อปริมาณแสงที่จะเข้าไปสู่เซ็นเซอร์ของกล้อง รูกว้างๆ แสงก็เข้าได้มาก รูแคบๆ แสงก็เข้าได้น้อย ก็เท่านั้นเลยครับ แต่ทีนี้ปริมาณแสงที่เข้าได้มากหรือได้น้อยเนี่ย มันจะมีผลต่อรูปในสองด้านครับ นั่นก็คือ ความเร็วของชัตเตอร์ (Shutter Speed) และ ระยะชัดลึกของภาพ (Depth of Field)

 

ผลของค่ารูรับแสงที่มีต่อความเร็วชัตเตอร์

สำหรับคนที่ไปถ่ายภาพตอนไปเที่ยวและเน้นถ่ายกลางแจ้งบ่อยๆ อาจจะไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ แต่ถ้าใครเคยถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยในโหมดออโต้ของกล้องดิจิทัลหรือสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน อาจจะรู้สึกได้ว่ากว่าชัตเตอร์จะเก็บภาพ มันจะกินเวลาอยู่นิดนึง นั่นเพราะว่าซอฟต์แวร์ของกล้องมันคำนวณแล้วว่า ในที่ที่แสงน้อยนี้ หากต้องการให้ภาพออกมาสว่าง จะต้องเปิดหน้ากล้องไว้นานหน่อย (หรือพูดง่ายๆ ให้ความเร็วชัตเตอร์ช้าหน่อย) เพื่อที่แสงจะได้เข้ามาได้เยอะๆ

 

ความเร็วชัตเตอร์ 1/500

ความเร็วชัตเตอร์ 1/500

ความเร็วชัตเตอร์ 1/125

ความเร็วชัตเตอร์ 1/125

ความเร็วชัตเตอร์ 1/20

ความเร็วชัตเตอร์ 1/20

 

ดูภาพด้านบนได้ครับ ถ่ายจากกล้อง Samsung Galaxy Note 5 ที่เป็น F1.9 ความยาวโฟกัส 4.3mm ที่ ISO400 สภาพแสงคือภายในห้องนั่งเล่นที่บ้าน จะเห็นว่าความเร็วชัตเตอร์ระดับ 1/500 ในสภาพแสงน้อยเนี่ย แทบจะไม่เห็นภาพอะไรเลย แต่เมื่อลดความเร็วชัตเตอร์ลงมาเหลือ 1/150 ก็จะเริ่มเห็นอะไรบ้าง และความเร็วชัตเตอร์ 1/20 เนี่ย จะเห็นอะไรเยอะขึ้นมาก นั่นเพราะพอความเร็วชัตเตอร์ลดลง แสงก็จะเข้ามาได้มากขึ้น ภาพก็จะดูสว่างขึ้นนั่นเอง

 

Speed shutter 1/25 ISO400 F4.5

ความเร็วชัตเตอร์ 1/25 ISO400 F4.5

Speed shutter 1/25 ISO400 F2.8

ความเร็วชัตเตอร์ 1/25 ISO400 F2.8

 

ทีนี้ลองควบคุมปัจจัยที่ส่งผลต่อความสว่างของภาพอย่างความเร็วชัตเตอร์และค่า ISO ให้คงที่ คือความเร็วชัตเตอร์ 1/25 และ ISO400 แล้วลองเปลี่ยนเฉพาะค่ารูรับแสงครับ โดยภาพบนผมใช้เลนส์ Olympus 40-150mm F4.0-5.6 ปรับระยะโฟกัสมาที่ 62mm จะได้ F4.5 ครับ จะเห็นว่าภาพออกมาค่อนข้างมืดทีเดียว

ทีนี้ลองใหม่ เปลี่ยนมาใช้ Sigma 60mm F2.8 (ยืมเพื่อนมา) มาถ่ายรูปเดียวกัน ที่ความเร็วชัตเตอร์เท่ากัน ISO เท่ากัน ผลที่ได้คือภาพออกมาดูสว่างขึ้นพอสมควรเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่ารูรับแสงมันกว้างขึ้น เลยรับแสงมาชดเชยกับที่ขาดหายไปจากการที่ใช้ชัตเตอร์เร็วๆ ได้ครับ (จริงๆ 1/25 นี่ไม่ได้เร็วมากนะ แต่พอดีนี่ถ่ายในห้องของโรงแรมที่ไต้หวัน แสงมันน้อยอยู่แล้ว)

ฉะนั้น เลนส์ที่ F-Stop ต่ำๆ มันจะเหมาะสำหรับการนำไปถ่ายภาพแบบที่เน้นความเร็วชัตเตอร์สูงๆ ครับ เช่น ภาพการแข่งกีฬา หรือพวกที่ชอบถ่าย Street Photo เพราะต้องยกมาแชะๆๆๆ ไวๆ ให้ได้ภาพเลย อะไรแบบนี้ แต่แน่นอนว่า หากเน้นถ่ายภาพตอนไปเที่ยว ยืนนิ่งๆ ให้ถ่ายกันได้ และมั่นใจว่ามือนิ่งพอในระดับนึง มันก็ไม่ได้จะต้อง F-Stop ต่ำเตี้ยเรี่ยดินอะไรมาก … อย่างที่ผมลองเนี่ยเลนส์ Kit ของ Olympus ที่ F3.5-5.6 ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วๆ ไปอยู่

 

ผลของค่ารูรับแสงที่มีต่อระยะชัดลึกของภาพ

หลายคนชอบภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอครับ แล้วก็มีคนทักกันว่า อยากได้แบบหน้าชัดหลังเบลอ ก็ให้หาเลนส์ F ต่ำๆ มาใช้ เวลาโฟกัสที่คนแล้วหลังจะได้ละลายๆ ซึ่งมันก็เป็นจริงตามนั้น รูรับแสงที่กว้างกว่า มันจะมีระยะชัดของภาพที่แคบกว่า ซึ่งส่งผลให้วัตถุหรือฉากหลังที่อยู่เลยออกไปมันเบลอ ละลายไปได้ง่ายขึ้น

 

Olympus 40-150mm F4.5

ภาพถ่ายที่ F4.5

Sigma 60mm F2.8

ภาพถ่ายที่ F2.8

 

เอ้า! ลองของโลด … หยิบ Olympus 40-150mm มาตั้งระยะโฟกัสที่ 62mm แล้วลั่นชัตเตอร์ ประการแรกเลย ด้วยความสว่างภายในบ้านตอนกลางคืนระดับนี้ ความเร็วชัตเตอร์เลยต้องโดนมาอยู่ที่ 1/8 วินาทีครับ มือต้องนิ่งหน่อย นี่ยังดีได้กันสั่น 3 แกนของ Olympus เข้าช่วย เลยถ่ายได้ง่ายขึ้น

จากนั้นหยิบ Sigma 60mm F2.8 มาถ่ายบ้าง ความเร็วชัตเตอร์สามารถทำได้ที่ 1/25 วินาทีครับ (ผมเลือกให้กล้องมันออโต้เลยว่าอยากจะความเร็วชัตเตอร์เท่าไหร่) เห็นความแตกต่างระหว่างสองรูปไหม? ให้ดูตรงธนบัตร 100 บาทด้านหลังครับ จะเห็นว่า F2.8 นั้นภาพหลังจะเบลอกว่าแบบเห็นได้ชัด … นี่ถ้าได้ 45mm F1.8 มาเปรียบเทียบน่าจะเห็นได้ชัดเจนกว่านี้ แต่เสียดาย ผมไม่มี (ฮา)

ฉะนั้น ที่ระยะโฟกัสเท่าๆ กัน (หรือใกล้ๆ กัน) ค่า F-Stop จะมีผลต่อ Depth of Field ครับ ฉะนั้นถ้าอยากจะได้ภาพหน้าชัดหลังเบลอแบบหลังละลายๆ ก็ต้องหาพวก F น้อยๆ ครับ ยิ่งใครเน้นถ่ายภาพ Portrait หรือภาพบุคคล

 

Sigma 60mm F2.8

Sigma 60mm F2.8

 

แต่ค่า F มันก็ไม่ใช่ทุกอย่างอ่ะครับ ในบางครั้งที่เราไม่มีเลนส์ F ต่ำๆ เราก็ยังสามารถถ่ายหน้าชัดหลังเบลอแบบละลายเนียนๆ ได้ในระดับนึงนะ อย่างในภาพด้านบนเนี่ย F2.8 นะ แต่ภาพคนด้านหลังมันอยู่ไกลมาก เลยละลายซะเบลอไปเลย

 

Olympus 40-150mm (62mm) F4.5

 

และนอกจากนี้ บางครั้งการที่หลังมันละลายมากจนเกินไปมันก็ไม่ดี เพราะมันจะไม่บอกเรื่องราวนะครับ อย่างเช่นภาพด้านบนนี่ ใช้ Olympus 40-150mm ตั้งระยะโฟกัสที่ 62mm F4.5 แล้วถ่าย ภาพที่ได้จะเห็นว่าเราก็ยังได้ภาพหน้าชัด และหลังเบลอระดับนึง โดยที่เราก็ยังรู้ว่าด้านหลังมันเป็นกระดิ่ง แต่ถ้าละลายมากกว่านี้ มันอาจจะเบลอจนนึกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร มันก็เล่าเรื่องราวได้ไม่ดีเท่า

 

Olympus 40-150mm (150mm) F7.1

 

แต่ในกรณีที่ต้องการหลังละลายเยอะๆ จริงๆ แต่ไม่มีเลนส์ F ต่ำๆ ก็สามารถใช้เลนส์เทเลแทนได้ครับ ช่วงทางยาวโฟกัสที่สั้นก็จะมีระยะชัดที่เยอะกว่าช่วงทางยาวโฟกัสที่ยาว ฉะนั้น เมื่อเราถ่ายภาพด้วยเลนส์เทเล ในระยะทางยางโฟกัสมากๆ เราก็จะได้ภาพที่ชัดเฉพาะจุดที่โฟกัส ส่วนวัตถุหรือฉากที่อยู่ห่างจากวัตถุที่เราโฟกัส ก็จะเบลอได้ง่ายขึ้น เช่น ภาพกระดิ่งด้านบน ที่ผมถ่ายที่ทางยาวโฟกัส 150mm ครับ ภาพนี้ F7.1 ด้วยซ้ำ แต่ก็จะเห็นได้ว่ากระดิ่งที่อยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังก็เบลอได้ชัดเจนมากเลย

 

สรุปแล้ว F ต่ำๆ ดีกว่าไหม?!?

ผมก็ไม่แน่ใจว่าตากล้องมืออาชีพจะตอบว่ายังไง แต่สำหรับมือใหม่อย่างผม ความเห็นส่วนตัวของผมคือ มันอยู่ที่ว่าเราต้องการถ่ายภาพออกมาแนวไหนมากกว่า คือ ถ้าต้องการแค่ถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ ภาพตอนเที่ยวเพื่อเอาไว้เป็นที่ระลึก เน้นภาพชัดตลอดทุกระยะ ก็ไม่ต้องใช้ F ต่ำๆ มากไปละมั้ง ยกเว้นว่าเผื่อจะถ่ายตอนกลางคืน แล้วมือไม่นิ่งพอ (ขนาดที่ว่าระบบกันสั่นยังช่วยไม่ไหว) หรือต้องการถ่ายเน้น Street Photo ยกกล้องแชะๆๆ ไปได้เรื่อยๆ ก็อาจจะต้องหา F ต่ำๆ ไว้หน่อย เพื่อชดเชยกับความเร็วชัตเตอร์

หรือถ้าต้องการถ่ายภาพบุคคล เน้นหน้าชัดหลังเบลอ (บางคนเรียกชัดตื้น) โดยไม่อยากถอยให้อยู่ไกลเกินไป ก็อาจจะต้องเน้น F ต่ำๆ แบบ 1.8 ได้เลยยิ่งดี ไรงี้ (50mm F1.8 หรือน้อยกว่า นี่แบบว่า ใช่เลย) แต่ถ้าไม่ซีเรียส ใช้เลนส์เทเลก็พอจะทดแทนได้เช่นกัน

นอกจากนี้ บางครั้ง ภาพที่เราต้องการจะถ่าย มันก็ไม่ได้ต้องการ F ต่ำขนาดนั้นนะ เช่น การถ่ายภาพบุคคล มันก็ไม่ได้ต้องเป็นหน้าชัดหลังเบลอไปซะทุกทีไป หากเราต้องการเน้นว่าเรามาเที่ยวที่ไหน เราอยากได้ทั้งตัวบุคคลและภาพวิวทิวทัศน์ที่ชัดทุกระยะ เป็นต้น … ฉะนั้น เลือกให้เหมาะกับภาพที่เราจะถ่ายน่าจะดีกว่านะ

 

ตอนนี้ก็เขียนมาเป็นตอนที่สองแล้วนะครับ และก็คิดว่าจะแว้บมาเขียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น ใครที่คิดว่า เฮ้ย! โอเค เรียนรู้การถ่ายรูปไปด้วยกัน ก็ Fav URL นี่ไว้แล้วกัน http://www.kafaak.com/tag/photography-kafaak-style

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: