ความเข้าใจเรื่องไลเซ่นส์ที่องค์กรธุรกิจควรต้องทราบ

Print Friendly

ป้าย LED โฆษณาที่สยามสแควร์วัน มีแจ้งเตือนว่าใช้ซอฟต์แวร์ฟรีแต่ไม่ได้จ่ายค่าไลเซ่นส์เมื่อใช้เพื่อการค้า

 

วันก่อนมีนัดกับเพื่อนเพื่อเอา Ricoh Theta S ไปคืนหลังจากที่ยืมมารีวิวเกือบเดือน ไอ้เราก็ไปถึงก่อนเวลาพอสมควร ก็เลยไปสยามสแควร์วันเพื่อหาอะไรทานครับ ระหว่างที่เดินออกจากสถานี BTS สยาม สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นป้ายโฆษณา LED ขนาดใหญ่เบิ้ม แล้วก็สังเกตเห็นว่ามันมี Warning message ของโปรแกรม TeamViewer บอกว่าตอนนี้กำลังใช้ Free version อยู่ ซึ่งใช้ได้สำหรับการใช้งานส่วนตัว แต่หากจะใช้ในเชิงพาณิชย์แล้ว ต้องซื้อไลเซ่นส์ให้ถูกต้อง … แหม่ มันช่างน่าอายเสียนี่กระไร

จริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นอะไรประมาณนี้หรอกนะครับ ผมเคยเห็นอะไรประมาณนี้มาแล้ว กับป้ายโฆษณา LED ที่แปะบนตึกนึงแถวประตูน้ำ และก็เคยทวีตแซะไปหนสองหนแหละ คืองี้ครับ พวกป้ายโฆษณา LED พวกเนี้ย มันจะมีโปรแกรมคอยควบคุมการแสดงข้อมูล และจะติดตั้งไว้อยู่ ณ จุดที่ติดตั้งป้าย LED แต่ว่าบริษัทที่รับเรื่องโฆษณาเนี่ย ผมเข้าใจว่าเขาจะควบคุมจากระยะไกล เพื่อที่จะได้ควบคุมป้ายทั้งหมดที่มีได้จากจุดเดียว ไม่ต้องวุ่นวายกับการส่งคนไปประจำการเพื่อคอยดูแล … แต่ประเด็นก็คือ บริษัทเลือกใช้โปรแกรมฟรี ซึ่งถูกแปะไลเซ่นส์ไว้ว่า Free for Personal Use นี่สิครับ

ทีนี้ก็มีคนแย้งกับผมว่า อ้าว! เขาใช้โปรแกรมฟรีมันก็ไม่ผิดนี่นา ก็นักพัฒนาเขาทำโปรแกรมเวอร์ชันฟรีมาให้ใช้ ก็ต้องใช้ได้ดิ แล้วถ้าเกิดอยากจะใช้ความสามารถที่มันล้ำ (Advanced) ก็ค่อยเสียเงิน … อันนี้ก็เป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ ซึ่งเป็นที่มาที่ทำให้ผมตัดสินใจเขียนบล็อกนี้ขึ้นครับ

 

ของฟรี มันไม่ได้ฟรีไปซะทุกกรณีนะ

ของฟรีมีในโลกไหม … มีครับ มีหลายต่อหลายหนที่เราจะเจอคนใจดี ทำของฟรีมาแจกให้ได้ไปใช้กันครับ เอาที่รู้จักกันเลยก็เช่นระบบปฏิบัติการ Linux ที่เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือบริการต่างๆ ของ Google ที่หลายๆ อย่างเขาก็ให้ใช้ฟรีๆ

แต่ของพวกนี้มันก็ไม่ได้ฟรีหมดในทุกกรณีนะครับ ถ้าจะให้นักพัฒนาเขามีข้าวกิน มีแรงจะไปพัฒนาของฟรีพวกนี้ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก มันก็ต้องมีโมเดลทางธุรกิจเพื่อจะหาเงินมาบ้างอะไรบ้างครับ เช่น บริษัทที่พัฒนา Linux เป็นดิสทริบิวชันของตัวเองอย่าง Redhat เขาก็เก็บเงินในกรณีที่คนใช้ต้องการการสนับสนุนทางด้านเทคนิค หรือ Google เองก็จะตั้งลิมิตในการใช้บริการของตนไว้ ใครอยากใช้เกินลิมิต (ซึ่งปกติก็มักจะเป็นผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์) ก็จะต้องเสียเงิน เป็นต้น

 

แพ็กเกจ LINE@

 

แต่เนื่องจากโมเดลธุรกิจแบบนี้มันเยอะ หลายๆ คนก็เลยคิดว่า ถ้าเอามาใช้แล้ว ไม่ได้ใช้ฟีเจอร์ไฮโซเวอร์วังอะไร ก็ยังสามารถใช้ฟรีได้ ซึ่งมันเป็นความเข้าใจผิดนะครับ เพราะหลายๆ บริการ หรือหลายๆ โปรแกรม หรือแม้แต่ฟ้อนต์เองก็เหอะครับ

 

เวลาโหลดโปรแกรมฟรีมาใช้ ดูให้ดีๆ ว่ามีเขียนไว้ไหม Free for personal use

 

โปรแกรมบางตัวที่เป็นโปรแกรมใช้งานได้ฟรี อาจจะมีเงื่อนไขบางอย่างครับ เช่น ใช้ได้เฉพาะการใช้งานส่วนบุคคล ซึ่งปกติพวกนี้เขาก็จะมีการแปะเอาไว้ว่า Free for personal use ครับ เช่น PicPick โปรแกรมจับภาพหน้าจอที่ผมชอบใช้ และก็ TeamViewer เจ้ากรรมที่เป็นที่มาของบล็อกตอนนี้นั่นแหละ

 

ฟ้อนต์แจกฟรีใน f0nt.com ก็ต้องดูว่าเขาให้สิทธิ์แค่ไหน

 

และบางอย่าง บางโปรแกรม เขาก็มีกำหนดไว้เลยครับ ว่าแจกฟรีนะ แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ไม่ว่าจะในกรณีใดๆ ก็ตาม ซึ่งก็เป็นสิทธิของเจ้าของผลงานนะครับ จะไปว่าเขาก็ไม่ได้นะ ใครอยากจะเอาไปใช้เชิงพาณิชย์ ก็คงต้องติดต่อเจ้าของผมงานอีกทีว่าจะต้องทำยังไง ถึงจะยอมให้สิทธิในการนำไปใช้เชิงพาณิชย์

ฉะนั้นต้องทำความเข้าใจกันใหม่นะ ธุรกิจทั้งหลาย

ผมเข้าใจนะ คนทำธุรกิจก็อยากจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ประหยัดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด แต่ต้องไม่ลืมว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น จากการละเมิดลิขสิทธิ์เนี่ย มันส่งผลกระทบกับธุรกิจของคุณใช่ย่อยนะครับ แค่เบาะๆ ก็เริ่มจากค่าเสียหายที่จะโดนฟ้องร้องจากเจ้าของผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ตามมาด้วยความเสื่อมเสียของชื่อเสียงและภาพพจน์ของธุรกิจอีก

แน่นอน บางครั้ง (และหลายครั้ง) การละเมิดลิขสิทธิ์เกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ เพราะเข้าใจผิดนึกว่าของฟรีมันก็คือฟรีทุกกรณี ฉะนั้น ผมขอแนะนำว่า ก่อนจะดาวน์โหลดอะไรมาใช้ ก็อ่านเงื่อนไขให้ดีๆ ก่อนครับ ว่าสิทธิในการใช้งานเป็นอย่างไรบ้าง กันไว้ดีกว่าแก้นะครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: