รีวิว WD My Cloud EX2 Ultra คลาวด์ส่วนตัวในบ้าน ทำเองได้ง่ายมากๆ

WD My Cloud EX2 Ultra 4TB

 

ของเล่นใหม่ล่าสุดวันนี้ ด้วยความเอื้อเฟื้อของ WD เขาส่งตัว My Cloud EX2 Ultra รุ่นล่าสุด ที่ใช้ My Cloud OS 3 มาให้ลองครับ โดยตัวที่ได้มาลองเป็นแบบรุ่นความจุ 4TB ซึ่งเป็น Network-attached storage (NAS) แบบใช้งานง่าย ไม่เน้นลูกเล่นซับซ้อน แต่พุ่งเป้าไปที่การเซ็ตอัพเป็น Personal Cloud ได้ง่ายๆ มากกว่า … มาดูกันว่า WD My Cloud EX2 Ultra สนนราคา 13,900 บาทตัวนี้ (พร้อมฮาร์ดดิสก์แล้ว)​ ให้อะไรเราได้บ้าง

 

เปิดกล่องมา ก็โดนทักทายเลยว่า ยินดีต้อนรับสู่คลาวด์ส่วนตัว

วิธีการตั้งค่า อะไรจะง่ายขนาดนั้น

 

แกะกล่องออกมา เจอการ์ดใบเล็กๆ เขียนทักทายเราก่อนเลยว่า ยินดีต้อนรับสู่คลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) และใบนี้แหละคือคู่มือการติดตั้งครับ สามขั้นตอน แล้วจบเลย (ห๊ะ!)

 

เข้าเว็บ เซ็ตอัพทีเดียว จบเลย

 

ใช่ครับ สามขั้นตอน เข้าไปที่เว็บติดตั้ง แล้วก็ลงทะเบียน MyCloud.com account ซะ กำหนด Username สำหรับตัว My Cloud EX2 Ultra (ซึ่งจะมาแทนที่ Username มาตรฐานที่เป็น admin น่ะครับ) อย่างไรก็ดี กระบวนการนี้ยังไม่ใช่สุดท้ายหรอกนะครับ แต่เป็นแค่การเซ็ตอัพพื้นฐานให้พร้อมใช้เฉยๆ สุดท้ายอ่ะ ก็ต้องไปที่ตัว Web Interface ของ WD My Cloud EX2 Ultra อีกที

 

ต้องเปลี่ยนหัว Adapter ซะหน่อย สำหรับบางคนที่ไม่ได้มีรางไฟแบบ Universal

 

ตัวอะแด็ปเตอร์มาพร้อมกับหัวหลายๆ แบบ หากใครใช้รางไฟที่มีรูปปลั๊กแบบ Universal ละก็ ไม่ต้องเปลี่ยนหัว แต่หากไม่ได้มีรางไฟแบบนั้น (เช่น ที่ผมจะเสียบกับรูปลั๊กบนกำแพง) ก็เปลี่ยนมาเป็นหัวแบบแบนนี่ดีกว่าครับ (แบบกลมบางทีมันหลวมๆ อ่ะ)

 

WD My Cloud EX2 Ultra ด้านหน้า

WD My Cloud EX2 Ultra ด้านหลัง

 

ด้านหน้าของ WD My Cloud EX2 Ultra เป็นไฟแสดงสถานะของตัวเครื่องและฮาร์ดดิสก์ ส่วนด้านหลังของ WD My Cloud EX2 Ultra นั้น จะสังเกตว่ามีการเจาะเป็นช่องๆ ไว้เพื่อระบายความร้อน ตัวนี้ถูกดีไซน์มาให้ไม่ต้องมีพัดลมระบายความร้อนน่ะ

 

USB 3.0 ด้านหลัง เอาไว้ต่อ External HDD

 

พอร์ตเชื่อมต่อ ก็มี Gigabit LAN มาให้พอร์ตนึง แล้วก็มี USB 3.0 มาให้อีกสองพอร์ต เอาไว้เสียบกับพวกอุปกรณ์เสริมอย่าง Flash drive หรือ External HDD แล้วก็มีช่องเสียบอะแด็ปเตอร์ด้วย

 

 

WD My Cloud EX2 Ultra ด้านบน

เปิดฝาออกมาง่ายๆ แล้วจะเห็น HDD อยู่

ที่ใส่มาด้วย เป็น WD Red ซึ่งเป็นฮาร์ดดิสก์สำหรับ NAS เลย

 

ด้านบนของ WD My Cloud EX2 Ultra เนี่ย กดจึ้ก แล้วเปิดฝาออก ขันตัวล็อกออก แล้วก็ถอดฮาร์ดดิสก์ออกมาได้ครับ มี 2 ลูก เป็น WD Red ซึ่งเป็นฮาร์ดดิสก์ที่ออกแบบมาสำหรับใช้กับอุปกรณ์จำพวก NAS โดยเฉพาะ เพื่อรองรับการใช้งานหนักหน่วงแบบเปิดตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์

 

ข้อจำกัดคือ วิธีการดึง HDD ออกมา ผมแอบเสียวไอ้แถบนี่ขาดจริงๆ

 

แต่ตรงนี้มีข้อจำกัดนึงที่ผมก็ยังอยากให้ WD ไปปรับปรุง คือ วิธีการดึงฮาร์ดดิสก์ออกมา จะต้องจับไอ้ห่วงพลาสติกบางอันนี้ แล้วดึงฮาร์ดดิสก์ขึ้นมา ซึ่งผมก็เข้าใจนะว่ามันคงไม่ขาดง่ายๆ เพราะลองดึงๆ ดูแล้ว มันค่อนข้างทนทานเลยล่ะ แต่ผมก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า หากมันเกิดขาดขึ้นมาจริงๆ แล้วเราจะถอดฮาร์ดดิสก์ยังไง

 

Dashboard ของ WD My Cloud EX2 Ultra

 

การบริหารจัดการ WD My Cloud EX2 Ultra ก็ยังต้องทำผ่านส่วนของ Dashboard ที่เปิดด้วยเบราว์เซอร์นะครับ ตัว Dashboard นี่ให้ข้อมูลค่อนข้างครอบคลุม และจบในตัวเดียวดี แต่ในส่วนของ Capacity เนี่ยมันจะแสดงข้อมูลภาพรวมของเนื้อที่ทั้งหมด ทั้งในฮาร์ดดิสก์ที่อยู่ในตัว WD My Cloud EX2 Ultra และ External HDD ที่เชื่อมต่ออยู่ด้วยพร้อมๆ กันเลยครับ

ปกติแล้ว ค่าปริยายของ WD My Cloud EX2 Ultra ก็คือ การเซ็ตเป็น RAID1 ครับ ซึ่งจะทำให้เนื้อที่ของฮาร์ดดิสก์เหลือแค่เท่ากับฮาร์ดดิสก์ลูกเดียว หรือ 1.96TB ครับ … แต่อย่างในรูปด้านบน เราจะเห็นว่ามีเนื้อที่เหลือ 2.78TB นั่นเป็นเพราะว่า มันเอาเนื้อที่ของฮาร์ดดิสก์ที่ผมเสียบกับ USB 3.0 รวมเข้าไปด้วยนั่นเอง

 

WD Photos appWD My Cloud

 

อย่างไรก็ดี แนวคิดเรื่อง Private Cloud ของ WD ที่นำมาใช่กับ WD My Cloud EX2 Ultra (และตัวอื่นๆ ในตระกูล My Cloud) ก็คือ การใช้งานส่วนบุคคล ที่เน้นไปในเรื่องการเก็บไฟล์มัลติมีเดีย เพื่อใช้แชร์ไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ครับ ฉะนั้น พวกแอปบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เลยเน้นไปที่การเข้าถึงไฟล์มัลติมีเดียซะมากกว่า

เช่น WD Photos ก็ไปเน้นที่การดูรูปภาพที่เก็บบน WD My Cloud EX2 Ultra และการตั้งอัพโหลดรูปภาพจากอุปกรณ์ของเราไปยัง WD My Cloud EX2 Ultra ส่วน WD My Cloud ก็เน้นที่การเข้าไปดูหรืออัพโหลดไฟล์มัลติมีเดียทั้งหมด

ซึ่งตรงนี้ผมเข้าใจ WD เขานะ เพราะอุปกรณ์จำพวกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเนี่ย ไม่ค่อยได้มีใครเขาทำงานจริงจังมากเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเน้นเพื่อความบันเทิงซะมากกว่า ฉะนั้น การแชร์รูปภาพ เพลง หรือวิดีโอ ผ่านทาง WD My Cloud EX2 Ultra ก็น่าจะตอบโจทย์การใช้งานผู้ใช้งานส่วนใหญ่อยู่แล้ว

 

แต่ถ้าเป็น WD Sync ก็จะให้เลือกซิงก์โฟลเดอร์ที่ต้องการได้

 

แต่สำหรับกรณีการทำงานแบบจริงจัง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเอา WD My Cloud EX2 Ultra มาซิงก์พวกไฟล์อื่นๆ นอกเหนือไปจากไฟล์มัลติมีเดียนะ ถ้าเป็นเครื่องพีซีหรือเครื่อง Mac ก็จะติดตั้ง WD Sync เพื่อทำการซิงก์ข้อมูลตามใจฉันตามใจชอบได้ โดยพื้นฐาน WD Sync ก็จะซิงก์พวกโฟลเดอร์ Documents, Pictures, Music และ Movies ของเครื่องมาก่อน แต่หลังจากนั้น เราจะมาตั้งค่าให้ซิงก์โฟลเดอร์อื่นเพิ่มได้อีก

อย่างไรก็ดี ในความเห็นของผม อนาคตเราจะมีโอกาสทำงานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตมากขึ้น เพราะอุปกรณ์พวกนี้ก็จะมีความสามารถมากขึ้น และเอามาใช้ทดแทนเครื่องคอมพิวเตอร์ในงานง่ายๆ อย่างเช่น แก้ไขเอกสารพื้นฐานได้ อะไรแบบนี้ ฉะนั้นก็อยากแนะนำให้ WD เขาคิดเผื่อตรงนี้อยู่เหมือนกัน อีกอย่างนึงก็คือ เพื่อให้เราใช้ WD My Cloud EX2 Ultra (หรือตระกูล My Cloud อื่นๆ) สามารถใช้แทนพวกบริการ Cloud Storage ได้ เพราะในอนาคต อินเทอร์เน็ตบ้านก็จะมีแต่เร็วขึ้นๆ ทั้งขาดาวน์โหลดและอัพโหลด จนแทบจะเปิดบริการ Private Cloud ไว้ใช้เองได้เลย

 

บริหารจัดการผู้ใช้งาน สามารถกำหนดสิทธิในการเข้าถึงช้อมูลได้ค่อนข้างละเอียด

 

ตัว WD My Cloud EX2 Ultra นั้น สามารถบริหารจัดการผู้ใช้งานได้ค่อนข้างดี สร้างผู้ใช้งานขึ้นมา จัดกลุ่มให้กับผู้ใช้งาน แล้วกำหนดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลบนตัว WD My Cloud EX2 Ultra ได้ค่อนข้างละเอียดดี และตัว WD Sync บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็ให้เราเลือกแชร์ไฟล์ใดๆ บน WD My Cloud EX2 Ultra ให้คนอื่นๆ ได้ ผ่านทางอีเมล์และลิงก์ไปยังไฟล์นั้นๆ

 

ตัวเลือกแอปมีไม่เยอะเท่าไหร่

 

ทว่าด้วยข้อจำกัดในส่วนของหน่วยประมวลผล ที่เป็น ARMADA Dual-core 1.3GHz Cortex-A9 แรม 1GB เลยทำให้ไม่ค่อยมีตัวเลือกสำหรับพวกแอปเสริมเพิ่มความสามารถซักเท่าไหร่ และถึงแม้ว่าจะมีพวก WordPress ให้ติดตั้ง แต่ด้วยสเปกของฮาร์ดแวร์แล้ว ก็ต้องบอกว่า เหมาะสำหรับใช้งานส่วนตัว มากกว่าจะเอาไปทำเว็บไซต์จริงจังครับ

 

เป็น Media Server ผ่านทาง DLNA หรือ iTunes Server ได้

 

แต่อย่างที่บอก WD My Cloud EX2 Ultra นั้น ถูกออกแบบมาบนพื้นฐานของการใช้งานส่วนตัว โดยเฉพาะเพื่อเก็บไฟล์มัลติมีเดีย จึงมีคุณสมบัติจำพวก Media Server เอาไว้สำหรับสตรีมมิ่งไฟล์มัลติมีเดีย เช่น DLNA Media Server หรือ iTunes Server ให้ใช้งานเลย ไม่ต้องติดตั้งแอปเพิ่มแต่อย่างใด

 

บทสรุปการรีวิว WD My Cloud EX2 Ultra

ผมว่าเจ้านี่เป็น NAS แบบเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานเป็นพวก Media Server  และ Personal Cloud สำหรับการแชร์พวกไฟล์มัลติมีเดียซะมากกว่า ซึ่งพอจะเอาไปใช้ซิงก์ข้อมูลอื่นๆ ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ได้บ้าง ผ่าน WD Sync แต่สำหรับการใช้งานโดยรวมกับทุกๆ อุปกรณ์ มันจะเน้นการซิงก์ข้อมูลมัลติมีเดีย หรือการสตรีมมิ่งพวกไฟล์มัลติมีเดียมากกว่า

สนนราคาจึงไม่ได้แพงมากครับ ตัว WD My Cloud EX2 Ultra เปล่าๆ เลยก็ 6,900 บาท แต่หากเป็นรุ่น 4TB ที่ผมได้มารีวิวก็ 13,900 บาท ส่วน 8TB ก็ 18,900 บาท และรุ่น 12TB ก็ 25,900 บาท … แต่ย้ำนิดนึงว่า ความจุที่ว่านั้น เมื่อเราตั้งเป็น RAID0 หรือ JBOD (Just a Bunch of Disk) นะครับ ถ้าเป็น RAID1 เราจะได้ความจุครึ่งเดียวของที่เขาบอก แต่เราก็จะได้เรื่องการสำรองข้อมูลเผื่อฮาร์ดดิสก์มีปัญหาเพิ่มมา

หากมองหา NAS แล้วไม่ต้องการลูกเล่นหลากหลายเกิน แต่ต้องการมาใช้งานเพื่อเก็บไฟล์มัลติมีเดียเป็นหลัก เพราะเป็นการใช้งานส่วนตัว ตัว WD My Cloud EX2 Ultra นี่ก็น่าพิจารณาอยู่ครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: