ถึงเวลาสอนเรื่องการเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship) ให้เด็กๆ แล้ว

Print Friendly

I am a Digital Citizen

เครดิตภาพ: Pittsburgh Public Schools

 

เห็นบทความจำนวนไม่น้อยพูดถึงเด็กๆ ในยุคนี้ว่าเป็นเด็กในยุคดิจิทัล คือ โตมากับเทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย แต่จนถึงทุกวันนี้ ผมก็ยังรู้สึกว่า ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการเป็นพลเมืองดิจิทัล หรือ Digital Citizenship ในบ้านเราเมืองเรา มันยังไม่แพร่หลายซักเท่าไหร่ครับ สังเกตได้จากการที่เรายังเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่างๆ บนโลกออนไลน์ การหลงเชื่อข่าวโคมลอย ฯลฯ อยู่เป็นประจำ

 

ทำไมถึงควรสอนเด็กเรื่องการเป็นพลเมืองดิจิทัล?!?

ผมว่าเหตุผลมันก็อยู่ในคำเกริ่นนำที่หาได้ทั่วไปเวลาพูดถึงเรื่องประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย หรือเทคโนโลยีดิจิทัลใดๆ นั่นแหละครับ นั่นก็คือ เทคโนโลยีมันนำมาซึ่งประโยชน์หลากหลาย และโอกาสมากมายแก่คนทุกคน ซึ่งรวมถึงเด็กๆ ด้วย แต่ในขณะเดียวกัน มันก็นำมาซึ่งความเสี่ยงในด้านต่างๆ ด้วย หากผู้ใช้ขาดความรู้ความเข้าใจที่ดีพอ

และเมื่อเด็กๆ เติบโตมาในยุคดิจิทัลแล้ว เราก็ควรที่จะสอนให้เขารู้จักการเป็นพลเมืองดิจิทัล เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้เทคโนโลยีในทางที่สร้างสรรค์ เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น และปลอดภัยจากภัยคุกคามต่างๆ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีเหล่านี้ได้นั่นเอง

 

การเป็นพลเมืองดิจิทัล เป็นอย่างไร?!?

พูดถึงพลเมืองดิจิทัล หรือ Digital Citizen นั้น มันไม่ใช่แค่เกิดมาในยุคดิจิทัลก็เป็นได้เลยนะครับ แต่มันรวมไปถึงการเป็น “พลเมืองที่ดี” ในโลกดิจิทัลด้วย ซึ่งบอกตรงๆ ว่า ผมไม่แปลกใจที่เราจะรู้สึกว่าเรื่องนี้มันเหมือนง่าย แต่เข้าใจยาก นั่นก็เพราะหากเราไปค้น Google ดู เราจะพบว่า มีหลายเว็บที่พูดถึงเรื่องนี้ ทั้งไทยและต่างประเทศ​ (ของไทยก็มีน้อยหน่อย) แต่ถ้าถามผมนะ ผมว่าหลักสูตรสำหรับเด็ก K1 ถึง K12 ของ Common Sense Media เนี่ย น่าแล้วครับ

คือ การเป็นพลเมืองดิจิทัลนั้น มันมีมากกว่าแค่การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็น และเป็นอะไรที่ต้องรู้มากกว่าการแค่รู้เท่าทันสื่อ ซึ่งตรงเนี้ย Common Sense Media ปรับเนื้อหามาจากงานวิจัยของ Dr. Howard Gardner และโครงการ GoodPlay Project ที่ Harvard Graduate School of Education ซึ่งสรุปได้ว่า หากจะสอนเด็กให้เป็นพลเมืองดิจิทัลละก็ ควรจะสอนในเรื่องเหล่านี้ครับ

  • ความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต (Internet Safety) เรียนรู้ว่าจะใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ ในขณะที่ดำรงตนให้อยู่อย่างปลอดภัยบบนโลกออนไลน์ได้อย่างไร ให้รู้จักแยกแยะเว็บไซต์ที่ปลอดภัยและเว็บไซต์ที่อันตราย
  • ความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงปลอดภัย (Privacy & Security) ให้นักเรียนได้เรียนรู้วิธีการบริหารจัดการข้อมูลบนโลกออนไลน์ให้ปลอดภัยจากภัยคุกคาม อาทิ การขโมยตัวตน หรือ การฟิชชิ่ง (Phishing) ให้เรียนรู้จักการตั้งรหัสผ่านที่เดายาก รู้ทันเล่ห์กลของผู้ไม่หวังดี และรู้จักวิเคราะห์นโยบายความปลอดภัยของผู้ให้บริการออนไลน์
  • ความสัมพันธ์และการสื่อสาร (Relationships & Communication) สอนให้นักเรียนรู้จักทบทวนทักษะการมีปฏิสัมพันธ์ทั้งภายในตนเองและกับผู้อื่น เพื่อสร้างการสื่อสารและชุมชนบนโลกออนไลน์ในเชิงบวก ซึ่งตรงนี้จะเริ่มเข้าสู่แนวคิดของการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ดีและจริยธรรมดิจิทัล
  • การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์และดรามายุคดิจิทับ (Cyberbullying & Digital Drama) สอนให้นักเรียนได้รู้จักวิธีการรับมือในสถานการณ์ที่ถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ เรียนรู้ว่าการกระทำใดๆ ไม่ว่าจะเชิงลบหรือเชิงบวก จะส่งผลกระทบต่อทั้งตัวเพื่อนรอบตัวและชุมชนของพวกเขา สอนให้นักเรียนได้รู้จักยืนหยัดเมื่อเห็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และร่วมกันสร้างชุมชนออนไลน์ที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
  • ร่องรอยดิจิทัลและชื่อเสียงบนโลกดิจิทัล (Digital Footprint & Reputation) สอนให้นักเรียนรู้จักปกป้องความเป็นส่วนตัวของตนเองและเคารพในความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น ให้เรียนรู้ว่าอะไรก็ตามที่ถูกโพสต์หรืออัพโหลดไปยังโลกออนไลน์แล้ว มันจะคงอยู่บนนั้นถาวร และมีร่องรอยที่จะสามารถติดตามกลับมาหาพวกเขาได้เสมอ และสิ่งที่พวกเขาแบ่งปันในโลกออนไลน์จะส่งผลกระทบทั้งต่อตัวพวกเขาเองและผู้อื่น
  • อัตลักษณ์และตัวตน (Self-Image & Identity) สอนให้นักเรียนรู้จักชีวิตในโลกดิจิตอลของตนเอง ได้รู้ถึงประโยชน์และความเสี่ยงของการแสดงตนในโลกออนไลน์ด้วยตัวตนต่างๆ และอิทธิพลที่มีต่อความตระหนักถึงตัวตนของตนเอง ชื่อเสียงของตนเอง และความสัมพันธ์ของพวกเขา
  • การรู้ทันเรื่องข้อมูลข่าวสาร (Information Literacy) เพื่อให้นักเรียนได้รู้จักการระบุตัวตน การค้นหา การประเมิน และการใช้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มตั้งแต่การค้นหาข้อมูลไปจนถึงการประเมินคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องของข้อมูลที่ได้มา และให้เครดิตแหล่งที่มาอย่างถูกต้อง
  • การให้เครดิตและลิขสิทธิ์ (Creative Credit & Copyright) ต้องยอมรับว่าโลกดิจิทัลนั้น การทำสำเนางานใดๆ มันทำได้ง่ายมาก ดังนั้นจึงต้องสอนให้นักเรียนได้รู้จักความรับผิดชอบและสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงาน และในขณะเดียวกันก็ให้เรียนรู้ถึงเรื่องลิขสิทธิ์และการใช้งานอย่างเป็นธรรม (Fair use) และหลีกเลี่ยงการลอกผลงาน (Plagiarism) และการละเมิดลิขสิทธิ์​ (Piracy)

ตัวอย่างหลักสูตรของ Common Sense Media

เครดิตภาพ: Common Sense Media

 

และผมขอแปะไว้ให้ด้วย ว่าทาง Common Sense Media เขาประเมินแล้วว่าควรสอนเนื้อหาใดให้กับเด็กในวัยไหนบ้าง (ให้คิดซะว่า K1 คือ ป.1 ส่วน K12 ก็คือ ม.6 ตามหลักสูตรบ้านเราก็แล้วกัน) ซึ่งในเว็บไซต์ของ Common Sense Media เขาก็มีให้ดาวน์โหลด iBook หนังสือการเรียนการสอนนะ เพียงแต่ผมว่ามันดาวน์โหลดในประเทศไทยไม่ได้อ่ะ (ลองแล้ว)

สำหรับกรณีที่ต้องการเนื้อหาเพิ่ม (สำหรับเด็กโต อย่างเด็กมหาวิทยาลัย) ผมว่า 9 Elements of Digital Citizenship ของ Fractus Learning ก็น่าสนใจนะครับ ซึ่งจริงๆ แล้ว มันก็คล้ายๆ กับเนื้อหาหลักสูตรของ Common Sense Media นั่นแหละ เพียงแต่ใช้ชื่อต่างกัน แต่ที่ผมชอบคือ มีการระบุหัวข้อ สิทธิและความรับผิดชอบในโลกดิจิทัล (Digital Rights & Responsibilities) ออกมาชัดเจนกว่าของ Common Sense Media และเรื่องของ กฎหมายดิจิทัล (Digital Law) ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่ Common Sense Media เขาไม่ได้พูดถึง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะอันนั้นมันหลักสูตรสำหรับเด็กเล็ก แต่เมื่อโตขึ้นมาในระดับมหาวิทยาลัยแล้วก็ควรจะเรียนรู้เรื่องกฎหมายไว้บ้าง

9 Key Elements of Digital Citizenship

เครดิตภาพ: Fractus Learning

 

การสอนเรื่องพลเมืองดิจิทัล ควรเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนปกติ

จากที่ผมเห็นอยู่ในปัจจุบัน แนวคิดเรื่องการสร้างพลเมืองดิจิทัลในประเทศไทย ยังคงอยู่ในรูปของโครงการจำพวก Ad Hoc คือ มีเป็นครั้งเป็นคราว แน่นอนว่าความตั้งใจนั้นของจริง เพราะไม่ว่าจะภาครัฐหรือภาคเอกชน ต่างก็ตระหนักถึงความจำเป็นในการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องพลเมืองดิจิทัล

แต่สำหรับผมแล้ว มันถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการพัฒนาหลักสูตรพลเมืองดิจิทัลให้อยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนของการเรียนตามปกติ โดยปรับจาก “วิชาคอมพิวเตอร์” ให้เป็น “วิชาเทคโนโลยี” (เพราะ ณ จุดนี้ เด็กๆ ไม่ได้ต้องเรียนรู้การใช้งานแค่คอมพิวเตอร์แล้ว) และให้หลักสูตรพลเมืองดิจิทัลไปเป็นส่วนหนึ่งของวิชาเทคโนโลยี หรือจะให้ดีสุดๆ เลย ก็ให้เป็นวิชาแยกต่างหากไปเลยครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: