รีวิว ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition ดีไซน์สวย มีดีที่ความจุ

ASUS Zenfone 2 Deluxe

 

ตัวนี้ออกมาซักสองเดือนได้แล้วครับ ในฐานะรุ่น Special Edition เนี่ย เขาขายจุดเด่นที่มี Internal storage 128GB บวกกับ MicroSD card แบบ Class 10 ที่ใส่มาให้เลย 128GB ไม่ต้องไปหาซื้อเพิ่ม รวมแล้วมีความจุ 256GB กันเลยทีเดียว กับดีไซน์ฝาหลังแบบแปลกตา เป็นลายคริสตัล และสนนราคาค่าตัว 14,990 บาท ที่ถือว่าแพงเพราะ Storage นี่ละมั้ง (ฮา) มาดูดีกว่าว่า เทียบกับ ASUS Zenfone 2 ที่ผมเคยรีวิวไปแล้ว ได้ประสบการณ์แตกต่างขึ้นไหม

 

รูปร่างหน้าตาของ ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition

ในแง่ของโครงสร้าง มันก็คือ ASUS Zenfone 2 นั่นแหละครับ แต่ว่าด้วยความเป็น Deluxe Special Edition มันเลยแปลกตาไปอีกนิด ด้วยดีไซน์ฝาหลังเป็นลวดลายแบบคริสตัล ที่ออกแบบมาเป็นเหลี่ยมเป็นมุม คล้ายๆ กับหินคริสตัลซึ่งดูแล้วแปลกตาไปอีกแบบ … แต่ยังไงซะ มันก็คือ ASUS Zenfone 2 ครับ ฉะนั้น

 

ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition ด้านหน้า

 

ด้านหน้าก็เลยเป็นหน้าจอแบบ IPS LCD ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1920 x 1080 พิกเซล (401ppi) อยู่เหมือนเดิม และปุ่มกด Back, Home กับ Recent Apps ตามมาตรฐาน กับกล้องดิจิตอลด้านหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล f/2.0 และลำโพงสำหรับสนทนาโทรศัพท์ … ไม่เห็นความแตกต่างอะไรจาก ASUS Zenfone 2 ปกติ

 

ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition ด้านหลัง

ลวดลายคริสตัลของ ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition

 

ด้านหลังของ ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition ดีไซน์เป็นลวดลายคริสตัล แปลกตามา การออกแบบเหลี่ยมและมุมทำให้เวลามันสะท้อนแสง ได้เห็นสีสันที่แตกต่างกันออกไป ดูสวยงามดี สำหรับผมที่ชอบฝาหลังเป็นพลาสติกอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผมว่ามันเป็นการทำให้ฝาพลาสติกดูสวยขึ้นได้เยอะเลย นอกจากนี้ก็มีกล้องดิจิตอลความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมแฟลชแบบ Two-tone เพื่อให้สีสันของผิวหนังคนดูสมจริงเวลาถ่ายภาพในที่มืดแบบเปิดแฟลช และมีปุ่ม Volume อยู่ตรงนี้

 

ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition ด้านบน

 

ด้านบนของ ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition จะมีปุ่ม Power ที่ต้องระหกระเหินมาอยู่ตรงนี้ เพราะตัวเครื่องมันออกแบบให้เป็นแนวโค้งรับกับมือ ผลก็คือ ด้านข้างเลยบางจนไม่สามารถเอาปุ่มอะไรมาวางไว้ตรงนี้ได้ นอกจากนี้ก็มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และรูไมโครโฟนสำหรับบันทึกเสียงวิดีโอและทำ Active noise cancellation

 

ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition ด้านล่าง

 

ส่วนด้านล่างของ ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition ก็จะมีพอร์ต Micro USB 2.0 เอาไว้เชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์และชาร์จแบตเตอรี่ และรูไมโครโฟนสำหรับสนทนาโทรศัพท์และบันทึกเสียงเวลาอัดวิดีโอ

และด้านซ้ายกับขวา ก็อย่างที่ได้บอกไปตอนแรก ตัวเครื่องถูกออกแบบมาให้โค้งรับกับอุ้งมือเวลาใช้งาน ด้านข้างก็เลยบางเกินไปจนใส่อะไรไม่ได้ครับ แต่ก็เลยเป็นเหตุให้ ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition ต้องแกะฝาหลังแล้ว เปลี่ยนแบตได้ ถอดใส่ MicroSD card และ SIM card ได้

ในภาพรวม นอกเหนือไปจากดีไซน์ฝาหลังลวดลายคริสตัลแล้ว ก็ไม่ได้เห็นว่ามีอะไรแปลกใหม่ หรือปรับปรุงขึ้นมาจาก ASUS Zenfone 2 เลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าของเก่ามันไม่ดีนะ … และสำหรับบางคนที่ผมเคยได้ยินเขาคอมเม้นต์เกี่ยวกับ ASUS Zenfone 2 แล้ว เขาบอกว่าขนาดมันยังใหญ่เทอะทะและหนักไปอยู่นิดหน่อย

 

มาลองใช้งาน ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition

ในแง่ของความรู้สึกในการจับๆ ถือๆ แล้ว ผมชอบดีไซน์ของตัวเครื่อง ความโค้งมนของมันตอบรับเข้ากับอุ้งมือได้ดีทีเดียว และการออกแบบฝาหลังเป็นลวดลายคริสตัล นอกจากจะสวย ดูแปลกตาแล้ว ผมว่ามันยังทำให้รู้สึกว่าจับแล้วไม่ลื่นหลุดมือง่ายขึ้นอีกนิด

 

ขนาดหน้าจอ 5.5 นิ้ว ใหญ่เอาเรื่อง มือเดียว ถ้ามือเล็กๆ ใช้ลำบากหน่อย

 

และก็เป็นแบบที่เพื่อนๆ ผมบอกนั่นแหละครับ โครงร่างของตัวเครื่องอ่ะ มันใหญ่เทอะทะอยู่ ก็แหม ขนาดหน้าจอมัน 5.5 นิ้วเนาะ ตัวเครื่องก็พอๆ กับ Samsung Galaxy Note 5 อ่ะครับ เท่าที่ผมลองเทียบๆ กันดู และด้วยน้ำหนัก 170 กรัมนี่แหละ ที่ทำให้ไม่แปลกใจเลย ที่ใครต่อใครบอกว่ามันหนักเอาเรื่อง

 

การกดปุ่ม Power แอบลำบากนิด

ปุ่ม Volume ในการใช้งานปกติไม่ยุ่งยาก แต่ว่าถ้าจะจับภาพหน้าจอมันลำบากหน่อย

 

การดีไซน์ให้ขอบด้านข้างซ้ายและขวาบางจนวางปุ่มไม่ได้ ส่งผลให้ปุ่ม Power เด้งไปอยู่ด้านบน และปุ่ม Volume เด้งไปอยู่ด้านหลัง พฤติกรรมการใช้งานก็เลยต้องเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรครับ ปุ่ม Power ต้องกดด้านบนแทน แอบลำบากนิดนึง … ส่วนปุ่ม Volume นั้น แม้ว่าจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกดไปบ้าง แต่จากที่ลองใช้งานก็ไม่ได้กดลำบากอะไรมากมาย แต่ตอนจะจับภาพหน้าจอนี่ดิ ไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ครับ (กด Power + Volume down) เพราะปุ่มมันอยู่ในตำแหน่งที่กดพร้อมกันลำบากหน่อย

 

Home screen ของ ASUS Zenfone 2 Deluxe Special EditionApp tray ของ ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition

 

มาดูที่ User Interface ของตัวเครื่องบ้าง … ออกตัวล้อฟรีก่อนว่า ผมเป็นคนนึงที่ชอบดีไซน์ User Interface ของ ASUS ZenUI ครับ แต่ผมกลับไม่ชอบของ ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition นี่เลย … อันนี้นานาจิตตังนะครับ บางคนอาจจะชอบ เพราะมันออกแบบมีเป็นสีแดง เข้ากับเฟรมสีแดงของตัวเครื่องดีอยู่ แต่สำหรับผม ผมว่ามันอึมครึมไปหน่อยสำหรับการใช้งาน คือ พอผมต้องหาแอปอะไรซักอย่างใน App tray ผมรู้สึกว่า UI แบบนี้ทำให้ผมเสียเวลาในการหาเพิ่มอีกนิด

แต่ถ้าเป็นพวกคอเกมหน่อยอาจจะชอบ เพราะ UI นี้ทำให้ผมนึกถึงพวก Gadget สำหรับนักเล่นเกมอ่ะครับ ดีไซน์มันได้อยู่

 

PhotoCollageMiniMovie

 

อย่างไรก็ดี ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition ก็ยังคงมีจุดแข็งอยู่ตรงที่เรื่องของพวกแอปต่างๆ ที่ ASUS มีมาให้เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งาน เช่น Photo collage ที่เอาไว้ตัดต่อภาพเพื่อรวมหลายๆ ภาพไว้ในภาพเดียว ให้เหมาะสำหรับการโพสต์บน Social media ต่างๆ ได้ หรือ MiniMovie ที่เอาไว้สำหรับตัดต่อวิดีโอแบบง่ายๆ ได้ เป็นต้น

 

ASUS Mobile ManagerAudio Wizard

 

นอกเหนือจากนี้ก็จะมีแอปจำพวก Utilities ที่เป็นประโยชน์อย่าง ASUS Mobile Manager ที่ให้เราบริหารจัดการอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการการใช้แบตเตอรี่ การเลือกเปิดปิดการแจ้งเตือน ฯลฯ ได้ภายในแอปเดียว, Audio Wizard ที่ให้เราสามารถปรับรูปแบบเสียงของเครื่องให้เหมาะสมกับการใช้งานในประเภทต่างๆ ได้ และแอปจำพวก xxxLink ของ ASUS ซึ่งก็มี

  • Party Link เอาไว้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเครื่องอื่นๆ ที่ใช้ Wi-Fi Direct เพื่อแชร์ไฟล์ต่างๆ ได้ … อันนี้ผมเฉยๆ เพราะผมว่า ShareIt ของ Lenovo เจ๋งกว่า และไม่ต้องพึ่งพา Wi-Fi Direct เหมือนอย่าง ASUS เขา
  • PC Link เอาไว้เชื่อมต่อตัว ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อควบคุมตัวสมาร์ทโฟนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เลย
  • Remote Link เชื่อมต่อตัว ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่เพื่อใช้ตัวสมาร์ทโฟนเป็นเพื่อน Wireless touchpad, keyboard ในการควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ และ PowerPoint presenter ในการควบคุมสไลด์ครับ
  • Share Link เป็นแอปสำหรับเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเครื่องอื่นๆ เพื่อแชร์ไฟล์ระหว่างกัน คล้ายๆ กับ ShareIt ของ Lenovo เลย

แต่ ASUS เองก็มีเรื่องต้องให้ติอยู่ก็คือ การลงพวกแอปฟรีที่อาจจะจำเป็นหรือไม่จำเป็นมาไว้ในเครื่องเลย ซึ่งหลายๆ คนเรียกว่า Bloatware หรือพวกโปรแกรมที่ไม่เป็นที่ต้องการ … อันนี้ไม่ใช่ธรรมเนียมปฏิบัติที่ดีซักเท่าไหร่ ก็ไม่รู้ว่าดีลระหว่าง ASUS กับบรรดาแอปเหล่านี้เป็นยังไง ผมแค่รู้สึกว่า ถ้าไม่ได้อะไรเป็นกอบเป็นกำขนาดนำมาใช้ในการช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือช่วยเรื่องต้นทุนค่าเครื่องให้ถูกลงได้ ผมว่าก็ไม่น่าจะทำนะ

 

ทีนี้ลองเอามาดูหนังฟังเพลงกันบ้างว่าเป็นยังไง … อย่างแรกเลย การที่ให้ความจุมาแบบเหลือเฟือซะ 128GB และยังมี MicroSD card อีก 128GB เนี่ย ทำให้หมดห่วงเรื่องเนื้อที่เก็บข้อมูลไปได้ครับ ความจุระดับนี้ ใส่หนังแบบ H.264 (พวกไฟล์ .mp4)​ ได้หลายเรื่องสบายๆ เลย และด้วยสเปกแล้ว มันสามารถเล่นวิดีโอ 4K ได้สบายๆ เลยครับ แม้ว่าจะเอาไฟล์ไปใส่ไว้ใน MicroSD card ก็ตาม เพียงแต่อาจจะรู้สึกถึงการกระตุกบ้าง ในกรณีที่ทำอย่างอื่นอยู่ด้วย (เช่น กำลังติดตั้งแอป)

ในด้านคุณภาพเสียง ลำโพงของตัวเครื่องนั้นค่อนข้างดีครับ ให้เสียงที่นุ่มนวล แม้ว่าจะมีช่วงเสียงแหลมจมไปบ้าง ตัวลำโพงของตัวเครื่องวางตำแหน่งไว้ได้ดี แต่ละรูก็เจาะมาแบบโอเคมากๆ เพียงแต่มีความแตกต่างไปจากตอน ASUS Zenfone 2 ปกติตรงที่ระยะของรูแต่ละรูไม่ได้เป๊ะๆ เหมือนเดิม เพราะดีไซน์ฝาหลังแบบคริสตัลนั่นแหละ

 

เกม Asphalt 8: Reborne บน ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition

 

ได้เวลาเอามาเล่นเกมดูบ้างครับ เช่นเคย ลองกับเกม Asphalt 8: Airborne ดู เพื่อจะได้ดูว่าตัวฮาร์ดแวร์รองรับกราฟิกได้มากน้อยขนาดไหน ซึ่งผลก็คือ ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition ตัวนี้ก็เล่นเกมนี้ได้ด้วยกราฟิกระดับสูงสุด และแสดงรายละเอียดกราฟิกได้ครบเครื่องดีมากครับ พวก Sprite หรือ 3D effect ต่างๆ แสดงได้ครบเครื่องดี สังเกตได้จากพวกการเบลอเวลาชน หรือในฉากอย่างเมืองโตเกียว ที่ถนนจะดูเปียกๆ ลื่นๆ สะท้อนแสงเป็นเงาๆ

หน้าจอแสดงผลขนาด 5.5 นิ้ว ไม่ใหญ่ และไม่เล็กจนเกินไป ไม่เป็นอุปสรรคต่อประสบการณ์ในการเล่นเกม ที่จะมีบ้างก็น่าจะเป็นน้ำหนัก 170 กรัม แต่เมื่อเล่นเกมแบบถือสองมือ อย่างเกมแข่งรถแบบนี้ ก็ไม่ทำให้รู้สึกหนักมากจนเกินไป

 

User Interface กล้องของ ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition

 

ลองเอามาถ่ายรูปและวิดีโอดูบ้าง ในแง่ของ User Interface เนี่ย ถ้าเป็นแบบกล้องหลังละก็ มันก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นไปกว่าแบรนด์อื่นๆ นะ ที่ผมชอบน่าจะเป็นเรื่องความเป็นโหมดออโต้ที่คอยแนะนำเราด้วยว่าสถานการณ์นี้ควรจะใช้โหมดอะไร และเราก็สามารถเลือกโหมดนั้นได้เลยจากไอคอนแนะนำที่โผล่ขึ้นมา นอกจากนี้ก็มีโหมด Manual ที่ให้เราปรับโน่นนี่ได้ดังใจ ตั้งกะ White balance, EV, ISO, Shutter speed, Focus และยังแสดงกราฟ Histogram ให้ด้วยนะ (ซึ่งไม่เห็นแบรนด์ไหนเขาทำกัน) ซึ่ง Histogram นี่มีประโยชน์ในการถ่ายรูปนะ (ถ้าอ่านเป็น … ฮา)

 

โหมดถ่ายภาพต่างๆ ของ ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition ถือว่ามีลูกเล่นที่มากพอ และตอบโจทย์เทรนด์ต่างๆ ของผู้ใช้งานยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นโหมดหน้าสวย โหมดความละเอียดสูง โหมดหน้าชัดหลังเบลอ และอื่นอีกมากมาย แต่อันไหนใช้ได้ดีเลิศแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องนึงนะครับ

 

เซ็นเซอร์กล้องของ ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition นั้น ผมตั้งข้อสังเกตว่าไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่ในการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย คือ ไม่ใช่ว่าแบรนด์อื่นเขาถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยได้สบายๆ หรอกนะครับ เพราะขนาดรุ่นไฮเอนด์ เวลาถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย ก็ยังสังเกตได้ว่าความคมชัดลดลง และเห็น Noise อยู่บ้าง แต่ของ ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition นี่ เหมือนซอฟต์แวร์จะพยายามเร่งภาพในสว่างอยู่ เร่งซะจนเห็น Noise ชัดแจ๋วเลยครับ และแน่นอน เมื่อถ่ายภาพออกมา ก็เห็นได้เลยว่า Noise เพียบ

 

ภาพโดย ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition

 

และ Low Light Mode ของ ASUS นั้น เป็นการสละพิกเซลบางส่วนออก เพื่อให้ได้ภาพที่ความสว่างมากขึ้น

 

ภาพโดย ASUS Zenfone 2 Deluxe Special Edition ใน Low Light Mode

 

 

 

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: