รีวิวหูฟัง Fischer Audio Omega Twin FE-351 เสียงดีราคาเบาๆ

Fischer Omega Twin FE-351

ไม่พูดพล่ามทำเพลงอะไรมากนะครับ เพราะไม่รู้จะเกริ่นนำยังไงดี (ฮา) เอาเป็นว่า Fischer Omega Twin FE-351 ตัวเนี้ย ได้ไปลองของตอนที่ทาง Fischer Audio ประเทศไทยเขาจัดงานเปิดตัว เชิญบล็อกเกอร์ไปทดลองฟัง และในบรรดาทุกรุ่นที่เปิดตัว ผมติดใจกับเจ้า Omega Twin FE-351 นี่ที่สุด ก็เลยขอเขามาทดลอง เพื่อเขียนรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันครับ ตัวนี้ผมค่อนข้างประทับใจกับเรื่องเสียงเบสที่หนักแน่นดีทีเดียว

Fischer Omega Twin FE-351

กล่องเปิดมาเป็นแบบนี้ มันจะแสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบหูฟังมีอะไรบ้าง และจะสวมใส่ยังไง

 

กับสนนราคา 2,890 บาท Fischer Omega Twin ตัวนี้ถือว่าเป็นหูฟังราคาไม่แพงมากครับ แต่ก็ไม่ได้จัดอยู่ในระดับแรกเข้าเช่นกัน ตัวกล่องผมว่าออกแบบมาดีนะ คือ ใช้เนื้อที่ในการอธิบายองค์ประกอบต่างๆ ของหูฟัง รวมถึงการอธิบายจุดเด่นอย่างตัวขับคู่ขนาด 7 มม. และ 9 มม., วิธีการสวมใส่, อุปกรณ์ที่มากับกล่อง, คุณสมบัติเด่น และวิธีการใช้ปุ่มอเนกประสงค์ของหูฟังด้วย

ข้อดีของการออกแบบอย่างนี้ก็คือ มันไม่ต้องสิ้นเปลือง พิมพ์คู่มือการใช้งานมาอีกชุด แต่ก็มีข้อเสียคือ คู่มือมันอยู่บนกล่อง เลยทิ้งกล่องไม่ได้อ่ะ

 

อุปกรณ์ที่มาพร้อมกับชุดหูฟัง Fischer Omega Twin

 

อุปกรณ์ที่ให้มาพร้อมในกล่องก็มีตัวหูฟัง Fischer Omega Twin, ตัว Earbuds ขนาดเล็ก/กลาง/ใหญ่ และแบบที่มีสองชั้น (คล้ายๆ กับ Ear plug ที่เอาไว้อุดหูกันเสียง) เพื่อให้กันเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดีขึ้น และก็ยังมีแบบโฟมแบบนุ่ม ที่เป็นแนว Ear plug ซึ่งสวมแล้วอุดหูกันเสียงได้ดีสุดๆ อีกชุด และสุดท้ายคือ Hard carrying case หรือกล่องใส่หูฟังแบบแข็ง (ระดับนึง) เอาไว้ช่วยให้พกพาไปไหนมาไหนสะดวก

เรียกว่าอุปกรณ์เสริมที่ให้มาด้วยนี่คุ้มทีเดียวครับ ลำพังแค่โฟมแบบนุ่มที่ให้มานี่ก็ไฮโซแล้ว

 

ตัวแจ็คที่ใช้ต่อกับสมาร์ทโฟนเป็นแบบข้องอรูปตัว L

ตัวหูฟัง เป็นแบบดัดงอเพื่อให้เกี่ยวหูได้ถนัดๆ

 

ตัวแจ็คสำหรับใช้เสียบกับช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. เป็นแบบข้องอรูปตัว L ครับ แบบนี้ผมว่ามันทนทานต่ออาการ “ขี้หักใน” มากกว่าแบบที่ออกแบบมาตรงๆ และแม้ว่าจะใส่สมาร์ทโฟนหรือเครื่องเล่นเพลงไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกง มันก็ยังพอมาเนื้อที่ให้สายมันตีโค้งออกมานอกกระเป๋าได้อยู่

ด้านตัวหูฟัง จะถูกดัดงอเข้ารูปได้ เพื่อให้สะดวกต่อการเกี่ยวคล้องหูครับ ซึ่งผมว่าเป็นดีไซน์ที่ดี เพราะแต่ละคนเขามีโครงหูที่แตกต่างกัน การดัดงอได้ตามใจ จะทำให้รับเข้ากับหูมากกว่า และตัวหูฟังก็ออกแบบมาให้เมื่อสวมใส่แล้ว มันเหมือนจะล็อกเข้าตำแหน่งที่เหมาะสมในทันทีเลย (อันนี้ผมอาจจะคิดไปเอง)

 

มีไมโครโฟนและปุ่มอเนกประสงค์

 

ดีไซน์ที่แปลกกว่าชาวบ้านเขาก็คือ แทนที่จะมีปุ่มเยอะๆ เหมือนคนอื่นเขา คือ อย่างน้อยๆ ต้องมีปุ่มรับ/วางสาย (ที่มักจะเป็นปุ่มหยุด/เล่นเพลง ด้วยในตัว, ปุ่มปรับเสียง, ปุ่มเล่นเพลงถัดไปหรือเล่นเพลงก่อนหน้า เจ้านี่มีปุ่มอเนกประสงค์ปุ่มเดียวเลยครับ

ที่เรียกว่าอเนกประสงค์ก็เพราะว่ามันอาศัยการกดปุ่มสั้นยาวในการสั่งงานครับ คือ

  • ในโหมดเล่นเพลงหรือเล่นหนัง
    • กดสั้นทีเดียว คือ เล่น/หยุดชั่วคราว (Play/Pause)
    • กดสั้นสองทีติด คือ เล่นอันถัดไป (Next)
    • กดสั้นสามทีติด คือ เล่นอันก่อนหน้า (Previous)
    • กดสั้นทีนึงแล้วกดยาวค้างไว้ คือ เล่นไปข้างหน้าอย่างเร็ว (Fast forward) อยากไปยาวแค่ไหนก็ค้างยาวเท่านั้นแหละ
    • กดสั้นสองทีแล้วกดยาวค้างไว้ คือ เล่นย้อนหลังอย่างเร็ว (Fast rewind) อยากถอยไปยาวแค่ไหนก็ค้างยาวเท่านั้นเช่นกัน
  • ในโหมดโทรศัพท์
    • กดสั้นทีเดียว คือ รับสาย/วางสาย
    • กดยาว คือ ปิดเสียง, ใช้งาน

มองในมุมนึง มันก็ดีไซน์ออกมาดีนะครับ ปุ่มเดียวทำได้ทุกอย่างเลย แต่ผมว่าการใช้งานดูยุ่งยากไปหน่อย เพราะต้องมาจำว่ากดยังไงทำอะไรได้ และมันไม่มีวิธีกดเพิ่มระดับเสียง

จากการทดสอบสวมใส่ บอกได้ว่าออกแบบมาดี ใส่หูแล้วมันไม่หลุดง่ายๆ เอาไปใช้งานในทุกท่วงท่าก็หมดห่วงครับ แต่อย่างที่บอก การดีไซน์ปุ่มเดียวทำได้ทุกอย่าง เล่นเอาผมต้องย้อนกลับมาดูที่กล่องอยู่บ่อยๆ ว่า กดอะไรทำอะไรได้บ้าง นี่ยังดีว่าตามสไตล์ปกติของผม ผมไม่ค่อยเปลี่ยนเพลงบ่อยๆ อยู่แล้ว แต่ผมรู้สึกไม่สะดวกตรงที่ไม่มีวิธีกดเพื่อปรับระดับเสียง เลยทำให้ต้องหยิบสมาร์ทโฟนออกจากกระเป๋าเวลาที่ต้องการจะปรับระดับเสียงทุกที

ทีนี้มาลองในเรื่องคุณภาพเสียงกันบ้างครับ … อันนี้ลองกับ iPhone 6 Plus 64GB นะครับ พบว่า Omega Twin นั้นให้เนื้อเสียงที่เต็ม มีเวทีเสียงที่กว้างและมีมิติดี โดยเฉพาะมิติของช่วงเสียงกลางซึ่งมีลักษณะกลม อิ่ม นวล และค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ช่วงเสียงต่ำนั้นแสดงออกมาได้ค่อนข้างแน่นและลึกดีแต่จะมีอาการเบลอนิดๆ และยังไม่กลมกลืนไปกับเสียงโดยรวมนัก

ทั้งนี้หากฟังในระดับเสียงที่เหมาะสมก็จะไม่รู้สึกถึงข้อสังเกตดังกล่าวนัก ที่น่าเสียดายก็คือช่วงเสียงสูงที่ไม่ค่อยออกเท่าไหร่ ทำให้ไฟล์เสียงที่ฟังขาดความใสซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดความเป็นธรรมชาติของเสียงไปและทำให้รู้สึกว่าปลายเสียงมีความอั้นไปเสียหน่อย ทั้งนี้ก็มีข้อดีอยู่บ้าง โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้งานที่เน้นฟังไฟล์เสียง MP3 หรือไฟล์เสียงที่ถูกลดทอนคุณภาพลงซึ่งมักจะมาพร้อม Noise เรียกได้ว่าหายไปเยอะเลยทีเดียว

สุดท้ายนี้ผมขอแสดงความไม่เห็นด้วยกับที่ผู้ผลิจทำชาร์ตระบุไว้ด้านหลังกล่องสื่อความหมายว่า Omega Twin เหมาะมาก ๆ กับดนตรีแนว Jazz, Rock, Metal ไม่ใช่ว่าฟังไม่ดีนะ ก็ฟังดีประมาณหนึ่งเลยทีเดียว แต่ผมว่าดนตรีแนวดังกล่าวต้องการช่วงเสียงย่านกลางแหลมและแหลมมากกว่านี้เพื่อที่จะได้ธรรมชาติของเครื่องดนตรีและอรรถรสของบทเพลง

 

บทสรุปการรีวิว Fischer Omega Twin FE-351

สำหรับค่าตัว 2,890 บาทแล้ว Fischer Omega Twin นี่ถือว่าเป็นหูฟังราคาไม่แพงที่ให้เสียงเป็นธรรมชาติ มีมิติที่ดี เหมาะกับการใช้งานในทุกสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงในทุกๆ แนว (คืออย่างที่บอก ไม่ใช่ฟังแล้วเสียงออกมาไม่ดี แต่ถ้าได้เสียงแหลมอีกนิด เสียงจะเป็นธรรมชาติมากขึ้น) ใช้ดูหนัง หรือแม้แต่เล่นเกม และมีการออกแบบให้เหมาะกับการสวมใส่ในทุกท่วงท่า เท่าที่ลองดูแล้ว มันไม่หลุดออกจากหูง่ายๆ ด้วย

แหม่ ถ้าเรื่องเสียงได้ความใสเพิ่มมาอีกนิดนะครับ จะแจ่มมากๆ เลย

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

Leave a Reply

%d bloggers like this: