ตั้งราคาสูงแล้วค่อยลดฮวบ กลยุทธ์หลอกล่อผู้บริโภคของร้านค้าออนไลน์

Print Friendly

โปรเจ็คเตอร์จากจีน ราคาลด 75% (ผมเคยซื้อจาก Groupon Thailand ตอนนั้นก็พันกว่าบาทนะ)

 

เคยไปเดินตามห้างแล้วเจอป้ายลดราคาแบบ 50% 70% อะไรแบบนี้ไหมครับ? บางร้านเขาติดป้ายลดราคาแบบนี้กันทั้งปี จนทำให้เรารู้สึกว่า จริงๆ แล้ว ราคาลดแล้วเนี่ย มันคือราคาปกติหรือเปล่า(วะ) แล้วแค่ร้านค้าตั้งราคาเต็มให้สูงขึ้นไปอีก เพื่อจะได้ดูเหมือนลดราคากระหน่ำ?!? เหตุการณ์แบบเนี้ย มันเกิดขึ้นบนโลกของ e-Commerce ยุคนี้บ่อยจนเห็นแทบจะชินตาไปแล้วจริงๆ

ใครที่นิยมชมชอบที่จะช้อปสินค้าแบบออนไลน์ ผ่านพวกเว็บไซต์ขายของออนไลน์ต่างๆ มักจะได้เห็นอยู่เป็นประจำ ว่าสินค้าบางชิ้น ถูกตั้งราคาลดเอาไว้หลายสิบเปอร์เซ็นต์ จนเราอดไม่ได้ที่จะต้องคลิกเข้าไปดู แต่บ่อยครั้งที่เราจะต้องหงุดหงิด เพราะเอาเข้าจริงๆ กลับแทบจะไม่ต่างจากราคาปกติที่ขายกันตามห้างร้านทั่วไป หรืออาจจะถูกกว่ากันแค่หลักร้อย ซึ่งโดยมากมักจะได้พบได้เห็นกับสินค้าไอที … ทั้งนี้เป็นเพราะ ราคาเต็มที่เขาใช้ มันเป็นราคาเต็มเมื่อสมัยสินค้านั้นวางจำหน่ายใหม่ๆ

เช่น OPPO N3 ลด 41% ลงเหลือ 12,900 บาท … ซึ่งจริงๆ เดี๋ยวนี้ไปหาร้านตามห้างก็ได้ราคานี้แหละ แต่ที่เขามาคิดว่าลดราคา เพราะเขาคิดจากราคาเดิมๆ 21,900 บาท เป็นต้น

แต่ถ้ามันจบแค่นั้น ก็คงพอทำใจได้ เพราะคนขายเขาแค่เล่นแง่กับคำว่า “ราคาเต็ม” … ก็แค่ ราคาเต็มเมื่อสมัยไหน(ล่ะ) เท่านั้นแหละ

แต่เรื่องมันไม่จบ เพราะเว็บไซต์บางแห่ง เขามีการให้บุคคลภายนอก หรือร้านค้าภายนอก เข้ามาฝากขายกันได้ และร้านค้าพวกนี้ก็เห็นช่องทางในการล่อลวงผู้บริโภค เมื่อจับไต๋ได้ว่า หน้าเว็บจะแสดงส่วนลดเป็นเปอร์เซ็นต์ให้ดูโดยอัตโนมัติ โดยคำนวณจากราคาเต็ม และราคาวางจำหน่ายหน้าเว็บ … มันจึงเกิดปรากฎการณ์แบบที่ผมเจอกับกล้อง Fuji X-E2 ตัวนี้ ที่ราคาเต็มแสนเศษ ทั้งๆ ที่ราคาเครื่องศูนย์ยังไม่ถึงสี่หมื่น และที่เห็นว่ามันเหลือไม่ถึงสามหมื่น ก็เพราะเจ้านี่มันเป็นเครื่องหิ้ว ที่ไม่มีประกันศูนย์ด้วย … ผมถึงกับอดไม่ได้ที่จะต้องทวีตบ่นอุบ

 

 

และเรื่องมันก็ไม่ได้จบแค่นั้นอีกนะครับ เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เราก็ได้เห็นกระทู้แนะนำของพันทิป เกี่ยวกับ Digital TV LED 43 นิ้วราคา 1.8 ล้านบาท!!! ราคานี้ซื้อคอนโดบางย่านได้ทั้งห้องกันเลยทีเดียว แล้วลดลงฮวบฮาบ 99% เหลือ 11,290 บาทเท่านั้น … เหมือนจะเป็นดีลพิเศษสุดๆ จริงๆ

 

คิดได้ไง ทีวี 43 นิ้ว เครื่องละ 1.8 ล้านบาท

 

ประโยชน์ของการที่ร้านออนไลน์เขาทำกันแบบนี้คือ คนซื้อจะสะดุดตา เพราะได้เห็นจำนวนส่วนลดเยอะๆ ซึ่งหากไม่ทำให้ดูเวอร์มาก และหากผู้บริโภคไม่ได้เช็คราคากลางของสินค้าก่อน ก็อาจจะได้มีหลงเชื่อกันจริงๆ ว่าได้ส่วนลดพิเศษ … นอกจากนี้ หากเว็บออนไลน์เขามีวิธีการจัดหมวดหมู่ หรือจัดแนะนำสินค้าที่ลดราคาเยอะๆ แบบอัตโนมัติ (แหงล่ะ สินค้าในเว็บขายกันเป็นหมื่นๆ ชิ้น คงไม่มีกำลังคนมานั่งไล่ดูทีละกัน) การที่ลดราคาเยอะๆ แม้จะดูเวอร์จนคนเขาจับได้ว่าโม้ แต่มันก็จะช่วยให้สินค้าที่ขาย ไปโผล่ในหน้าแนะนำสินค้า

พูดง่ายๆ มันก็คล้ายๆ กับการทำ SEO (Search Engine Optimization) แบบ Black Hat (หรือเรียกว่าศาสตร์มืด) สำหรับเว็บ e-Commerce นั่นแหละครับ … เผอิญว่าที่เจอบ่อยๆ ก็จะเป็นกับเว็บ Lazada ฉะนั้นผมขอเรียกวิธีการนี้ว่า LO – Lazada Optimization ละกัน (ฮา)

 

ด้วยเล่ห์กลของพวกร้านค้าแบบนี้ เราจึงได้เห็นสติ๊กเกอร์ตกแต่งบ้านราคาสี่แสน

 

และก็เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับ Search Engine นั่นก็คือ เมื่อมีคนนึงเขา Optimize ได้ดี จนผลการค้นหาของเขาอยู่ในลำดับดีกว่าคนอื่น คนอื่นๆ ที่อยากจะได้ผลการค้นหาอยู่ในลำดับดีๆ กับเขาบ้างก็จะแห่กันทำ Optimization กันบ้าง และในกรณีของ e-Commerce นี่ก็คือ แห่เลียนแบบวิธีการใช้ช่องโหว่ของระบบ พากันตั้งราคาสินค้าแพงเวอร์วัง แล้วลดราคาฮวบฮาบกัน เช่น สติ๊กเกอร์ตกแต่งผนังบ้านราคา 4 แสนบาท ลดเหลือ 218 บาทนี่เป็นต้น

 

จดหมายจาก Lazada ถึง Vendor ของเว็บ เกี่ยวกับเรื่องการตั้งราคาเวอร์วัง

ผลก็คือ เว็บที่ประสบปัญหาผู้ขายแบบ 3rd party บนเว็บฉวยโอกาสของช่องโหว่ ตั้งราคาสินค้าโหดสัสรัสเซีย แล้วมาลดราคาฮวบฮาบ อย่างเช่น Lazada ก็ต้องรีบออกอีเมล์มายังผู้ขายแบบ 3rd party เพื่อปรามๆ พฤติกรรมดังกล่าว โดยชี้ว่ามันเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภคนะ (แต่ผมยังกังขาว่าจริงๆ แล้ว เป็น Lazada ที่ตรวจพบเหรอ เพราะผมรู้สึกว่า กว่าจะรู้ตัวก็มีกระทู้แนะนำบนพันทิปแล้วนะ เพราะผมยังเห็นอมยิ้มของ Lazada เข้ามาขอบคุณสำหรับข้อมูลเลย)

ซึ่งก็ถือว่ายังดีครับ ที่มีการออกมาปรามๆ ผู้ขายกันบ้าง เพราะทำแบบนี้ ตัวเว็บ Lazada เอง ในฐานะเจ้าของแพลตฟอร์มก็จะเสียชื่อเสียงครับ (ผู้ซื้อเองเขาก็ไม่ได้มองว่าปัญหาคือผู้ขาย 3rd party เพราะตัวแพลตฟอร์มเป็นของ Lazada) แต่ผมดูจากอีเมล์ที่ใช้ ก็ยังไม่เห็นมาตรการในเชิงรุกซักเท่าไหร่ ผมเลยอยากขอแนะนำ Lazada และเว็บอื่นๆ ที่คิดว่าตัวเองจะเกิดปัญหาแบบนี้ได้ซักหน่อยนะครับ

ผมเข้าใจว่า ยังไงซะ ระบบที่ให้ผู้ขายตั้งราคาเต็ม และราคาที่จำหน่ายจริง มันยังต้องมีอยู่ และในทางกฎหมาย นอกจากสินค้าในกลุ่มที่มีการควบคุมเพดานราคาจำหน่ายแล้ว สินค้าอื่นๆ ใครจะตั้งแพงเวอร์วังเท่าไหร่ก็เรื่องของคนขาย เพราะมันไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญ​ (จนต้องควบคุมราคา) และหากตั้งขายแพงมาก มันก็ไม่มีคนซื้อไปเอง … นี่คือช่องโหว่ของกฎหมาย

ฉะนั้น เมื่อเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องให้ผู้ขายกรอกข้อมูล ผมก็เลยอยากแนะนำให้เว็บ e-Commerce ออกกฎให้ชัดเจนก็ได้ ว่าหากมีการลดราคาเวอร์วังระดับ 50% ขึ้นไป (ซึ่งถือว่าเยอะมากจนน่าทึ่งว่าขายลดราคากันแบบนี้ ร้านค้ามันอยู่รอดได้ไง) ต้องมีหลักฐานยืนยันราคาเต็มที่ชัดเจน ว่าไม่ได้เข้าข่ายตั้งให้ดูเวอร์วังไปงั้น เพื่อหวังให้ % ส่วนลดดูสูง แล้วก็เขียนโค้ดมาดักไว้ซักหน่อยก็ได้ครับ ใครตั้งส่วนลดเวอร์วัง ก็จะบังคับให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ … ในฝั่งของเว็บ e-Commerce เอง เมื่อมีร้านค้าที่ตั้งส่วนลดเวอร์วังมา ก็ให้มีการแสดงขึ้นที่ Dashboard เพื่อคอยติดตามหลักฐานยืนยันราคาเต็ม จะได้มีการทำงานในเชิงรุกมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ดี ประเด็นดังกล่าวยังไม่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามมากเท่าไหร่

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: