รีวิว Microsoft Surface Pro 4

Microsoft Surface Pro 4

Microsoft Surface Pro 3 ถือว่าเป็นหนึ่งใน Convertible (หมายถึงอุปกรณ์ที่สามารถสลับร่างระหว่างโน้ตบุ๊กกับแท็บเล็ตได้) ที่ดีมากๆ ตัวนึงที่ผมเคยใช้มา และเมื่อปลายปีที่ผ่านมา Microsoft เขาก็ปล่อย Surface Pro 4 ที่เป็นภาคต่อออกมา ซึ่งผมก็ได้รุ่นที่เรียกว่าเป็นสเปกเดียวเป๊ะๆ กับ Surface Pro 3 ที่ผมใช้อยู่เลย คือ Core i5-6300U แรม 8GB SSD 256GB มาลอง … มันแจ่มแจ๋วไหม ดีกว่า Surface Pro 3 หรือไม่ อย่างไร มาหาคำตอบกันจากบล็อกตอนนี้ครับ

 

รูปร่างหน้าตาของ Microsoft Surface Pro 4

ตอนที่ Microsoft ออก Surface RT มา ผมก็สอยมาเลยนะ และรู้สึกว่าแนวทางดีไซน์ของ Surface RT นั้นโอเคมาก Microsoft ทำการบ้านมาได้ดีทีเดียว แต่น่าเสียดายที่แนวทางด้านตัวเลือกของระบบปฏิบัติการและฮาร์ดแวร์​ (ที่ตอนนั้นใช้ CPU สถาปัตยกรรม ARM) ไม่ถูกต้อง แต่สุดท้าย ก็กลับตัวทัน และออก Surface Pro 1 มา และก็พัฒนามาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

 

เทียบ Surface Pro 4 (ซ้าย)​ กับ Surface Pro 3 (ขวา)

 

ตอนที่ออก Microsoft Surface Pro 3 ออกมานั้น ถือได้ว่าลงตัวแบบสุดๆ แล้ว ทั้งขนาดของหน้าจอที่ไม่เล็กเกินไป ไม่ใหญ่เกินเหตุ และการเลือกอัตราส่วนการแสดงผลที่แม้จะดูแปลกกว่าปกติ (ที่มักจะเป็น 4:3 หรือ 16:9 แต่นี่ดันเลือกแบบ 3:2) แต่มันก็ออกมาโอเค ดีไซน์ของ Kickstand (ขาตั้ง) ที่ปรับปรุงมาจนแก้ไขข้อบกพร่องของ Surface Pro 1 และ Surface Pro 2 (ที่ทำให้ใช้งานแบบโน้ตบุ๊กได้ในแบบจำกัดท่วงท่า) ก็ทำให้มันเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่อยากได้โน้ตบุ๊กพกพาสะดวกอันดับต้นๆ ที่ผมแนะนำ (หากมีตังค์พอ)

 

เทียบ Surface Pro 4 (ซ้าย)​ กับ Surface Pro 3 (ขวา)

 

ผมก็เลยไม่แปลกใจที่ Microsoft Surface Pro 4 นั้น ดีไซน์ออกมาได้ไม่แตกต่างไปจาก Microsoft Surface Pro 3 มากนัก ขนาดตัวเครื่องทั้งด้านกว้างและด้านยาว เท่าเดิมเป๊ะๆ แต่บางกว่านิดหน่อย (Surface Pro 3 หนา 9.1 มม. ส่วน Surface Pro 4 หนา 8.5 มม.) และเบากว่านิดเดียว แบบที่แทบไม่รู้สึก (Surface Pro 3 หนัก 798 กรัม ส่วน Surface Pro 4 หนัก 786 กรัม สำหรับรุ่น Core i5 และ Core i7)

 

ตำแหน่งปุ่มของ Surface Pro 4 (บน) กับ Surface Pro 3 (ล่าง) แตกต่างกันนิดหน่อย

 

วัสดุที่ทำตัวเครื่อง ทั้ง Surface Pro 3 และ Surface Pro 4 ก็ยังคงเป็นแม็กนีเซียมอัลลอย แต่จุดที่แตกต่างระหว่าง Surface Pro 3 กับ Surface Pro 4 ที่เห็นได้ชัดๆ ก็คือ ตำแหน่งของปุ่ม Volume ที่โดนย้ายไปด้านบน วางข้างๆ กับปุ่ม Power และการหายไปของปุ่ม Windows Key บนหน้าจอ (ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะมือมันจะบังเอิญไปโดนประจำจนน่ารำคาญ)

 

เทียบดูแล้วจะเห็นได้ว่า Surface Pro 4 (อันบน)​ ขอบจอบางกว่า Surface Pro 3 (อันล่าง) นิดหน่อย

 

แต่หลายๆ คนอาจจะไม่ทันสังเกตว่าแม้ขนาดตัวเครื่องจะเท่ากัน แต่ขนาดหน้าจอของ Surface Pro 4 คือ 12.3 นิ้ว ความละเอียด 2736×1824 พิกเซล (267ppi) ในขณะที่ Surface Pro 3 ขนาดจอ 12 นิ้ว ความละเอียด 2160×1440 พิกเซล (216ppi) ซึ่งความหนาแน่นของพิกเซลที่เพิ่มขึ้น ย่อมทำให้ภาพบนจอ Surface Pro 4 มีความคมชัดมากกว่า

 

แป้นพิมพ์และ TrackPad ที่ปรับปรุง ใช้งานแล้วรู้สึกดีขึ้นจริงๆ

 

ที่พัฒนาเพิ่มขึ้นอีกอย่างคือ Type cover ที่เป็นคีย์บอร์ดแบบที่ทำหน้าที่เป็นฝาปิดหน้าจอไปในตัว ซึ่งมีการออกแบบปุ่มใหม่ เป็นแบบแยกเป็นแป้นๆ ชัดเจน และตัว TrackPad ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และเปลี่ยนวัสดุมาเป็นแก้ว (Type cover ของ Surface Pro 3 ตัว TrackPad ขนาดเล็กกว่า และวัสดุเป็นพลาสติก) … ซึ่งการปรับปรุงนี้ ทำให้ความรู้สึกในการพิมพ์ ดีกว่าเดิมเห็นๆ และ TrackPad ใช้งานได้ลื่นไกลกว่าเดิมมาก … มากขนาดที่ทำเอาผมต้องคิดว่า จะยอมเสียอีกห้าพันบาทเพื่อซื้อ Type cover ของ Surface Pro 4 มาใช้กับ Surface Pro 3 ดีไหม (มันใช้ด้วยกันได้)

 

(อันบน) กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซลของ Surface Pro 4 (อันล่าง) กล้อง 5 ล้านพิกเซลของ Surface Pro 3

 

ในส่วนของกล้องดิจิตอล มีการปรับปรุงทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยครับ … กล้องหลัง Surface Pro 4 ความละเอียด 8 ล้าน แต่ Surface Pro 3 ความละเอียด 5 ล้านพิกเซลเท่านั้น อย่างไรก็ดีทั้งคู่สามารถถ่ายวิดีโอแบบ 1080p ได้ครับ

 

กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซลของ Surface Pro 4 ส่วนข้างซ้ายนั่นคือกล้องสำหรับ Windows Hello

 

ส่วนกล้องด้านหน้าของ Surface Pro 4 และ Surface Pro 3 ก็เป็น 5 ล้านพิกเซลด้วยกันทั้งคู่ แต่ว่า Surface Pro 4 จะมีกล้องอีกตัว เอาไว้ใช้ฟีเจอร์ Windows Hello ที่เอาไว้ปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้า ส่วน Surface Pro 3 ขอโทษนะจ๊ะ ตอนนั้นเขายังไม่ได้ใส่มาให้ (ฮา)

ในภาพรวม ก็ต้องบอกว่า แม้ดีไซน์ของ Microsoft Surface Pro 4 จะไม่ได้มีอะไรหวือหวาแปลกใหม่กว่า Surface Pro 3 เลย แต่การปรับปรุงในรายละเอียดนั้น ทำให้ Microsoft Surface Pro 4 ดีกว่า Surface Pro 3 ครับ เพียงแต่ไม่ได้เด่นชัดมากมาย (ยกเว้น Type cover ที่ดีกว่าแบบรู้สึกได้)

 

ประสบการณ์ในการใช้งาน Microsoft Surface Pro 4

ผมได้มาทดสอบแบบเต็มๆ ประมาณ 1 เดือนครับ ผมไม่ได้จงใจทดสอบอะไรเป็นพิเศษ เพราะผมอยากทราบถึงความแตกต่างระหว่าง Microsoft Surface Pro 4 และ Surface Pro 3 อ้างอิงจากการใช้งานตามปกติที่ผมใช้อยู่ … ซึ่งในแง่ของซอฟต์แวร์ เราไม่ได้เห็นอะไรครับ ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro ถือว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่ดีมากจาก Microsoft ตัวนึง (แม้จะยังไม่สมบูรณ์ซะทีเดียว)

 

Microsoft Surface Pro 4 ยังคงใช้งานแบบโน้ตบุ๊กได้หลากหลายท่วงท่าเช่นเคย

ปุ่ม PrtScn (Print Screen) ปุ่มสำคัญที่กลับมาบน Type cover

 

ในแง่ของการใช้งานในฐานะโน้ตบุ๊ก ด้วยดีไซน์ที่เหมือนๆ กับ Surface Pro 3 จึงทำให้ Surface Pro 4 นี่ใช้งานได้หลากหลายท่วงท่าเหมือนเคย แม้จะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนแท็บเล็ตที่มีเคสปิดหน้าจอซะมากกว่า แต่การใช้งานในแบบโน้ตบุ๊กนี่ไม่แพ้โน้ตบุ๊กจริงๆ เลย … จริงๆ แล้ว Type cover ตัวใหม่เนี่ย ทำให้การพิมพ์และการใช้ TrackPad ทำได้ดีเหมือนโน้ตบุ๊กแล้วด้วยซ้ำ และการมีปุ่ม Print screen มาให้ด้วย ทำให้ใช้ฟังก์ชั่นการใช้งานได้สมบูรณ์ขึ้นจริงๆ

 

Microsoft Surface Pro 4 ในฐานะแท็บเล็ต

 

ในแง่ของการใช้งานในฐานะแท็บเล็ต ผมว่าในแง่ของฮาร์ดแวร์ ไม่ติดปัญหาอะไรเลยครับ แต่ติดในแง่ของซอฟต์แวร์มากกว่า เพราะแม้จะมีการพัฒนาไปเยอะ แต่เอาเข้าจริงๆ ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro มันก็ยังมีรูปร่างหน้าตาไม่เหมาะกับการใช้งานในฐานะแท็บเล็ต 100% อยู่ดี แต่แอปหลายๆ ตัว ก็เริ่มใช้งานแบบแท็บเล็ตดีขึ้นนะ

 

Microsoft Surface Pro 4 ใช้ Core i Gen 6th

 

ด้านประสิทธิภาพ แน่นอน ด้วยรุ่นเท่าๆ กันแล้ว Surface Pro 4 ย่อมประสิทธิภาพสูงกว่า Surface Pro 3 เพราะใช้หน่วยประมวลผลรุ่นล่าสุดกว่าครับ แต่สำหรับการใช้งานทั่วๆ ไป ซึ่งจากที่ผมเคยคุยๆ กับผู้ใช้งาน Surface Pro 3 และ Surface Pro 4 แล้ว ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้งานที่เค้นประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์มาอย่างเต็มที่หรอกครับ แต่ที่เลือกจ่ายแพง ซื้อ Surface Pro 4 (หรือ Surface Pro 3) ก็เป็นเพราะดีไซน์ที่พกพาสะดวกเป็นหลักซะมากกว่า แต่การใช้งานจริงๆ ก็อาจจะเป็นงานเอกสาร งานบรรยาย หรือแม้แต่งานบล็อก (แบบผม) บางคนอาจจะมีตกแต่งกราฟิกบ้าง

แต่ที่เพิ่มมาสำหรับ Surface Pro 4 คือ การมีรุ่นแรม 16GB และ SSD 512GB ที่มาตอบโจทย์คนบางกลุ่มอย่างพวกนักพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือ Sales engineer ที่อาจจะต้องพกเซิร์ฟเวอร์ตัวอย่างไปนำเสนองาน อะไรแบบนี้

การบูทเครื่องของ Surface Pro 4 รวดเร็วเช่นเคย จนเรียกว่าต่อให้เลือกที่จะ Shutdown ทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน เวลาจะใช้งานจริงๆ ก็ไม่ได้ต้องรอนานเลยครับ เปิดเครื่องมาไม่กี่วินาทีก็พร้อมใช้แล้ว แต่หากตั้งค่าในส่วนของ Power เอาไว้ดีพอ ก็ใช้งาน Surface Pro 4 นี่ในแบบของแท็บเล็ตได้สบายๆ ประมาณพอใช้งานเสร็จ ก็ปิด Type cover ซะ ก็เรียบร้อย ตัว Windows ก็จะปิดจอ เข้าสู่โหมด Sleep ไป

 

ลำโพงคู่ด้านหน้า ดีไซน์เดิมๆ เหมือน Microsoft Surface Pro 3

 

ในแง่ของการใช้งานเพื่อความบันเทิง ลำโพงคู่หน้าของ Microsoft Surface Pro 4 ก็เสียงดังฟังชัดดีใช่ย่อย ให้มิติของความเป็นสเตริโอที่ดี คงเพราะเป็นลำโพงคู่หน้านี่แหละ อย่างไรก็ดี กำลังขับของลำโพงมีไม่มากเท่าไหร่ หากเจอไฟล์เสียงที่บันทึกมาเบาๆ หรืออยู่ในที่ที่เสียงดังๆ ละก็ เสียงจากลำโพงจะโดนกลบครับ ซึ่งก็ว่าอะไรไม่ได้ เพราะตัวเครื่องก็ออกจะบาง ลำโพงก็ออกจะเล็กละนะ

 

แบตเตอรี่ของ Microsoft Surface Pro 4 อึดใช้ได้

 

มาพูดเรื่องแบตเตอรี่กันบ้าง … ผมไม่ได้ทดสอบแบบเต็มเหนี่ยวว่ามันจะอยู่ได้นานสุดๆ แค่ไหน แต่จากที่เคยลองใช้งานแบบง่ายๆ คือ ทำงานเอกสาร เปิดไฟล์ PowerPoint เพื่อบรรยายบ้าง ต่อเน็ตผ่าน WiFi เขียนบล็อก อะไรแบบนี้ แบตเตอรี่มันก็พออึดได้ครบวันทำงานครับ คือ ออกไปตอนเช้า เย็นๆ กลับมาชาร์จแบตเตอรี่ก็ยังพอไหว แต่การใช้งานไม่ได้ใช้แบบต่อเนื่องทั้งวันอะไรแบบนี้นะครับ … แต่เอาเข้าจริงๆ ในการใช้งานจริงๆ เราไม่ได้ทำแบบนั้นหรอกครับ ใช้งานนอกสถานที่ จากนั้นก็หาปลั๊กเสียบเมื่อเข้าออฟฟิศ จากนั้นตอนเย็นๆ อาจจะไปสโลว์ไลฟ์ต่อก่อนกลับบ้าน แบตเตอรี่เหลือสบายๆ ครับ

Microsoft Surface Pro 4 นั้นมีให้เลือกมากถึง 6 รุ่นเลยทีเดียวครับ คือ

  • Core M3 แรม 4GB SSD 128GB ราคา 33,900 บาท
  • Core i5 แรม 4GB SSD 128GB ราคา 39,900 บาท
  • Core i5 แรม 8GB SSD 256GB ราคา 49,900 บาท
  • Core i7 แรม 8GB SSD 256GB ราคา 59,900 บาท
  • Core i7 แรม 16GB SSD 256GB ราคา 67,900 บาท
  • Core i7 แรม 16GB SSD 512GB ราคา 82,900 บาท

อย่างไรก็ดี จำไว้นะครับ ราคาข้างบน มันยังไม่รวม Type cover นะครับพี่น้อง (4,590 บาท)​ และหากอยากใช้งานในแบบ Desktop ก็อาจจะซื้อ Docking station เพิ่มอีก อันนั้นก็ 7,190 บาทครับ … แต่ Surface Pen มีมาให้อยู่แล้ว

 

บทสรุปการรีวิว Microsoft Surface Pro 4

ผมก็ยังยืนยันว่า Microsoft Surface Pro 4 นี่นับว่าเป็นโน้ตบุ๊กกึ่งแท็บเล็ตที่ออกแบบมาดี และตอบโจทย์คนที่ต้องการเน้นการพกพาสะดวกมากๆ ครับ และรุ่นต่ำสุดคือ Core M3 แรม 4GB SSD 128GB ก็สเปกดีเพียงพอสำหรับการทำงานด้านเอกสารและการนำเสนองานอยู่แล้ว สนนราคาต่ำกว่าสี่หมื่นบาทก็เป็นอะไรที่พอรับได้

อย่างไรก็ดี หากต้องการประสิทธิภาพคุ้มราคาเป็นหลัก โดยยอมแลกกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย เดี๋ยวนี้เราก็พอจะหาโน้ตบุ๊กหนักไม่มาก ยังคงพกพาสะดวก แต่ราคาแทบจะต่ำลงมาครึ่งๆ ได้อยู่ หรือหากใครมี Microsoft Surface Pro 3 อยู่แล้ว ผมก็ยังไม่เห็นความจำเป็นที่ชัดเจน ที่จะอัพเกรดไปใช้ Microsoft Surface Pro 4 ครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

3 Responses

  1. Mr.Sarawut says:

    ผมมองว่ามันคือ Tablet นะครับ(เครื่องอยู่หลังจอ) แค่อุปกรณ์เสริมทำให้มันทดแทน Laptop ได้เท่านั้น
    ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณ Kafaak ถึงมองว่ามันคือ Laptop ตั้งแต่ Surface Pro 3 แล้ว

    • @kafaak says:

      เพราะจากที่ใช้ส่วนตัว มันไม่ได้ใช้ในฐานะแท็บเล็ตเลยครับ (ฮา) หลายๆ คนที่ใช้และผมสอบถามมา เขาก็ซื้อเพื่อนำมาใช้เป็นโน้ตบุ๊กมากกว่าแท็บเล็ตครับ
      ผมเรียกมันแบบนี้เพื่อสื่อว่า Microsoft ตั้งใจให้มันเป็นแท็บเล็ต (ถึงได้ไม่ขายพร้อม Type cover) แต่สุดท้าย คนก็ซื้อใช้เพื่อเป็นโน้ตบุ๊กมากกว่าแท็บเล็ต เพราะ OS มันไม่เวิร์กในการเป็นแท็บเล็ตซักเท่าไหร่

  2. คิบะ says:

    ผมก็มีsurface3 ไม่เคยใช้แบบtabletเลยใช้แต่โน๊ตบุ๊กมากกว่า เพราะมันเบาปบะบางมาก

Leave a Reply

%d bloggers like this: