บริหารหนี้ให้เป็น ก็เป็นสุข

Print Friendly

หนี้ หนี้ หนี้ และ หนี้

 

มีท่านผู้ใหญ่หลายคนสอนผมว่า การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ ผมก็เห็นด้วยกับพวกท่านนะ แต่เอาเข้าจริงๆ มันทำแบบนั้นหรือเปล่า? ด้วยเงินเดือนอันน้อยนิดของพนักงานกินเงินเดือนต๊อกต๋อย เกิดอยากมีบ้านเป็นของตัวเองซักหลัง หรือมีความจำเป็นต้องมีรถมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ใช้ซักคัน ถ้าไม่ยอมเป็นหนี้บ้างอะไรบ้าง แล้วมันจะได้ของมาทันใช้ไหม? นั่นแหละ ถ้าเราไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง สุดท้ายมันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเป็นหนี้

ประเด็นสำคัญก็คือ ในเมื่อหลีกเลี่ยงมันไม่พ้น เราก็ต้องหาทางอยู่ร่วมกับมัน เป็นหนี้อย่างมีสติ บริหารจัดการมันให้เป็น จากนั้น แม้แต่มนุษย์เงินเดือนต๊อกต๋อยอย่างเราๆ ท่านๆ ก็จะสามารถเป็นหนี้อย่างเป็นสุขได้ครับ

 

ประเภทของหนี้ในความเห็นของผม

กูรูด้านการเงินเขาจำแนกประเภทของหนี้เอาไว้ในหลากหลายชื่อมาก แต่สำหรับผมแล้ว ผมเรียกหนี้ไว้สามประเภทครับ (เป็นวิธีการเรียกและจำแนกประเภทในสไตล์ของผมเอง ฉะนั้นอาจจะไม่เหมือนกับกูรูทั้งหลายนะครับ) นั่นก็คือ

  • หนี้มูลค่าเพิ่ม หมายถึง หนี้อันเกิดจากการที่เราไปกู้ยืมมาเพื่อซื้อหรือลงทุนในสินค้าหรือบริการที่มันสามารถทำรายได้บวกกำไรกลับคืนมาให้เราได้ เช่น การกู้ยืมเพื่อไปลงทุนในธุรกิจ หรือ การซื้ออสังหาริมทรัพย์ … อย่างไรก็ดี การลงทุนมีความเสี่ยงนะครับ อันนี้ต้องไม่ลืม
  • หนี้เฉยๆ หมายถึง หนี้อันเกิดจากการที่เราไปกู้ยืมมาเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการ เพียงแต่หนี้นี้เป็นหนี้ไร้ดอกเบี้ย ฉะนั้นหากเราคืนจนครบภายในเวลาที่กำหนด เราก็ไม่ต้องเสียอะไรเพิ่มเติม หนี้ประเภทนี้คือพวกหนี้บัตรเครดิตแบบที่เราชำระเต็มจำนวนเมื่อถึงครบกำหนดชำระ หรือพวกผ่อน 0% ทั้งหลายแหล่
  • หนี้เสื่อมถอย หมายถึง หนี้อันเกิดจากการที่เราไปกู้ยืมมาเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการที่มันไม่สามารถทำรายได้บวกกำไรกลับคืนมาให้เราได้ แถมเรายังต้องเสียดอกเบี้ยไปอีก มันคือหนี้ที่ทำให้เงินเก็บของเราเสื่อมถอยครับ ผมถึงเรียกมันแบบนี้

อย่างไรก็ดี ขอให้จำเอาไว้ว่า พอถึงเวลาเข้าจริงๆ มันไม่มีความชัดเจนในประเภทของหนี้หรอกนะครับ หนี้อันนึงมันอาจจะกลายสภาพเป็นหนี้อีกแบบก็ได้ เช่น หนี้มูลค่าเพิ่มที่ดันตัดสินใจลงทุนผิดพลาด หมดความสามารถในการสร้างรายได้บวกกำไรให้เรา กลายเป็นหนี้เสื่อมถอยไป หรือ หนี้เฉยๆ ที่เราก็ดันเฉยๆ ปล่อยมันเอาไว้จนกลายเป็นหนี้เสื่อมถอย เป็นต้น

 

ปราศจากการวางแผนที่ดี อย่างสร้างหนี้มูลค่าเพิ่ม

คุณอยากมีอิสรภาพทางการเงินไหม? ถ้าอยากมี ก็ต้องรู้จักลงทุน ให้เงินไปทำงาน สร้างผลตอบแทนที่งอกเงย … มันก็เป็นเรื่องจริงนะครับ การออมทำให้คุณไม่ขัดสนเมื่อจำเป็นต้องใช้ แต่ถ้าหากอยากจะรวยละก็ ออมเฉยๆ มันรวยยาก และหากคุณประสบความสำเร็จในการลงทุนจริงๆ คุณก็จะมีอิสรภาพทางการเงินจริงๆ เช่น ได้ เกิด Passive income ที่มากพอสำหรับใช้จ่ายในแต่ละเดือน อะไรแบบนี้ (หมายถึง รายได้ที่ได้มาโดยเราไม่ต้องทำงานอะไรเลย เช่น รายได้จากค่าเช่า รายได้จากเงินปันผล) … แต่หากปราศจากการวางแผนที่ดี การลงทุน ให้เงินไปทำงาน แต่กลับทุนหายกำไรหด แทนที่เราจะมีอิสรภาพทางการเงิน กลับกลายเป็นทาสทางการเงิน ต้องหาเงินมาใช้หนี้แทนซะงั้น

ฉะนั้น ก่อนจะสร้างหนี้มูลค่าเพิ่มใดๆ ลองถามคำถามต่อไปนี้กับตัวเองซักนิด

  • มีปัญญาจ่ายไหวไหม? ไม่ได้หมายถึงว่าให้จ่ายสดทั้งหมดนะ แต่หมายถึง เมื่อพิจารณาเงินค่างวดที่ต้องจ่ายแล้ว เราจ่ายไหวไหม จำนวนเท่านั้นเท่านี้ต่อเดือน กี่เดือน กี่ปี ยิ่งจำนวนงวดเยอะ ต้องไม่ลืมว่ามันตามมาด้วยความเสี่ยง เช่น ผ่อนบ้านเดือนละ 20,000 บาท ผ่อน 30 ปี เราต้องอย่าลืมว่าในระหว่าง 30 ปีนี้อะไรก็เกิดได้ เศรษฐกิจอาจวิกฤติ เราอาจตกงาน … ฉะนั้นคำว่า “มีปัญญาจ่ายไหวไหม?” ของผม คือให้คิดเผื่อไปถึงจุดนี้ด้วย
  • พิจารณากำลังจ่ายจากฐานรายได้ที่มั่นคงหรือเปล่า? เพราะบางคนเล่นเอาเงินรายได้ทั้งหมดมาคิด ทั้งๆ ที่บางอันมันเป็นรายได้ไม่แน่นอน เช่น ค่าโอที หรือค่าคอมมิชชั่น  เจอบ่อยมาก โดยเฉพาะในกรณีของลูกจ้างในโรงงาน ในช่วงเวลาเศรษฐกิจดีจะอู้ฟู้มาก โอทีเพียบ เงินเพียบ แต่พอเศรษฐกิจฟุบ ปัญหาหนี้สินตามมาติดๆ เลยทีเดียว … ฉะนั้นเวลาคิดว่าจะเป็นหนี้ดีไหม ดูกำลังทรัพย์ที่แท้จริงของเราด้วย เงินกองไหนเป็นรายได้แบบไม่แน่นอน อย่าเอามาคิด ให้เอาพวกนั้นไปเป็นเงินเก็บเผื่อฉุกเฉินดีกว่า
  • หนี้ที่จะก่อเนี่ย มันจะเพิ่มมูลค่ายังไง เมื่อไหร่คุ้มทุน? เราต้องมีคำตอบนะครับ ไม่งั้นมันก็ไม่ใช่หนี้มูลค่าเพิ่มดิ แต่เราต้องมีข้อมูลประกอบที่ดีนะ ไม่ใช่ไปเอาคำตอบมาจากพวกโฆษณาต่างๆ เช่น คอนโดหรูใจกลางกรุง ปล่อยเช่าได้เดือนละสามหมื่น แบบนี้ก็ต้องพิจารณาว่ามันได้ราคานั้นจริงไหม แล้วมันมีคนเช่าต่อเนื่องไหม และที่สำคัญที่สุด ในเมื่อมันก็คือรูปแบบการลงทุนประเภทหนึ่ง ฉะนั้นเราก็ต้องตอบให้ได้ด้วยว่าแล้วเมื่อไหร่จะคุ้มทุน (พูดง่ายๆ คือปลดหนี้ได้) คือมันต้องคืนทุนไวกว่าจำนวนงวดดั้งเดิมนะครับ เช่น ผ่อนคอนโดเดือนละ 25,000 บาท 242 งวด แต่ปล่อยเช่าได้เดือนละ 30,000 บาท หากเอาไปช่วยโปะจะเหลือแค่ 165 งวดเท่านั้น เท่ากับช่วยเซฟเงินไป 1,925,000 บาท นี่คือมูลค่าที่เพิ่มเข้ามา (ไม่นับราคาขายที่อาจเพิ่มขึ้น)
  • อะไรคือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แล้วเตรียมแผนสำรองไว้หรือยัง? ดูให้ครบๆ อะไรบ้างที่จะมาส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของเรา ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจ อัตราแลกเปลี่ยน ผู้เช่า ทำเล ฯลฯ แล้วเราย้อนกลับมาที่ตัวเองว่า เรามีแผนสำรองในการชำระหนี้ไหม เช่น มีเงินสดสำรองอยู่เท่าไหร่ หากเกิดเหตุสุดวิสัยที่ทำให้เราขาดรายได้ เราจะยังพอมีเงินจ่ายค่างวดไปได้อีกนานแค่ไหน ซึ่งในระหว่างนั้นเราจะได้พอหาทางแก้ไขปัญหาได้

 

หนี้เฉยๆ สร้างได้แต่อย่าเกินตัว

จากประสบการณ์ส่วนตัว พวกหนี้เฉยๆ เนี่ย มันเกิดจากกิเลสซะมาก อยากได้นั่น อยากได้นี่ แต่ไม่มีตังค์ แล้วพอมาเห็นป้าย 0% ปุ๊บ ตัด(สิน)ใจง่ายเลย รูดปรื๊ดในบัดดล ฉะนั้นพวกนี้มักจะไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มใดๆ ด้วย เช่น ผ่อนสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ ผ่อนโทรทัศน์เครื่องใหม่ อะไรแบบนี้

 

0% 10 เดือน มันยั่วใจ

 

อย่างไรก็ดี พวกผ่อน 0% แบบนี้มักจะมีกับสินค้าหรือบริการที่ไม่แพงมาก ส่วนใหญ่ก็จะ 3-10 เดือนเป็นหลัก มีบ้างที่ลากยาวไป  24-48 เดือน แต่น้อย ผมเรียกหนี้เฉยๆ พวกนี้ว่าเป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้อย่างแท้จริง เพราะเราไม่ต้องเสียอะไรเพิ่มเติม แค่จ่ายในส่วนที่เราหยิบมาใช้ก่อนให้จบๆ ก็เท่านั้น พวกเนี้ยถ้าจำนวนงวดยิ่งเยอะ ก็ยิ่งผ่อนจ่ายน้อย ไม่เกิดภาระมากไปในแต่ละเดือน ทำให้เราได้สินค้าหรือบริการมาใช้ โดยที่ไม่เดือดร้อนชีวิตเรามากนัก เช่น โปรผ่อน iPhone 0% 24 เดือนนี่เหลือผ่อนเดือนละพันกว่าบาทเท่านั้นเอง

หนี้อันเกิดจากกิเลสพวกนี้ ไม่ค่อยเพิ่มมูลค่า แต่มันมักจะมีคุณค่าทางจิตใจ (ฮา) ถ้าถามผม หนี้ประเภทนี้ มีได้ แต่อย่าเกินตัวครับ ก่อนจะสร้างก็ถามตัวเองซักนิด มีปัญญาจ่ายไหมค่างวดแต่ละเดือน และถ้าจะให้ดี ควรจะมีปัญญาจ่ายสดเลย แต่เลือกผ่อน 0% ก็เพราะจะจ่ายสดทำไมล่ะ จุดสำคัญที่ต้องระวังคือ พยายามบันทึกเอาไว้ ผ่อน 0% อะไรไปบ้าง รวมๆ แล้วเดือนนึงต้องผ่อนทุกอย่างรวมแล้วเท่าไหร่ อย่ารูดผ่อนเพลินจนเกินตัว

 

หนี้เสื่อมถอย เลี่ยงได้อย่าสร้าง

น่าเสียดาย ผ่อน 0% มันเป็นโปรของบัตรเครดิตครับ ฉะนั้นกลุ่มผู้ทำงานแล้วไม่มีบัตรเครดิต (ไม่ว่าจะเพราะไม่อยากทำหรือมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่จะทำ) แต่เกิดกิเลสอยากได้โน่นนี่นั่น ก็มักจะก่อให้เกิดหนี้ประเภทนี้ครับ นอกจากนี้ ในกรณีซื้อของมาเพื่อใช้ส่วนตัว เช่น รถยนต์ สมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ก ก็อาจนับเป็นหนี้เสื่อมถอยได้เช่นกัน เพียงแต่บางทีเราชอบอ้างว่า ซื้อมาใช้ทำงาน แต่บ่อยครั้งมันไม่ได้ไว้ทำงาน 100% หรอกครับ แต่มันมักจะเป็น “อำนวยความสะดวก” มากกว่า เช่น ขับรถไปทำงานสะดวกกว่านั่งรถเมล์ไป อะไรแบบนี้

หนี้พวกนี้ หากเลี่ยงได้ก็เลี่ยงครับ อย่าสร้างเลย แต่หากอยู่ในสถานะที่แบบว่า ปลอดหนี้แล้ว อยากสะดวกสบายบ้าง ก็สร้างได้บ้าง แต่พอตัว โดยให้พิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ และความเสี่ยงที่อาจทำให้เราสูญเสียความสามารถในการชำระหนี้มาประกอบ

 

อย่าติดกับดักนักสร้างหนี้

มีข้อพึงระวังในการสร้างหนี้อยู่ครับ ผมขอเรียกว่ากับดักละกัน เพราะมันมักจะเป็นอะไรที่เราคาดไม่ถึง และบางครั้ง คนขายนี่แหละ ใช้กลยุทธ์การตลาดทำให้เราลืมนึกถึงเรื่องพวกนี้ไป แล้วสุดท้าย สิ่งเหล่านี้มันส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของเรา หรืออาจจะทำให้หนี้ที่ควรจะเป็นก้อนเล็กๆ กลายเป็นก้อนโตแบบไม่ทันรู้ตัว

  • ป้าย Sale ป้ายลดราคา เป็นท่าโจมตีพื้นฐาน ที่หลายๆ แบรนด์นิยมใช้ ป้ายลดราคานี้ในการดึงดูดความสนใจของลูกค้า และบ่อยครั้งเมื่อใช้รวมกับป้ายผ่อน 0% xx เดือน มันก็จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความอยากซื้อ เกิดการซื้อแบบฉับพลัน (Impulse buying) ขึ้นมา … ยิ่งถ้าเราจ่ายด้วยการรูดบัตรปรื๊ดๆ แล้วไม่ทำการบันทึกรายการใช้บัตรเอาไว้ พอมาเจอ Statement จากธนาคารอีกที อาจช็อคได้นะครับ

 

ป้ายลดราคา ก็เป็นตัวการก่อร่างสร้างหนี้

 

  • จ่ายขั้นต่ำเพียง xxx เป็นมุกพื้นฐานที่สำคัญที่สุดครับ เจอบ่อยในบัตรเงินสดหรือบัตรเครดิต แต่ก็มีเจอในการผ่อนรถ ผ่อนอสังหาริมทรัพย์บ้าง จำเอาไว้อย่างนึงนะครับ ผ่อนต่ำสุด แสดงว่าต้องผ่อนจำนวนงวดนานสุด และหากเป็นหนี้ที่เราต้องเสียดอกเบี้ย ก็เท่ากับเราต้องเสียดอกเบี้ยเยอะมากสุดด้วย
  • ดอกเบี้ย 1.xx%  หรือ 0.xx% ต่อเดือน นี่ก็ทำให้เราเสียดอกเบี้ยบานเบอะแบบไม่รู้ตัวเหมือนกัน โดยเฉพาะกรณีที่เราเลือกผ่อนแบบยาวๆ ด้วย เช่น ผ่อนมือถือราคา 20,000 บาท แบบ 24 เดือน ด้วยอัตราดอกเบี้ย 1.3% ต่อปี เราจะต้องจ่ายค่างวด 1093.33 บาทต่อเดือน หรือก็คือ ราคาจริงที่เราซื้อคือ 26,239.92 บาท หรือแพงขึ้น 31.2% เลยทีเดียว … จำเอาไว้ครับ ยิ่งผ่อนนาน ยิ่งจ่ายดอกเบี้ยแพง และพวกผ่อนซื้อสินค้าพวกนี้ เขาคิดดอกเบี้ยบวกเอาไว้ในค่างวดหมดเรียบร้อย จะโปะเหมือนรถหรือบ้านก็ทำไม่ได้ด้วย
  • ดาวน์ต่ำ เจอประจำเวลาซื้อรถซื้อบ้านครับ ดาวน์ต่ำทำให้คนที่อยากมีอยากได้ซื้อหามาใช้ได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่า ดาวน์ต่ำ = ต้นสูง และเมื่อเงินต้นสูง ดอกเบี้ยก็ย่อมสูงตามด้วยครับ
  • ผ่อนดาวน์ นี่ก็เจอประจำโดยเฉพาะเวลาซื้อบ้านครับ มักจะบอกว่า “ผ่อนเริ่มต้นเพียง…” นั่นแหละ คือเริ่มผ่อนดาวน์ครับ มันทำให้เราตัด(สิน)ใจซื้อได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่เช็คให้ละเอียดๆ แล้ว อาจเจอศึกหนักในการชำระหนี้ได้ บางคนพอตัดสินใจแล้วมาคุยรายละเอียด รู้ทีหลังว่าค่างวดหลังผ่อนดาวน์มันเป็นอีกตัวเลขนึง ก็ยังทู่ซี้ลุยต่อ เพราะเสียต้นทุนเวลาในการติดต่อคุยเรื่องซื้อขายแล้ว ก็อาจเป็นหนี้แบบผิดแผนไปก็ได้
  • ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังซื้อสินค้าหรือบริการ หลายคนพิจารณาเกือบหมดแล้ว และมั่นใจว่าผ่อนชำระหนี้ได้อย่างหวุดหวิดแน่นอน แต่มาพลาดตรงลืมคิดเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกิดหลังจากการซื้อสินค้าหรือบริการครับ ถ้าเป็นพวกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตก็จำพวกค่าอุปกรณ์เสริม ค่าแพ็กเกจมือถือ ซึ่งไม่แพงมาก อาจไม่กระทบเท่าไหร่ แต่กรณีของรถยนต์หรือบ้าน พวกนี้อาจทำให้สภาพคล่องทางการเงินเปลี่ยนได้เหมือนกันนะครับ รถยนต์ก็จะมีพวกค่าบำรุงรักษา ค่าน้ำมัน ส่วนบ้านหรือคอนโดก็จะมีพวกค่าส่วนกลาง ค่าบำรุงรักษา ค่าตกแต่ง ฯลฯ

 

บริหารหนี้ให้เป็น ก็อยู่เย็นเป็นสุข

ผมไม่ได้ห้ามทุกคนเป็นหนี้นะครับ เพราะเอาเข้าจริงๆ หนี้ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราต้องใช้สินค้าหรือบริการ แต่เงินเก็บเรายังไม่พร้อม หรือพร้อมแล้วแต่จำเป็นต้องเก็บไว้ใช้เพื่อเรื่องอื่น เราก็จำเป็นต้องสร้างหนี้ขึ้นมาเพื่อให้ได้ใช้สินค้าหรือบริการที่จำเป็นนั้นๆ

แม้แต่หนี้ที่ไม่ค่อยจะจำเป็นซักเท่าไหร่ ก็ไม่ใช่สร้างไม่ได้นะ เพียงแต่มันต้องไม่เพลินจนเผลอเกินตัวไปก็เท่านั้นเอง ขอเพียงเราเข้าใจและรู้จักวางแผนการเป็นหนี้ ตระหนักถึงความสามารถในการใช้หนี้ของตัวเอง และไม่เป็นหนี้จนเกินความสามารถ เราก็จะสามารถอยู่ร่วมกับมันได้อย่างเป็นสุขครับ

แน่นอน ที่สุดในอุดมคติแล้ว การไม่เป็นหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐครับ

 

ผมก็แชร์ได้แค่นี้แหละ แต่หากอยากเรียนรู้เคล็ดลับทางการเงินเพิ่ม ไปอ่านได้จาก “กรุงศรี กูรู” ที่ https://www.krungsri.com/bank/th/KrungsriGuru/Money-Tips.html ได้เลยครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

2 Responses

  1. คิบะ says:

    ธนาคารชอบปล่อยบัตรแก่คนมีหนี้เยอะๆจะได้กินดอก ส่วนคนเครดิตดีเงินดีๆ ไม่มีหนี้ขอยาก แล้วยังมาสอนระเบียบวินัยคนอีก ตัวเองอยากได้พวกเป็นหนี้ จะได้ดอกแพงๆ

  2. ืืืททสวว says:

    บทความดีแค่พอเห็นสปอนเซอร์นี่สิ ธนาคารพวกคุณขอบหาเรื่องให้คนเป็นหนี้ พนักงานกินเงินเดือน สมัครยัตรเครดิต บัตรกดเงินสดโคตรง่าย ทั้งๆที้รายได้ไม่เยอะ เพราะอะไร พวกคุณอยากกินดอกใช่ไหม กรุงศรีอย่าบอกว่าไม่จริง เจ้าของกิจการรายได้เดือนเป็นแสน ขอบัตรโคตรยากเพราะคุณหบอกแดกเขาไม่ได้ใข่ไหม เขามีอำนาจในการจ่ายคุณก็อดแดกดอกเบี้ยเขา อย่าบอกว่าไม่จริง เจ้าของกิจการรู้ทั้งนั้น ไอ้พวกที่อนุมัติเงินฝากจะเยอะเท่าเขาไหมละ ถึงไม่อนุมัติ บอกกลัวหนี้สูญ ที่จริงกลัวอดแดกดอกเบี้ยมากว่า

Leave a Reply

%d bloggers like this: