Fitbit Charge HR คู่ใจคนรักสุขภาพ

Fitbit Charge HR

แม้ว่าเทรนด์การออกกำลังกายจะกำลังมาแรงมาก เพื่อนๆ ผมงี้อัพ Facebook ประจำเลยว่าไปวิ่งที่ไหน ยังไง แต่มันก็ยังมีคนอีกจำพวกนึง (ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น) ที่จัดอยู่ในหมวดหมู่ที่เรียกว่า ออกกำลังกายแบบน้อยมาก คิดซะว่าการทำงาน การใช้ชีวิตในแต่ละวัน เป็นการออกกำลังกายประเภทหนึ่ง และเมื่อทาง Fitbit บอกว่าจะส่งของมาให้ผมรีวิว อยากได้รุ่นไหน ผมก็เลยขอให้เขาแนะนำว่า รุ่นที่เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์คนทำงานที่ออกกำลังกายไม่มาก แต่อยากจะตรวจจับกิจกรรมระหว่างวัน จะเป็นรุ่นไหนดี และคำตอบที่ผมได้ก็คือ Fitbit Charge HR นี่แหละ

 

คงไม่ต้องให้บอกว่า Fitbit Charge HR นี่ออกแบบมาเพื่อใช้เป็นนาฬิกาด้วยครับ แต่ก็เป็นแบบนาฬิกาดิจิตอลเลยนะ เพราะเป้าหมายหลักของเจ้านี่มีไว้เพื่อติดตามกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเรา รวมถึงการออกกำลังกาย ฉะนั้นมันจะโอเคมากสำหรับคนที่ไม่ได้มีนาฬิกาในดวงใจเอาไว้อยู่แล้ว และไม่ได้คิดอยากได้คุณสมบัติแบบพวก Smartwatch หรืออะไรด้วย

 

ใส่ Fitbit ร่วมกับ Pebble Time ได้อยู่

 

แต่ถ้าเกิดมีนาฬิกาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะแบบธรรมดา หรือเป็น Smartwatch ถามว่าใส่สองอันได้ไหม คำตอบของผมก็คือ ไม่มีปัญหาครับ แค่เลือกขนาดของ Fitbit Charge HR ให้เหมาะสมกับข้อมือของคุณเอาไว้ (มันมีให้เลือกเป็น Small, Medium และ Large) แล้วจะใส่คู่กันก็ได้ครับ อย่างผมเนี่ย ผมก็ใส่คู่กับ Pebble Time เพราะจนแล้วจนรอด ผมก็ยังอยากได้ฟีเจอร์จากพวก Smartwatch อยู่ครับ … เจ้า Fitbit Charge HR ก็มาทำหน้าที่เสริม Pebble Time ในส่วนที่มันทำไม่ได้ดีเท่า นั่นก็คือ Activity Tracking ครับ

 

Fitbit Charge HR ด้านหน้า

 

สไตล์ของ Fitbit Charge HR คือ มีหน้าจอ LED เล็กๆ ไว้แสดงผลครับ ซึ่งเราสามารถเลือกเปิดจอดูได้ 3 วิธีเลย คือ

  • กดปุ่มเล็กๆ ที่อยู่ตรงด้านข้างหน้าจอ ซึ่งปุ่มนี้จะทำหน้าที่ในการสลับหน้าจอแสดงผลด้วย
  • ตอนสวมใส่อยู่ ก็ยกแขนขึ้นมาเหมือนมาดูนาฬิกา หน้าจอก็จะติดโดยอัตโนมัติ ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะให้แสดงหน้าจอไหน (ทำผ่านแอป Fitbit บนสมาร์ทโฟน หรือผ่านหน้าเว็บก็ได้)
  • ใช้นิ้วเคาะหน้าจอแสดงผลสองที จากนั้นก็ค่อยๆ เคาะอีกทีเพื่อเปลี่ยนหน้าจอแสดงผล ได้ผลเดียวกับการกดปุ่มครับ และเราก็เลือกได้ว่าจะให้แสดงหน้าจอไหนเป็นหน้าจอแรก

หลักๆ เลย ก็ต้องบอกว่า Fitbit Charge HR นี่ใช้ไม่ยากเท่าไหร่ครับ การสั่งงานค่อนข้างตรงไปตรงมาดี แต่เมื่อถึงเวลาปรับตั้งค่า ผมพบว่าใช้การล็อกอินไปที่เว็บ Fitbit.com สะดวกกว่าการใช้แอปซะงั้น แต่การใช้แอปมันก็สะดวกตอนที่เราไม่ได้อยู่หน้าคอม ไม่ได้อยู่ที่บ้านอ่ะนะ

 

สายของ Fitbit Charge HR ก็คล้ายๆ กับนาฬิกาทั่วๆ ไป

ห่วงสายนาฬิกามีแง่งสำหรับล็อก

 

สายนาฬิกาเป็นแบบพลาสติกนะ ไม่ได้มีอะไรแปลกหูแปลกตาไปมากกว่าสายนาฬิกาทั่วไป แต่ถอดเปลี่ยนไม่ได้นะครับ ฉะนั้นดูแลรักษาดีๆ หน่อย แต่ดูจากตัวสายแล้ว ก็คงทนพอสมควร … แต่อยากบอกว่าแอบใส่ยากนิดนึง เพราะตรงห่วงนาฬิกามันมันแง่งไว้ล็อกกับสาย เพื่อให้ห่วงมันไม่เคลื่อนหนีไปไหน เลยทำให้เวลาสวมใส่ ต้องเลื่อนห่วงออกไปจนสุดก่อน แล้วค่อยๆ เลื่อนกลับเข้ามา เวลาจะถอดก็ยุ่งยากอีกนิด เพราะต้องขยับๆ เพื่อให้แง่งมันหลุดออกจากร่อง

 

ด้านหลังของ Fitbit Charge HR มีขั้วสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ และเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจ

 

ด้านหลังของตัว Fitbit Charge HR ก็ตามชื่อรุ่นครับ HR ไม่ใช่ Human Resource (ทรัพยากรบุคคล) นะ แต่หมายถึง Heart Rate ครับ คือ วัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ (Fitbit มีรุ่น Charge เฉยๆ ด้วยนะ) เซ็นเซอร์ก็คือที่อยู่ตรงกลางไฟเขียวๆ นั่นแหละครับ เราสามารถเลือกว่าจะให้ทำงานตลอดเวลาหรือทำงานโดยอัตโนมัติก็ได้ … นอกจากนี้ก็มีขั้วสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ ซึ่งไม่ใช่พอร์ตมาตรฐานที่คุ้นเคยกัน แต่เป็นพอร์ตเฉพาะ ฉะนั้น เก็บรักษาสายชาร์จไว้ให้ดีๆ ล่ะครับพี่น้อง

ผมลองเช็คเทียบกับการวัดชีพจรแบบง่ายๆ ด้วยการจับการเต้นตุบๆ ของเส้นเลือด ก็ถือว่าตัววัดอัตราการเต้นของหัวใจของ Fitbit Charge HR นี่ค่อนข้างแม่นยำดีอยู่

การประกอบของตัว Fitbit Charge HR นั้น เป็นแบบกันเหงื่อ กันน้ำระดับแค่พอเอาไปล้างมือได้นิดหน่อย หรือเวลาวิ่งๆ อยู่แล้วฝนตกก็ยังพอไหว ไม่ใช่ใส่ไปอาบน้ำ หรือใส่ไปว่ายน้ำ อะไรแบบนั้นนะครับ ฉะนั้น หากจะอาบน้ำ จะว่ายน้ำ หรือแม้แต่จะล้างมือ ระวังๆ เรื่องน้ำเอาไว้หน่อยก็ดี

 

หน้า Dashboard บน Fitbit.com

 

การเข้าบริหารจัดการตัว Fitbit Charge HR นั้น สามารถทำได้ผ่านหน้าเว็บเลย แต่เมื่อปรับตั้งค่าผ่านเว็บแล้ว ก็จะต้องทำการซิงก์การปรับตั้งค่าผ่านสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ที่ลงแอป Fitbit ไว้ หรือผ่าน PC (Windows หรือ Mac OSX) ที่ลงโปรแกรม Fitbit ไว้ ซึ่งในกรณีของเครื่อง PC ก็จะต้องเสียบ Dongle ที่มาพร้อมกับตัว Fitbit Charge HR ด้วยนะ

 

หน้า Profile ของ Fitbit.com

 

สำหรับผมแล้ว หากต้องการดูข้อมูลแบบเต็มๆ ไปที่หน้าเว็บ ดีกว่าเยอะเลยครับ ข้อมูลมันมาในรูปแบบประมาณ Infographic แนว Dashboard สวยงาม และให้รายละเอียดครบถ้วนในหน้าเดียวเลย เพียงแต่ฟีเจอร์บางอย่าง ต้องไปเสียค่าบริการรายปีเป็นแบบ Premium (ปีละเกือบๆ $50 แต่ก็ถือว่าไม่แพงมาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่เน้นจะติดตามสุขภาพร่างกายของตัวเอง)

 

ตัวนับก้าว เวลานั่งรถเมล์ที่แบบสั่นๆ เยอะๆ มันก็นับก้าวเพี้ยนไปหลายอยู่เหมือนกัน

 

ในส่วนของ Pedometer หรือการนับก้าวเดิน ถือว่านับได้เกือบจะแม่นมากแล้ว ในกรณีของการขับรถ นั่งมอเตอร์ไซค์ซ้อนพี่วิน หรือแม้แต่นั่งรถเมล์ เท่าที่ผมลองดู หากไม่เจอถนนที่ขรุขระสุดๆ หรือเจอเมล์นรกหมวยยกล้อ มันก็จะไม่นับก้าวโดยพละการครับ แต่มันก็มีเคสที่มันนับก้าวเพี้ยนไปเยอะเหมือนกันนะ หากเจอรถเมล์ที่ขับไปสั่นไป (เคยเจอปะ บางสาย บางคัน ที่มันสั่นเป็นเจ้าเข้าอ่ะ) ถ้าเกิดไปนั่งรถเมล์แบบนั้นนานๆ คุณจะได้จำนวนก้าวมาเป็นพันเลยล่ะ

การตรวจจับกิจกรรมการหลับของ Fitbit

 

อีกเรื่องนึงที่ผมสนใจ คือเรื่องการติดตามสถานภาพการหลับของเราครับ … การสวมใส่ Fitbit Charge HR นอนนี่ ไม่ทำให้รู้สึกว่ามันลำบาก หรือมันน่ารำคาญแต่อย่างใด ถือว่า Fitbit ออกแบบมาได้ดีครับ เพียงแต่มันรำคาญตรงที่ก่อนจะนอน ต้องไปเปิดสมาร์ทโฟน แล้วแตะหน้าจอเพื่อบอกว่า “ตูจะนอนแล้วนะ … เริ่มจับได้” แทนที่จะออกแบบมาให้กดเริ่มจากตัว Fitbit Charge HR ได้เลย … และเวลา “ตื่นแล้วนะ” ก็เช่นกัน ก็ต้องไปหยิบสมาร์ทโฟนมาเปิดแอป แล้วกดบอกว่า ตื่นแล้ว ไรงี้ วุ่นวายๆ

แต่ในแง่ของความแม่นยำ ก็ถือว่าโอเคในระดับนึงเลยนะผมรู้สึกได้ครับ คือ มันนับได้ว่าผมตื่นมากลางดึกกี่ทีไม่ค่อยพลาดเลย แต่ในส่วนของ Resetless นี่ผมไม่แน่ใจว่าแม่นแค่ไหน เพราะไม่ได้ให้ใครเขามานั่งเฝ้าดูเวลาผมนอน (ฮา)

 

ในส่วนของ Fitbit app บนสมาร์ทโฟน ก็มี Dashboard ที่ให้ข้อมูลได้ดีเช่นกัน

 

ทั้งหน้าเว็บ Fitbit.com และแอป Fitbit ที่รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ Android, iOS และ Windows Phone ก็ให้ข้อมูลที่เก็บมาได้ค่อนข้างโอเคทีเดียว ไม่ว่าจะการนับจำนวนก้าว ระยะทางที่เดิน พลังงานที่เผาผลาญไป ฯลฯ โอเคทีเดียว

ลูกเล่นอื่นๆ ที่มีมาด้วยก็จะเป็นพวกการตั้งปลุก (Alarm) แบบ Silent Alarm หรือ สั่นบริเวณข้อมือเพื่อปลุกเรา แทนที่จะเป็นการใช้เสียง โดยเราสามารถตั้งค่าได้จากแอปหรือเว็บเช่นเคย และการแจ้งเตือนในเวลาที่มีคนโทรเข้ามานี่ก็สามารถทำได้ แต่ว่าเราต้องไปตั้งเปิดเอานะครับ ผมเข้าใจว่าเพราะเขาคิดเผื่อว่าเรามีพวก Smartwatch ใช้คู่อยู่แล้ว ฉะนั้นจะตั้งให้มันเตือนทั้งคู่ทำไม คงงั้นมั้ง

เรื่องสุดท้ายที่ต้องพูดถึง ก็คงจะเป็นเรื่องแบตเตอรี่ ซึ่งตอนแรกจากที่ผมเห็นว่ามันมีแค่หน้าจอ LED เล็กๆ และมันก็ไม่ได้ซิงก์กับสมาร์ทโฟนของผมตลอดเวลา (ผมตั้งให้เป็นแบบซิงก์เป็นระยะๆ) แบตเตอรี่มันน่าจะอึดหน่อย แต่ดูเหมือนผมจะคาดผิด เพราะการตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจในแบบที่อัตโนมัติ มันดูจะวัดบ่อยอยู่พอสมควร เลยทำให้แบตเตอรี่ของ Fitbit Charge HR อยู่ได้ประมาณวันเศษๆ ครับ พูดง่ายๆ คือ ชาร์จเมื่อวานตอนเช้าๆ ก็อาจจะต้องมาชาร์จซ้ำอีกทีตอนค่ำๆ วันนี้แล้วล่ะ …​ ซึ่งตรงนี้และ ที่ทำให้การออกแบบสายเคเบิ้ลเป็นหัวเฉพาะ และไม่ได้หาซื้อสายเคเบิ้ลสำรองได้ง่ายๆ มันกลายเป็นข้อจำกัดของ Fitbit Charge HR ไปอ่ะครับ

อย่างไรก็ดี จากที่ได้ลองใช้มาเกือบสัปดาห์ เรียกว่า Fitbit Charge HR นี่ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผม คือ พนักงานออฟฟิศ วันๆ ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายอะไรมากไปกว่าการเน้นการเดินๆๆๆ และต้องการจับดูว่าเวลานอนเนี่ย นอนเต็มอิ่มดีไหม อะไรแบบนี้ แต่ในขณะเดียวกัน หากอยู่ๆ ไลฟ์สไตล์เราเกิดเปลี่ยนไป มีการออกกำลังกายแบบง่ายๆ เข้ามาด้วย เช่น การจ๊อกกิ้งโดยมีการพกสมาร์ทโฟนไปฟังเพลงด้วย อะไรแบบนี้ Fitbit Charge HR ก็ยังพร้อมที่จะเป็นคู่หูตามติดไปด้วย และคุณสมบัติการวัดอัตราการเต้นหัวใจแบบ Real-time ก็ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ในตรงนั้นด้วย

 

บทสรุปการรีวิว Fitbit Charge HR

Fitbit Charge HR นี่เป็น Activity Tracker ที่เรียกว่าครบเครื่องดีครับ นับก้าวได้ ตรวจจับได้ว่าเราขึ้นบันไดไปกี่ขั้น คำนวณการเผาผลาญพลังงานของเราได้ ตรวจจับสภาวะการนอนของเราได้ และยังวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้อีก เรียกว่าสำหรับคนออกกำลังกายเล็กน้อยจนถึงปานกลาง ตัวนี้ตัวเดียวเอาอยู่ และการใช้คู่กับ Smartwatch ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร โอเคทีเดียว ตัวแอปเองก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดี ให้ข้อมูลได้ดี

ถ้าจะถามว่ามันติดอะไร … ก็คงเรื่องของค่าตัวครับ 6,290 บาทถือว่าออกตัวแรงอยู่หน่อยครับ ซึ่งอาจจะต้องนำไปเทียบกับ Garmin Forerunner 15 ที่มีทั้ง GPS ในตัว กันน้ำได้ 5ATM และแบตเตอรี่อายุยืนยาวกว่า (ยกเว้นจะเปิด GPS ที่แบตจะลดฮวบๆ) เพียงแต่ Fitbit Charge HR นี่มีดีกว่าตรงที่วัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ในตัว และ Garmin Forerunner 15 นี่แพงกว่านิดหน่อย

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: