รีวิว obi worldphone sf1 … เมื่ออดีต CEO ของ Apple มาทำ Android smartphone

Print Friendly

obi worldphone sf1

มันเป็นข่าวฮือฮาอยู่พักนึง เมื่ออดีต CEO ของ Apple นาม John Sculley ผู้เคยเฉดหัว Steve Jobs ออกจาก Apple (ก่อนที่เฮียจะกลับมาทีหลัง แล้วนำ Apple สู่ความยิ่งใหญ่อย่างในปัจจุบัน) เขาลงขันกับหุ้นส่วนใน Sillicon Valley ทำแบรนด์สมาร์ทโฟนขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่าหนีไม่พ้นการใช้ระบบปฏิบัติการ Android ครับ มาดูกันว่าผมรู้สึกยังไงกับเจ้านี่ หลังจากได้ลองใช้มาเกือบสองสัปดาห์

 

ออกตัวล้อฟรีก่อน…

นานๆ ทีที่ผมจะต้องออกตัวล้อฟรีก่อนที่จะเขียนบล็อกรีวิวครับ แต่อันนี้ไม่ขอออกตัวล้อฟรีคงไม่ได้จริงๆ เพราะมันมีสองเรื่องที่ต้องเล่าให้ฟังก่อนครับ

  • เรื่องแรกเลย … ทางทีม PR ที่ส่งเจ้านี่มาให้ลอง บอกว่าเจ้านี่แม้จะมีหน้าตาเป็นตัวที่วางจำหน่ายจริง … ตัวที่วางจำหน่ายทาง Lazada จะเป็นรุ่นที่มี RAM 2GB กับ Internal storage 16GB นะครับ แต่ตัวที่ผมได้มาลองเป็นอีกเวอร์ชันนึงที่ไม่ได้ขายในไทย คือ มี RAM 3GB กับ Internal storage 32GB
  • อีกเรื่องเป็นอะไรที่ต้องขอชมเชยทีม PR ครับ เพราะมันมีเรื่องนึงที่ผมอดไม่ได้ที่จะต้องเขียนถึง และมันดูไม่ดีต่อภาพลักษณ์ของเจ้า obi worldphone sf1 นี่มากๆ ซึ่งผมก็บอกทีม PR ไปแล้วว่าถ้าผมจะเขียนมันต้องออกมาแบบนี้นะ และทางทีม PR ก็ยอมที่จะให้เขียนแบบตรงไปตรงมา (แบรนด์อื่นๆ เขาทำใจกับสันดานการเขียนแบบนี้ของผมอยู่แล้ว แต่นี่แบรนด์ใหม่ เลยต้องให้เขาเข้าใจตรงกันก่อน)

เอาล่ะ … เมื่อเคลียร์เรียบร้อยแล้ว ก็มาอ่านรีวิวกันได้ครับ

 

รูปร่างหน้าตาของ obi worldphone sf1 … ODM จากเสินเจิ้นชัดๆ

ตอนที่เห็นแพ็กเกจของ obi worldphone sf1 เนี่ย ผมชอบนะ เพราะมันดูดีมาก แม้ตัวเครื่องจะราคา 7,290 บาท แต่แพ็กเกจมันทำให้เจ้านี่ดูเป็นของพรีเมี่ยมขึ้นมาทีเดียว แต่พอแกะกล่องออกมาดูแล้ว ผมต้องเปลี่ยนความคิดครับ เพราะตัวเครื่องด้านหลังมันเขียนว่า Designed in San Francisco และ Assembled in China

 

Designed in San Francisco ... แต่ที่ผมเห็นน่ะ มัน ODM จีนชัดๆ

 

อ่านถึงตรงนี้ หลายๆ ท่านอาจจะรู้สึกว่า … มันแปลกตรงไหน iPhone มันก็เขียนแบบนั้น … มันแปลกตรงที่ดีไซน์ของเจ้า obi worldphone sf1 เนี่ย มันทำให้ผมนึกถึงสมาร์ทโฟนรุ่นนึงของจีนน่ะสิครับ นั่นคือ Doogee DG900 Turbo 2 ที่ผมเคยรีวิวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมานั่นเอง

 

Doogee DG900

 

มันก็ไม่ได้เหมือนแบบเป๊ะๆ 100% หรอกนะครับ มีรายละเอียดบางอย่างที่แตกต่างออกไป เช่น ตรงส่วนกล้องด้านหลัง ตำแหน่งของช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และ ตำแหน่งของลำโพงตัวเครื่อง เป็นต้น … แต่ในภาพรวม ผมต้องบอกว่า เจ้านี่ไม่น่าจะเป็น Designed in San Francisco แต่น่าจะเรียกว่าเป็น ODM จากผู้ผลิตในจีนซะมากกว่าครับ

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการจะทำสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเองซักตัว ไปหาผู้ผลิตในจีน แล้วเลือกแบบที่ใช้ สไตล์ที่ชอบ จ่ายตังค์แล้วก็ผลิตได้เลย … ปกติแล้วผมก็จะพูดแค่ขำๆ เวลาที่เห็นสมาร์ทโฟนจากจีนดีไซน์ลอกแบบรุ่นใดรุ่นนึงมา แต่ในกรณีของ obi worldphone sf1 นี่ ผมต้องขอเขียนถึงแบบเน้นๆ หนักๆ เพราะจากที่ผมไปดูเว็บของเขา เขาใช้คำว่า “true original” และ “original and distinctively designed” อะไรแบบนี้ ซึ่งผมมองว่า มันเป็นคำพูดที่ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อยเลย … เดี๋ยวมีวิพากษ์ในส่วนของซอฟต์แวร์อีกนะ

เอาล่ะ … ถ้าเรามองข้ามเรื่องดีไซน์ที่ไม่ได้ ORIGINAL อย่างที่เขาว่า … หน้าตาของ obi worldphone sf1 ก็เป็นประมาณนี้ครับ

 

obi worldphone sf1 ด้านหน้า

 

ด้านหน้าของ obi worldphone sf1 เป็นหน้าจอ IPS LCD ขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1920×1080 พิกเซล (ความหนาแน่นพิกเซล 443ppi) ไม่มีปุ่มกดแบบ Physical บนหน้าจอครับ มีกล้องดิจิตอลด้านหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซลพร้อม LED Flash ด้วย

 

obi worldphone sf1 ด้านหลัง

 

ส่วนด้านหลังก็เป็นดีไซน์เรียบง่ายครับ บอดี้เป็นอลูมิเนียมดูสวยดี สีดำดูขลัง มีกล้องดิจิตอลความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อม LED Flash มาให้ด้วย

 

obi worldphone sf1 ด้านบน

 

ด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และรูไมโครโฟนเล็กๆ สำหรับบันทึกเสียงตอนอัดวิดีโอก็แค่นั้น

 

obi worldphone sf1 ด้านล่าง

 

ส่วนด้านล่างของ obi worldphone sf1 ก็จะเป็นพอร์ต Micro USB 2.0 เอาไว้ชาร์จแบตเตอรี่และเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนรูๆ ที่เห็นอ่ะ ด้านซ้ายของตัวเครื่อง (ด้านขวาในรูป) เป็นไมโครโฟน ส่วนด้านขวาของตัวเครื่อง (ด้านซ้ายในรูป) เป็นรูไมโครโฟน

 

obi worldphone sf1 ด้านซ้าย

obi worldphone sf1 ด้านขวา

 

ส่วนด้านซ้ายและด้านขวาของตัวเครื่อง ก็จะเป็นปุ่ม Volume ปุ่ม Power และมีช่องใส่ซิมครับ โดยตรงเนี้ยจะเป็นแบบใส่ Nano SIM ได้สองอัน แต่ช่องใส่อันนึงต้องเลือกว่าจะใส่เป็น Nano SIM หรือจะใส่เป็น MicroSD card ครับ ฉะนั้นใครอยากจะเพิ่มความจุของเครื่องก็ต้องยอมไม่ใช้แบบสองซิม แต่หากจะใช้สองซิมก็จะอดเพิ่มความจุของตัวเครื่อง

ถ้าไม่นับเรื่องที่ดีไซน์จริงๆ แล้วเป็น ODM ไม่ใช่ Designed in San Francisco อย่างที่เขาว่า … ก็ต้องยอมรับว่าเป็นสมาร์ทโฟนราคาเจ็ดพันต้นๆ ที่ออกแบบมาดูดี ใช้วัสดุดีครับ

 

ประสบการณ์ในการใช้งาน obi worldphone sf1

ซอฟต์แวร์ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่ทำให้ผมบอกได้ว่า ที่ obi worldphone เขาคุยว่าดีไซน์เป็นแบบ true original เนี่ย มันเป็นแค่อวดสรรพคุณจริงๆ นอกจากจากที่สังเกต ผมเห็นว่าเขาพยายามจะชี้ให้เห็นว่า obi worldphone นี่มาจากสถานที่ที่มีนวัตกรรมมากที่สุดแห่งนึงของโลก (คือ Sillicon Valley)​ ด้วย

 

คำโฆษณาเรื่องดีไซน์ที่มีบนเว็บของ obi worldphone

 

แต่จากที่ได้ลองใช้งานแล้ว บอกได้เลยว่าตัวซอฟต์แวร์เนี่ยเป็นแบบ Android พื้นฐานเลยครับ ซึ่งแม้ผมเองจะไม่ค่อยได้เจอสมาร์ทโฟนแบบที่ใช้ Android ODM มาพักใหญ่ๆ แล้ว (ไม่ค่อยมีคนส่งมาให้รีวิว) แต่ก็พอบอกได้จากที่ได้ลองเลยล่ะครับ

 

หน้าจอ Lock screen ของ obi worldphone sf1Home screen ของ obi worldphone sf1App tray ของ obi worldphone sf1

Notifications ของ obi worldphone sf1QuickSettings ของ obi worldphone sf1Recent apps ของ obi worldphone sf1

 

อย่างเดียวที่ผมไม่คุ้นเลยก็น่าจะเป็น Lock screen ครับ แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่โดดเด่น … ส่วนด้านในเนี่ย จะมาสไตล์ Android มาตรฐาน แบ่งเป็น Home screen และ Lock screen และก็มี Notifications กับ QuickSettings ส่วน Recent apps มีแตกต่างไปนิดหน่อย ตรงที่เราจะได้เห็น Task Manager และ Clear All

ถือว่าทุกอย่างครบถ้วนตามแบบที่ระบบปฏิบัติการ Android พึงมี แต่จากที่ลองพยายามหาดูแล้ว บอกได้ว่าหาแอปที่พัฒนาโดย obi worldphone เองไม่เจอครับ ที่เจอก็จะเป็น Clean Master แอปฟรีที่ปกติแถมใน ROM ของ Android smartphone ราคาประหยัดที่ OEM/ODM จากประเทศจีนเป็นหลัก แล้วก็มี AVG Antivirus ด้วย กับฟรีแอปนั่นนิดนี่หน่อย

 

obi worldphone sf1 ตอบโจทย์การใช้งานสมาร์ทโฟนได้ดีอยู่

 

แต่หากไม่คิดถึงประเด็นนี้ ตัว obi worldphone sf1 นี่ก็เป็นสมาร์ทโฟนราคาประหยัดที่ตอบโจทย์การใช้งานจำพวกท่องเว็บ เล่นแชท อัพเดตสถานะตัวเองบน Social media ได้สบายๆ ครับ หน้าจอแสดงผลความละเอียด Full HD แบบ IPS LCD ก็ให้ความคมชัดดี จะท่องเว็บ อ่านข่าว อ่านอีบุ๊ก ก็ดูสบายตาครับ

มองในแง่ของสเปกแล้ว ยังดีว่า obi worldphone sf1 เลือกใช้ชิป Snapdragon 615 แทนที่จะเป็นพวก MediaTek แบบที่สมาร์ทโฟนจีนแบบราคาประหยัดเขามักจะเลือกใช้กัน

 

ดูคลิป 1080p บน obi worldphone sf1

 

ด้วยสเปกของฮาร์ดแวร์ เดี๋ยวนี้การชมไฟล์วิดีโอ 1080p บนสมาร์ทโฟนราคาครึ่งหมื่นขึ้นไปเนี่ย ทำได้สบายๆ ครับ ฉะนั้นหมดห่วงกับ obi worldphone sf1 ได้เลยครับ และหน้าจอแสดงผลความละเอียด Full HD แบบ IPS LCD ก็ให้ประสบการณ์ในการรับชมวิดีโอที่ดี

ในด้านคุณภาพเสียง ลำโพงของ obi worldphone sf1 นั้นถูกปรับแต่งมาเพื่อให้เสียงมีความชัดเจนและยังคงมีเนื้อเสียงที่โอเคอยู่ ไม่ได้แหลมบางหรือว่าแห้งผากจนเกินไป พวกเครื่องให้จังหวะฟังดูมี Attack ดี และสมดุลย่านเสียงของรายละเอียดในเพลงได้ค่อนข้างโอเค ข้อสังเกตคือหากเร่งระดับเสียงจนสุดจะพบว่ามีย่านกลางสูงที่จิกประสาทหูนิดๆ ให้รู้สึกรำคาญได้ และมีอาการแตกพร่าในบางเพลง

ในการทดสอบการฟังผ่านหูฟัง ปกติผมจะใช้ Apple EarPods แต่ครั้งนี้มีเหตุให้ต้องใช้หูฟังอื่น ก็เลยเอา Sony มาใช้ พบว่าให้โทนเสียงที่นุ่มนวล ขับช่วงเสียงต่ำออกมาค่อนข้างเด่น ช่วงเสียงสูงแม้ไม่ใสนักแต่ยังมีความชัดเจนดี มวลเสียงพอดีๆ ไม่เล็กเกินไปหรือใหญ่หนา หากฟังในระดับเสียงที่เหมาะสม (กรณีของผม เปิด 40-60%) นับว่าให้ประสบการณ์การฟังเพลงที่ดีเลย ทั้งเนื้อเสียง สมดุลของรายละเอียดย่านเสียง และมิติเสียง แต่หากเร่งระดับเสียงขึ้น เนื้อเสียงจะบางลง ย่านต่ำทั้งหลวม ล้น และเบลอ เสียงฟังดูฟุ้งกระจายไม่น่าฟังไปเลย

 

เล่นเกม Real Racing 3 บน obi worldphone sf1

 

ลองเอามาเล่นเกมดูบ้าง ลองเล่น Real Racing 3 ก็สามารถเล่นได้ดี ไหลลื่น กราฟิกก็ถือว่าโอเคอยู่ ฉะนั้นใครสนใจอยากเอา obi worldphone sf1 มาเล่นเกม ก็ไม่น่าจะประสบกับปัญหาใดๆ ยิ่งถ้าใครแค่เล่นเกมแนว MMORPG แบบที่ฮิตๆ กันในปัจจุบันที่เป็นแนว 2D ทั้งหลาย ไม่น่ามีปัญหาใดๆ เลย

มาดูที่การถ่ายรูปและวิดีโอบ้างครับ … ก็น่าจะพอเดาได้แล้วล่ะนะว่า obi worldphone sf1 นั้นไม่ได้ออกแบบ ROM ของตัวเองมา แต่เลือกที่จะใช้ ROM มาตรฐานจาก ODM ของจีนซะมากกว่า และสำหรับส่วนของตัวกล้องแล้ว มันคือตัวเดียวกับของ i-mobile IQZ เลยครับ (IQ Camera)

 

User Interface กล้องของ obi worldphone sf1

IQ Camera แบบเดียวกับ i-mobile IQZ เลย

 

แต่มองในแง่ของการใช้งาน ก็ถือว่าลูกเล่นมีเยอะอยู่ครับ แต่จากที่ลองใช้เนี่ย สังเกตได้ว่าชัตเตอร์ความเร็วไม่สูงมาก แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่น่าเกลียด สำหรับสมาร์ทโฟนราคาประมาณเจ็ดพันต้นๆ แบบนี้ … อย่างไรก็ดี พอลองมาใช้ถ่ายรูปจริงๆ แล้ว มันมีข้อสังเกตสองเรื่องครับ

 

ภาพโดย obi worldphone sf1

 

เรื่องแรกเลยคือ ภาพออกมาติดโทนม่วง สังเกตได้จากภาพถ่ายวิวภูเขาจากห้องในโรงแรมที่ผมพักเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน ถ่ายตอนเช้าราวๆ แปดโมงนิดๆ ฟ้างี้สีฟ้าสวยเลย แต่ภาพที่ออกมากลับเป็นฟ้าอมม่วง และตรงภูเขาก็เห็นได้ชัดว่าติดอมม่วงนิดๆ ส่วนอีกเรื่องก็คือความคมชัดของภาพ ที่ไม่น่าประทับใจซักเท่าไหร่

 

ภาพโดย obi worldphone sf1

ภาพโดย obi worldphone sf1

 

ตัวซอฟต์แวร์กล้องมีความพยายามอย่างสูงในการทำให้ภาพที่ถ่ายในสภาพแสงน้อยออกมาดูสว่าง จนเห็นได้ว่าภาพมี Noise อยู่พอสมควร แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้สำหรับการใช้งานทั่วไป รวมถึงการนำไปโพสต์บน Social media … ที่น่าแปลกใจคือ พอเป็นสภาพแสงน้อย ภาพที่ได้กลับไม่ค่อยออกมาอมม่วงเท่าไหร่แฮะ

มาดูที่การถ่ายวิดีโอกันบ้าง ความละเอียดสูงสุดที่ถ่ายได้คือ 1080p ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไรสำหรับสมาร์ทโฟนราคาประมาณเจ็ดพันกว่าบาทในตอนนี้ แต่เมื่ออยู่ในโหมดถ่ายวิดีโอแล้ว ก็จะไม่สามารถปรับโฟกัสแบบแตะตามจุดได้ ต้องพึ่งพา Auto focus และ Auto exposure เท่านั้น ซึ่ง Auto exposure นี่ดูจะมีแนวทางในการคำนวณที่แปลก ผมลองแพนกล้องไปที่จอทีวีที่กำลังเปิดอยู่ในตอนค่ำๆ ซึ่งมันควรจะปรับภาพโดยรวมให้มืดลงเพื่อให้เห็นภาพบนทีวีชัดๆ แต่นี่ปรากฏว่ายังพยายามทำภาพโดยรวมให้สว่างเอาไว้ก่อน … แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อยู่ที่คนชอบอ่ะครับ ว่าอยากได้แบบไหน แต่ถ้าถามผม มันควรจะให้ปรับได้ว่าจะพิจารณาการชดเชยแสงแบบไหน Centered หรือ Matrix หรืออื่นๆ มากกว่า หรือจะให้ดี ก็ให้ปรับ Auto focus/Exposure ได้ด้วยการแตะบนจุดที่ต้องการบนหน้าจอเลย ซึ่งด้วยสเปกของฮาร์ดแวร์มันน่าจะทำได้ แต่มันติดที่ซอฟต์แวร์อ่ะครับ

 

บทสรุปการรีวิว obi worldphone sf1

ผมขอแบ่งความรู้สึกในการรีวิวของผมออกเป็นสองแบบครับ

  • ถ้ามองเจ้านี่แบบไม่สนใจว่ามีการคุยเอาไว้ว่าเป็น original design, designed in San Francisco อะไรแบบนี้ มันคือ ODM จากจีนที่สเปกกำลังดี หน้าจอสวยคมชัด ซอฟต์แวร์ทำงานได้ลื่นระดับนึง ใช้งานเป็นสมาร์ทโฟนได้แบบชิลๆ คุ้มค่ากับสนนราคา
  • แต่ถ้ามองเจ้านี่แบบพิจารณาที่ทาง obi worldphone เขาคุยเอาไว้ว่าเป็น original design, designed in San Francisco ละก็ ต้องบอกว่า “ไม่ใช่เลย” แม้แต่น้อยครับ ให้ผมย้ำอีกกี่รอบ ผมก็ต้องบอกว่านี่คือ ODM smartphone จากผู้ผลิตในจีน ทั้งดีไซน์ตัวเครื่องและ ROM ข้างในเลย (เผลอๆ อาจจะใช้โรงงานเดียวกะ i-mobile และใช้ ROM เกือบจะแบบเดียวกันด้วย) ถ้าให้ผมวิพากษ์ในส่วนนี้ ผมคงต้องบอกว่า มันเหมือนกับว่า เฮีย John Sculley วันนึงเกิดอยากทำสมาร์ทโฟนมาขาย แล้วก็เลยบินไปจีน ไปคุยกะผู้ผลิต เลือกดีไซน์ที่ชอบ เลือกสเปกที่คุ้มค่าเหมาะกับการขาย แล้วก็ให้ผู้ผลิตเขาทำแล้วแปะยี่ห้อ obi worldphone ก็เท่านั้น

ก็ประมาณนี้อ่ะครับ … อาจจะดูชัดเจนว่าผมจะบ่นเรื่องความเป็น ODM ซะมาก นั่นเพราะผมไม่ชอบครับ เวลาที่แบรนด์ไหนจะมาโฆษณาว่าดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ มีนวัตกรรม แต่ในความเป็นจริงแล้วก็คือ ODM เสินเจิ้น อะไรประมาณนี้ ซึ่งเดี๋ยวนี้ผมเห็นฝรั่งบางกลุ่มเขาทำกันแบบนี้แล้วด้วยสิ (อ่านบทความ เมื่อ Crowdfunding campaign กลายเป็นช่องทางหาเงินแบบรวยทางลัด)

 

คำชี้แจงจากทาง PR ของ obi worldphone sf1

ทาง PR ของ obi worldphone sf1 เขาขอพื้นที่ชี้แจง เพื่อความแฟร์ ตอนแรกผมก็บอกเขาแล้วว่าผมจะขอชี้แจงเรื่องที่เขาอีเมล์มา แต่เขาอีเมล์มาอีกครั้งว่าขอให้เอาเนื้อหาอีเมล์ที่เราคุยกันลง เพราะถือว่ามันเป็นข้อมูลส่วนตัวที่คุยกัน (แม้ว่าจะไม่มีเรื่องอะไรปิดบัง …​ ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่าไม่มีอะไรให้ปิดบังจริงๆ เพราะเนื้อหาอีเมล์ของเขาก็เป็นแบบแฟร์ๆ ชี้แจง)

ฉะนั้น เนื่องจากเขาขอให้เอาเนื้อหาลง ผมก็ยินดีที่จะทำตามครับ เพราะไม่เห็นว่าจะมีผลกระทบใดๆ กับการรีวิว

 

เนื้อหาเพิ่มเติมสำหรับการรีวิว obi worldphone sf1

สิ่งที่ผมไม่ได้พูดถึงไปในการรีวิว obi worldphone sf1 ก็มีดังนี้ครับ

  • ตัวกระจกที่ใช้บนหน้าจอ เป็น Gorilla Glass 4 ซึ่งทนทานต่อการเกิดรอยขีดข่วนมากขึ้น และเป็นแบบเดียวกับที่ใช้บนสมาร์ทโฟนแบบไฮเอนด์ทั้งหลาย ซึ่งถือว่าดีที่สุดในบรรดาสมาร์ทโฟนราคาต่ำกว่าหมื่น เพราะพวกนี้ส่วนใหญ่อย่างเก่งก็ใช้ Gorilla Glass 3 ครับ …​ อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์ในการใช้งานสมาร์ทโฟนยี่ห้อต่างๆ ของผม แม้จะเกิดรอยขีดข่วนยาก แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีโอกาสเกิด ฉะนั้นแนะนำให้ติดฟิล์มกันรอยอยู่ดีครับ (กันไว้ดีกว่าแก้ เพราะเปลี่ยนกระจกมันก็ไม่ได้ถูกๆ แต่เปลี่ยนฟิล์มน่ะถูกกว่าเยอะ)
  • ตัวกระจกนั้นมีการเคลือบสาร olephobic ด้วย สารนี้จะช่วยลดการเกิดรอยคราบนิ้วมือและรอยเปื้อนบนหน้าจอ ซึ่งเป็นแบบที่ iPhone เขาก็ใช้กัน แต่ทว่าเมื่อเราติดฟิล์มกันรอยแล้ว ฟีเจอร์นี้ก็ …​ ไม่ได้ทำให้เราได้รับประโยชน์อันใด และฟิล์มกันรอยหรือกระจกกันรอยรุ่นใหม่ๆ สมัยนี้เขาก็เคลือบสาร olephobic มาแล้วด้วยอ่ะนะ … แต่ถ้าใครไม่อยากติดฟิล์มกันรอย เพราะไหนๆ ก็อุตส่าห์ซื้อสมาร์ทโฟนที่มี Gorilla Glass 4 มาแล้ว ก็จะรู้สึกได้ว่ารอยคราบนิ้วมือมันเกิดยากกว่าจริงๆ (เสียดาย ไม่สามารถถ่ายรูปมาให้ดูได้ เพราะรูปคราบรอยนิ้วมือบนหน้าจอถ่ายติดยากมาก)
  • เทียบกับสมาร์ทโฟนแบรนด์จีนทั้งหลายที่ราคาประมาณนี้ ยังถือว่า obi worldphone sf1 ให้สเปกและคุณภาพที่คุ้มค่ากับราคา … อย่างที่ผมบอกไปแล้ว หากตัดอคติ (ของผม) ที่ผมกล่าวถึงไปข้างต้นออกซะ มันก็เป็นสมาร์ทโฟนที่คุ้มค่ากับราคาจริงๆ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: