รีวิว ZTE Axon Elite สมาร์ทโฟนไฮเอนด์แดนมังกร

Print Friendly

ZTE Axon

ปกติเราจะเห็นแต่ว่าสมาร์ทโฟนจากแดนมังกรจะมีราคาไม่แพงมาก ไม่ค่อยเห็นราคาระดับไฮเอนด์กะใครเขา แต่โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อ ZTE ซึ่งถือว่าเป็นแบรนด์จีนที่ดังระดับโลกแบรนด์นึงเขาออกตัว ZTE Axon และมาวางจำหน่ายในไทยในสนนราคา 17,900 บาทเมื่องาน Thailand Mobile Expo 2015 ช่วงปลายปีที่ผ่านมา … เมื่อเร็วๆ นี้ ทาง ZTE เขาส่งมาให้ลองเล่น เลยขอเอามาเขียนเล่าสู่กันอ่านไว้ ณ ที่นี้ครับ

 

มาดูรูปร่างหน้าตาของ ZTE Axon Elite กันก่อน

ดีไซน์ของ ZTE Axon Elite นี่สมกับที่วางตำแหน่งเป็นระดับไฮเอนด์ สนนราคา 17,900 บาทจริงๆ ด้วยบอดี้อลูมิเนียม มีดีไซน์ที่ดูออกจะเป็นเอกลักษณ์ของตนเองมากทีเดียว

 

ZTE Axon Elite ด้านหน้า

 

ด้านหน้าของ ZTE Axon Elite จะเป็นหน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1920×1080 พิกเซล (ความแน่แน่นของพิกเซล 401ppi) มีกล้องดิจิตอลด้านหน้า 8 ล้านพิกเซล มีปุ่มกดมาตรฐาน Android แบบเดิมๆ (จากซ้ายไปขวา) คือ Back, Home และ Menu

 

ลำโพงตัวเครื่องของ ZTE Axon Elite ถูกซ่อนไว้อย่างดีเลย

 

นอกจากนี้ก็มีดีไซน์ด้านหน้าที่ทำให้รู้สึกว่าน่าจะมีลำโพงสเตริโอด้านหน้า แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้นครับ เพราะด้านบนของตัวเครื่องเป็นลำโพงสำหรับโทรศัพท์เท่านั้น ส่วนลำโพงของตัวเครื่องก็มีอันเดียวอยู่ด้านล่าง​ … แอบเสียดายมาก เพราะอุตส่าห์ดีไซน์มาสไตล์นี้แล้ว น่าจะทำเป็นลำโพงสเตริโอคู่ด้านหน้าไปเลยดีกว่า

 

ZTE Axon Elite ด้านหลัง

 

ด้านหลังของ ZTE Axon Elite นี่มีกล้องดิจิตอล 2 ตัวครับ ตัวหลักเป็น 13 ล้านพิกเซล (อันล่าง) เป็นกล้องถ่ายรูป แล้วมีตัวที่สองความละเอียด 2 ล้านพิกเซล (อันบน) ที่เอาไว้เก็บภาพอีกมุมนึงเพื่อเอาไว้คำนวณด้านลึก พร้อม Dual LED Flash และมีตัวสแกนลายนิ้วมืออยู่ตรงนี้ด้วย

ที่งงๆ คือ ทำไมต้องดีไซน์ให้ด้านบนกับด้านล่างเป็น Faux leather หรือลายหนังเทียมก็ไม่รู้สิ … แต่ก็ไม่ได้ทำให้ดูผิดหูผิดตานะ … มันก็ดีไซน์ออกมาได้เข้ากันดีอยู่ …​ แค่ผมรู้สึกว่า ทำไมต้องทำให้เป็นลายหนัง (ฟะ)

 

ZTE Axon Elite ด้านบน

 

ด้านบนของ ZTE Axon Elite มีแค่ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และรูไมโครโฟนสำหรับบันทึกเสียง และใช้กับฟีเจอร์ Active noise cancellation

 

ZTE Axon Elite ด้านล่าง

 

ด้านล่างของ ZTE Axon Elite มีพอร์ต Micro USB 2.0 เอาไว้ใช้ชาร์จแบตเตอรี่และเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ กับรูไมโครโฟนเอาไว้คุยโทรศัพท์และบันทึกเสียงตอนถ่ายวิดีโอ

 

ZTE Axon Elite ด้านซ้าย

 

ด้านซ้ายมีช่องใส่ Nano SIM card และ MicroSD card ที่เราต้องเลือกครับ คือ ถ้าจะใส่ 2 ซิม ก็จะใส่ MicroSD card ไม่ได้ แต่หากจะใส่แค่ซิมเดียว ก็จะเพิ่ม MicroSD card ได้สูงสุด 128GB ครับ

 

ZTE Axon Elite ด้านขวา

 

ส่วนด้านขวาของ ZTE Axon Elite ก็จะมีแค่ปุ่ม Power เท่านั้นแหละ

ในภาพรวม ก็ถือว่าดีไซน์ของ ZTE Axon Elite ทำออกมาได้ดีทั้งในแง่ของวัสดุและในแง่ของรูปร่างหน้าตา แต่ที่ดูจะลำบากหน่อย ก็น่าจะเป็นเรื่องการหาฟิล์มกันรอยมาติด เพราะขอบจอมันถูกออกแบบมาโค้งมน ฟิล์มกันรอยทั่วๆ ไปมันจะติดเต็มจอไม่ได้ นอกจากนี้ ตัวหน้าจอมันถูกออกแบบมานูนกว่าขอบตัวเครื่องนิดนึง ผมละเสียวจริงๆ เวลาทำเครื่องตกพื้น มันเสี่ยงหน้าจอแตกง่ายกว่าปกติปะเนี่ย

 

เล่าประสบการณ์เล่น ZTE Axon Elite

ตัวระบบปฏิบัติการ Android ของ ZTE Axon Elite นั้นใช้ UI ที่เรียกว่า MiFavor UI เวอร์ชัน 3.2 ครับ มันไม่เหมือนกับแบรนด์จีนอื่นๆ ตรงที่ไม่ได้มีธีมให้เลือกดาวน์โหลด แต่จะเด่นมันอยู่ตรงที่ สามารถปรับแต่งธีมเองได้ด้วยรูปหรือสีที่มีมาให้อยู่แล้ว หรือจะเลือกใช้ตามใจชอบ และปรับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพิ่ม เช่น ทำภาพวอลล์เปเปอร์ให้เบลอ หรือเปลี่ยนสไตล์ของไอคอน เพื่อสร้างความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์ของเราเองขึ้นมา

 

Home screen ของ ZTE Axon Elite

 

ตัว MiFavor UI ก็เป็นสไตล์แบบที่แบรนด์จีนเขานิยมใช้ คือมีแค่ Home screen ไม่มี App tray ซึ่งเป็นแบบที่ผมชอบ เพราะผมเป็นคนไม่ได้วาง Widget อะไรมากมายอยู่แล้ว … แต่ใครที่ชอบวาง Widget ต่างๆ เยอะๆ ก็ไม่ต้องห่วง เพราะ MiFavor UI ไม่ได้ตัดคุณสมบัติการวาง Widget ออกไป เราแค่แตะหน้าจอค้างไว้ ก็ใส่ Widget ได้ตามใจแล้ว

รูปแบบการใช้งานของ MiFavor UI เข้าใจไม่ยาก แต่เป็นการผสมผสานสไตล์ของแบรนด์ต่างๆ เข้าด้วยกัน

  • เราปาดนิ้วจากล่างขึ้นบน (ตรงไหนของหน้าจอก็ได้) จะเป็นการเลือกปรับแต่งหน้าจอ Home screen
  • หากปาดนิ้วจากด้านบนลงล่าง (ตรงไหนของหน้าจอก็ได้) ก็จะเป็นการเรียก QuickSettings & Notifications ลงมา
  • การแตะบนตำแหน่งว่างของหน้าจอค้างไว้ จะเป็นการเลือก Widget ที่จะใส่ไปบนหน้า Home screen
  • การแตะไอคอนแอปบนหน้าจอค้างไว้ จะเป็นการเลือกย้ายตำแหน่งไอคอน หรือจะ Uninstall แอปออก
  • แตะที่ปุ่ม Menu ค้างไว้ จะเป็นการเลือกสั่งงานด้วยเสียง
  • แตะที่ปุ่ม Back ค้างไว้ จะเป็นการเรียกหน้าจอ Recent apps
  • แตะที่ปุ่ม Home ค้างไว้ ก็เป็นการเปิดใช้ Google Now

 

ดึง Notifications bar ลงมาแล้ว ปาดจากบนลงล่างอีกที ก็จะเห็น QuickSettings แบบเต็มๆเลือกปรับลำดับของ QuickSettings ได้

 

ถ้าเราเรียก QuickSettings & Notifications ลงมาแล้ว แล้วปาดนิ้วจากบนลงมาด้านล่างอีกครั้ง จะเป็นการแสดงตัวเลือก QuickSettings แบบเต็มๆ ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะแสดงอันไหนไว้ตรงไหน

 

แตะตรง Notifications ค้างไว้ จะเห็นไอคอน (i) เมื่อแตะแล้วจะสามารถปรับตั้งเรื่อง Notifications ได้การปรับตั้ง Nofitications แต่ละแอป สามารถปรับได้ละเอียดด้วย

 

ในส่วนของ Notifications หากเราแตะค้างที่ Notification เอาไว้ แล้วแตะที่ไอคอน (i) ก็จะเป็นการเข้าไปปรับแต่งส่วนของ Notification นั้นๆ ว่าอยากจะให้แสดงไหม ลำดับความสำคัญเป็นยัง อะไรแบบนี้

 

เทคโนโลยี EyeprintID ใช้สแกนรูปแบบดวงตา

 

แต่ลูกเล่นที่เป็นจุดขายของเจ้านี่จริงๆ คือด้าน Security ที่นอกเหนือจากการสแกนลายนิ้วมือแบบแค่แตะตัวสแกนลายนิ้วมือก็พอ ไม่ต้องปาด แบบที่แบรนด์ต่างๆ ก็เริ่มนิยมใช้กันมากขึ้นแล้ว เจ้านี่ยังมีทั้งการปลดล็อกหน้าจอด้วยการสแกนดวงตา และการใช้เสียงเพื่อปลดล็อกด้วยครับ

ที่อยากลองของมากคือการสแกนดวงตาครับ ผมลองเล่นก่อนเลย และลองพยายามหาทางโกงหลายๆ แบบดู เช่น การเอาไปลองสแกนตาคนอื่น หรือแม้แต่พยายามถ่ายเซลฟี่ตัวเอง แล้วลองให้มันสแกนดวงตาจากภาพดู (ผมลองทั้งใช้กล้องหน้าของสมาร์ทโฟนตัวอื่น และใช้กล้องหน้าของ ZTE Axon Elite นี่ถ่ายเอง) จนแล้วจนรอด ผมก็ไม่สามารถโกงมันได้ครับ และพอมาสแกนดวงตาของผมจริงๆ มันก็ปลดล็อกได้ … เรื่องความแม่นนี่คงต้องยอมมันจริงๆ

แต่จนแล้วจนรอด ผมพยายามลองปลดล็อกหน้าจอด้วยเสียง … กลับไม่ประสบผลสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว … อันนี้หากท่านใดซื้อไปใช้แล้วลองแล้วมันเวิร์ก รบกวนแชร์ข้อมูลกับผมด้วยนะครับ

 

ตัวสแกนลายนิ้วมือของ ZTE Axon Elite

 

ที่สุดแล้ว สำหรับเรื่อง Security เนี่ย ผมว่าลายนิ้วมือสะดวกสุดแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตั้งค่า หรือการใช้งาน ซึ่งเจ้า ZTE Axon Elite นี่มีตัวสแกนลายนิ้วมือที่ใช้อ่านลายนิ้วมือได้เพียงแค่แตะเท่านั้น ไม่ต้องปาดให้วุ่นวาย ถือว่าสะดวกดีครับ

 

หน้าจอ 5.5 นิ้ว Full HD IPS LCD ใช้ท่องเว็บสะดวกดี

 

ลองใช้ ZTE Axon Elite ในด้านอื่นๆ บ้าง เช่น เอามาท่องเว็บ เล่น Social media คือ คงไม่ต้องรีวิวประสบการณ์ในการใช้งานให้มากหรอกนะ เพราะระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชันล่าแบบนี้ ก็รองรับแอปยอดนิยมที่เราๆ ท่านๆ ชอบใช้กันครบอยู่แล้ว หน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD ก็ช่วยให้การอ่านอะไรต่อมิอะไรสบายตามากๆ ลองเอามาท่องเว็บอ่านบล็อก อ่านข่าว หรือแม้แต่อ่านการ์ตูนก็ชิลมากๆ

 

Mi-Assistant เป็น Utilities app ที่ครบวงจร

 

อีกตัวนึงที่น่าสนใจคือ Mi-Assistant ที่เป็น Utilities app ที่ช่วยบริหารจัดการอะไรหลายๆ อย่างในสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันพวก Malware ด้วย Avast Virus Scanner หรือการกำจัดพวกไฟล์ขยะ การสร้างพื้นที่ส่วนตัวที่คนอื่นเข้าถึงไม่ได้ถ้าไม่มีรหัสผ่าน หรือการล็อกไม่ให้ใช้งานแอป อะไรแบบนี้

 

ดูคลิป 4K 2160p บน ZTE Axon Elite สบายๆ

 

ลองเอามาทดสอบดูวิดีโอความละเอียดสูงบ้าง ด้วยสเปกของ ZTE Axon Elite มันแรงพอจะถอดรหัสวิดีโอความละเอียด 4K สบายๆ เลยครับ ในส่วนของคุณภาพเสียง ลำโพงนั้นให้เสียงที่เน้นความคมชัด อีกทั้งให้ความรู้สึกหนักแน่นดี มีลักษณะเสียงที่เปิด (Open) รู้สึกโปร่ง ช่วยให้แสดงรายละเอียดเสียงออกมาได้ดี ฟังไม่อึดอัด ทั้งนี้มีจุดสังเกตว่าการปรับแต่งเสียงนั้นให้ลักษณะที่ขึ้นจมูกไปเสียหน่อย ทำให้รู้สึกว่ามิติของเสียงแบนไปเสียหน่อย

ลองทดสอบฟังด้วยหูฟัง Apple EarPods พบว่าให้เสียงในลักษณะเดียวกันกับลำโพงคือเน้นความชัดเจน โปร่ง แต่น้ำหนักเสียงจะฟังดูไม่หนักแน่นนักเนื่องจากแสดงย่านต่ำออกมาได้ไม่มากนัก และฟังหลวม ไม่กระชับ ในความชัดเจนนี้ก็ยังให้ความรู้สึกแข็งกระด้างนิดๆ ทั้งนี้การแสดงผลรายละเอียดเสียงโดยรวมมีความสมดุลไม่มีอะไรที่เน้นออกมามากเกินหรือขาดไปจนทำให้เสียอารมณ์

สำหรับคนที่คิดว่าความจุ 32GB ไม่พอสำหรับใส่พวกไฟล์มัลติมีเดียต่างๆ และการจะถอด MicroSD card เข้าออกเพื่อโหลดไฟล์มัลติมีเดียเข้าไป ก็เสียบสาย USB OTG หรือเสียบ Flash drive ที่มีหัว Micro USB เลย เพราะเจ้านี่รองรับครับ

 

แน่นอน สเปกของ ZTE Axon Elite นี่เล่น Real Racing 3 ได้สบายๆ เลย

 

ข้ามไปที่การเล่นเกมบ้าง ผมลองเล่น Real Racing 3 ที่เป็นเกมขับรถแข่งที่เน้นกราฟิกที่สมจริง รายละเอียดของเกมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระจกข้าง กระจกมองหลัง ฝุ่นตลบไรงี้ หน่วยประมวลผลกราฟิกของ ZTE Axon Elite นี่เอาอยู่สบายๆ ครับ และคิดว่าคงพร้อมสำหรับเล่นเกมไปได้อีกซักปีสองปีล่ะ เพราะช่วงนี้ยังไม่เห็นพัฒนาการด้านกราฟิกของเกมบนสมาร์ทโฟนซักเท่าไหร่เลย

 

User Interface กล้องของ ZTE Axon Elite

 

ลองเอามาทดสอบเรื่องกล้องถ่ายรูปดิจิตอลบ้างครับ กล้องด้านหลังความละเอียด 10 ล้านพิกเซลของ ZTE Axon Elite ซึ่งมี User Interface ที่ใช้งานง่าย และจริงๆ แล้ว ลำพังแค่โหมดออโต้ก็พร้อมสำหรับถ่ายภาพต่างๆ สบายๆ แล้วครับ ส่วนการปรับแต่งเนี่ย สามารถแตะหน้าจอเพื่อปรับโฟกัสหรือการชดเชยแสงแบบอัตโนมัติได้เลย หรือใครอยากปรับแบบ Manual ก็สามารถปรับได้ง่ายๆ จากตัวเลื่อนบนหน้าจอ เวลาที่เราแตะจุดโฟกัส

 

ภาพโดย ZTE Axon Elite

ภาพโดย ZTE Axon Elite

ภาพโดย ZTE Axon Elite

ภาพโดย ZTE Axon Elite

 

ลองเอามาใช้ถ่ายรูปแบบกึ่งออโต้ โดยอาจจะปรับชดเชยแสงด้วยตัวเองบ้าง พบว่าภาพถ่ายที่ได้ ออกมาโอเคทีเดียว เพียงแต่ภาพไม่ได้คมกริบชัดเปรี๊ยะอะไร หากซูมดูใกล้ๆ จะเห็นครับ ว่าภาพนั้นไม่ได้ขอบชัดแจ่มอะไรมาก แต่ในแง่ของขนาดแบบ 100% แล้ว ก็ถือว่าดูดีครับ

 

กล้องคู่ 10 ล้านพิกเซล + 2 ล้านพิกเซล ไว้สำหรับถ่ายภาพแบบ Bokeh

 

กล้องหลังของ ZTE Axon Elite เป็นแบบคู่ คล้ายๆ กับของ HTC ที่ช่วงนึงพยายามชูจุดขายด้วยกล้องแนวเนี้ย ที่ช่วยให้ถ่ายภาพแบบมี Depth of Field โดยใช้กล้องอีกตัวเก็บภาพจากอีกมุม เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการประมวลผลภาพ แล้วนำมาปรับแต่งภาพเพื่อให้มีลักษณะเป็น Bokeh ปรับโฟกัสภายหลังได้ (หน้าชัดหลังเบลอ หน้าเบลอหลังชัด)

 

ภาพโดย ZTE Axon Elite

ภาพโดย ZTE Axon Elite โหมด Bokeh

ภาพโดย ZTE Axon Elite โหมด Bokeh

 

บอกได้ว่า คุณสมบัติการถ่ายภาพแบบ Bokeh ของ ZTE Axon Elite นี่ทำออกมาได้ค่อนข้างโอเคนะครับ แต่ไม่ได้สามารถใช้ได้ทุกกรณี เพราะเอาเข้าจริงๆ ซอฟต์แวร์ก็ยังมีปัญหาเวลาที่จะกำหนดขอบเขตของภาพที่จะทำให้เบลอหรือชัด ฉะนั้นจึงไม่สามารถถ่ายภาพแนวหน้าชัดหลังเบลออะไรแบบนี้ได้ทุกภาพทุกสถานการณ์ แต่เท่าที่ลองใช้ดู หากจัดองค์ประกอบของภาพให้ดีๆ ก็ทำได้อยู่

 

ภาพโดยกล้องหน้า ZTE Axon Elite

 

ลองใช้กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซลดูบ้าง … ภาพถ่ายถือว่าโอเคครับ ภาพออกมาคมชัดดีทีเดียว น่าจะถูกใจคนชอบถ่ายเซลฟี่นะผมว่า

สำหรับการถ่ายวิดีโอ เจ้า ZTE Axon Elite สามารถถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุด 4K เลยครับ ซึ่งคุณภาพของวิดีโอก็ถือว่าดีทีเดียว แม้จะถ่ายแค่ Full HD ด้วยซ้ำ แต่ถ้าจะถ่ายแบบ 4K แล้ว ความจุระดับ 32GB ที่ให้มา มันไม่พอแน่นอนครับ ฉะนั้นคงใส่ซิมได้แค่อันเดียว แล้วก็ต้องไปใส่ MicroSD card เพิ่มด้วย

 

บทสรุปการรีวิว ZTE Axon Elite

ในแง่ของทั้งชื่อแบรนด์ สเปก และการออกแบบแล้ว ZTE Axon Elite นี่คุ้มค่าราคา 17,900 บาทจริงๆ ครับ ดีไซน์ดูดี วัสดุดี ลูกเล่นการใช้งานเยอะแยะ ประสิทธิภาพสูง กล้องดิจิตอลก็ถ่ายภาพออกมาได้ดีทีเดียว เพียงแต่สำหรับคนไทยแล้ว ชื่อยี่ห้อ ZTE อาจจะยังไม่เป็นที่คุ้นหูมากนัก หรือที่เคยเห็นๆ กัน ก็เป็นสเปกแบบราคาประหยัดซะมากกว่า

แต่หากมองอีกแง่นึง แบรนด์จีนที่สเปกแรงราคาประหยัด และเป็นแบรนด์ดังที่รู้จักกันดี ก็มีตัวเลือกที่ราคาประหยัดกว่านี้อยู่ โดยอาจจะได้ซีพียูรุ่นเก่ากว่านิดหน่อย หรือลูกเล่นบางอย่างหายไป (เช่น สแกนลายนิ้วมือไม่ได้) แต่ในแง่ของการใช้งาน ก็จะให้ประสบการณ์ไม่แพ้กัน ในราคาถูกกว่าซัก 6-7 พันบาท อะไรแบบนี้

ฉะนั้น … ก็ต้องพิจารณาครับว่า อยากได้ลูกเล่นมากน้อยขนาดไหน

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: