จัดสัมมนาทางวิชาการ ทำยังไงดี เตรียมยังไงให้พร้อม?

Print Friendly

ภาพผมเมื่อครั้งไปเป็นวิทยากรให้ สวทช.

 

จำได้ว่าตอนเรียน ป.โท (ที่ไม่จบ เพราะดันไม่ทำวิทยานิพนธ์ซะที) มันเหมือนจะมีกฎใหม่อะไรซักอย่าง ที่ให้นักศึกษาต้องจัดงานสัมมนาทางวิชาการ เป็นประสบการณ์ใหม่เอามากๆ (ณ ตอนนั้น) เพราะต้องเตรียมหัวข้อ ต้องติดต่อวิทยากร ต้องเตรียมงาน ฯลฯ ในขณะที่หลายๆ คนในกลุ่มอาจจะไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลย ยังดีว่าได้พี่ๆ บางคนในกลุ่มที่เคยมีประสบการณ์ช่วยแนะนำ และได้อาจารย์เป็นที่ปรึกษาในบ้างเรื่อง

ที่ต้องมาเขียนบล็อกตอนนี้ก็เพราะมีน้องๆ จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมาเชิญไปเป็นวิทยากรครับ แต่น้องคนนึงในกลุ่มนั้น ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่ดูเหมือนจะทำตัวไม่ถูกเลยในการเชิญวิทยากร ขนาดที่ว่าผมแปลกใจว่าน้องเขาไม่รู้เหรอว่าทำแบบนี้ มันเหมือนไม่ให้เกียรติวิทยากรไปหน่อยหรือเปล่า

แต่มองอีกแง่นึง น้องเขาอาจจะทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน (หรือเปล่า?) ฉะนั้น ผมเลยขอถือโอกาสเขียนบล็อกถึงเรื่องการจัดงานสัมมนาทางวิชาการซักหน่อย เผื่อใครมาค้น Google เจอ แล้วจะได้เป็นแนวทางในการทำเนอะ

 

ก่อนอื่น หาหัวข้อสัมมนาก่อน

ถ้าจะต้องจัดสัมมนาทางวิชาการเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของวิชาที่เรียน แบบนี้ไม่ยาก เพราะส่วนใหญ่ก็จะหนีไม่พ้นเนื้อหาตามภาควิชาที่เราเรียนครับ ใครเรียนอีคอมเมิร์ซก็ต้องทำแนวการตลาดออนไลน์อะไรแบบนี้ ใครเรียนจิตวิทยาอุตสาหกรรม ก็ออกแนวจิตวิทยาเพื่อการบริหาร จิตวิทยาในการทำงาน อะไรพวกนี้

เราเรียนมาแล้ว เราต้องรู้ครับ มีอะไรน่าสนใจเกี่ยวกับสิ่งที่เราเรียนที่พอจะมาเป็นหัวข้อได้ … จากนั้นปรึกษาอาจารย์ครับ อาจารย์เห็นด้วยไหม หากไม่เห็นด้วย อาจารย์มีอะไรแนะนำไหม

 

รูปแบบของการสัมมนา

ได้หัวข้อเสร็จ ก็ถึงเวลานึกถึงรูปแบบของการสัมมนาครับ ปกติแล้วเขาก็จะเลือกใช้อยู่สองรูปแบบหลักๆ คือ

  • เดี่ยวไมโครโฟน วิทยากรคนเดียว พูดในหัวข้อที่จัด การสัมมนาแบบนี้จะออกแนวเหมือนๆ กับอาจารย์สอนนักเรียนในชั้นเรียนนั่นแหละ เหมาะกับหัวข้อที่มีทฤษฎีชัดเจน มีทิศทางในการสอนชัดเจน เช่น การประยุกต์ NLP เพื่อความสำเร็จในการทำงาน อะไรแบบนี้
  • เสวนากันเป็นกลุ่ม เชิญวิทยากรมาหลายๆ คน แลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะ ความคิด ประสบการณ์ เหมาะกับหัวข้อที่เป็นเหมือนคำถามปลายเปิด หรือ คำถามที่ต้องการความเห็น ไม่มีคำตอบที่ตายตัว เช่น ทิศทางตลาดออนไลน์ปี 2016 อะไรจะมาแรง? อะไรแบบนี้

การจัดสัมมนาแบบเดี่ยวไมโครโฟนจะง่ายหน่อยตรงที่เชิญวิทยากรคนเดียว แต่ความน่าสนใจจะลดลง เพราะมันคือการนั่งฟังคนคนเดียวพูดยาวสองสามชั่วโมง หากวิทยากรที่เชิญมาไม่เจ๋งพอ สอนเป็นวิชาการจ๋าไปเลย คนฟังหาวหมดแน่ … ในขณะเดียวกัน แบบเสวนากันเป็นกลุ่ม แม้ว่าจะวุ่นวายเพราะต้องเชิญวิทยากรหลายคน แต่หัวข้ออาจจะน่าสนใจกว่า เพราะอาจจะเป็นคำถามปลายเปิดที่ผู้คนให้ความสนใจอยู่ (เช่น ผมเคยจัดเสวนาเรื่อง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ฉบับใหม่ ซึ่งตอนนั้นกำลังเป็นที่สนใจของสังคมอยู่พอดี) และการดำเนินเสวนามันจะไม่น่าเบื่อ เพราะคนผลัดกันพูด ผลัดกันดึงดูดความสนใจของผู้ฟัง

 

การเลือกและเชิญวิทยากร

ถ้าเรารู้จักรุ่นพี่รุ่นก่อน วิธีง่ายที่สุดก็คือ สอบถามรุ่นพี่ว่าเชิญใครมา ถ้าหัวข้อเราเป็นแนวๆ เหมือนที่รุ่นก่อนหน้าเขาจัด มันก็ง่ายเลยครับ เพราะเราจะได้รายชื่อวิทยากรที่ควรจะเชิญแล้ว แต่ถ้าไม่มีจริงๆ ก็ถามอากู๋ (Google) ครับ เดี๋ยวนี้พวกหลักสูตรอบรม สัมมนา เสวนาต่างๆ เขามีการประชาสัมพันธ์บนโลกออนไลน์อยู่แล้ว ฉะนั้นลองเสิร์ชหาเอาเลย พิมพ์ Keyword ไปเลยว่า “วิทยากร” และจากนั้นก็ลองพิมพ์หัวข้อคร่าวๆ ที่เราต้องการ

หมายเหตุ: อย่าพิมพ์ชื่อหัวข้อของเราเข้าไปนะ ชื่อหัวข้อของเรา มันก็ของเราดิ ใครเขาจะมาจัดหัวข้อเหมือนเราเป๊ะๆ … ให้หาด้วย Keyword ของหัวข้อของเราต่างหาก (เช่น การพัฒนาบุคลิกภาพ, NLP, การตลาดออนไลน์ ฯลฯ)

 

หาวิทนากรด้วย Google ดูก็ได้

 

แค่เนี้ย เราก็จะได้ลิงก์ไปยังหน้า Landing page ที่จะมีชื่อวิทยากรแล้ว ที่เหลือก็แค่ดูว่าในหน้านั้นเขาบอกไหม ติดตอวิทยากรยังไง ถ้าไม่มีบอก ก็เอาชื่อวิทยากรไปค้นหาต่อครับ มันต้องมีอยู่ซักเว็บแหละ ที่จะบอกวิธีติดต่อครับ เพราะวิทยากรเหล่านี้เขาก็ต้องประชาสัมพันธ์ตนเองให้คนอื่นเขามาหาเจอบนเว็บเช่นกัน

สิ่งสำคัญที่สุดคือ

  • เลือกวิทยากรที่เหมาะสมกับหัวข้อของเราจริงๆ
  • เลือกวิทยากรที่มีความรู้ความชำนาญในหัวข้อที่เราจะจัดงานจริงๆ

แต่ต้องไม่ลืมว่า แม้วิทยากรบางท่าน (ส่วนใหญ่) เขาจะพร้อมไปให้ความรู้เพื่อนักเรียนนักศึกษาได้ฟรีๆ แต่วิทยากรบางท่าน (ส่วนน้อย) ก็มีค่าตัวนะครับ … เราจัดงานมีงบค่าเสียเวลาให้วิทยากรหรือไม่ บอกท่านไปตามจริงเลย ได้ก็ได้ ไม่ได้ บางท่านอาจจะไม่ติดเรื่องค่าเสียเวลา แต่ก็อาจจะติดงานอื่น ถ้าวิทยากรที่เราเลือกไปไม่ได้ ก็ขอคำแนะนำจากวิทยากรว่าพอจะแนะนำใครให้ได้บ้าง เพราะตัววิทยากรเอง ถ้าอยู่ในวงการมานาน ก็จะต้องมีเพื่อนฝูงวิทยากรแนวเดียวกันอยู่ครับ อาศัย Connection นี่แหละ หาวิทยากรจนได้แหละ

เมื่อวิทยากรโอเค เซย์เยส เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ควรอย่างยิ่งที่จะทำหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัยไปครับ … หลายๆ ที่เขาก็จะมี Template ของจดหมายเชิญอยู่แล้ว ก็อาศัยเขียนตามนั้นเลย

 

Google ก็ใช้ค้นหาตัวอย่างจดหมายได้นะ

 

แต่ถ้าไม่มี Template ให้ล่ะ ทำไงดี จดหมายเชิญก็ไม่เคยเขียนมาก่อน?!? ก็ Google เอาสิครับ พิมพ์ Keyword เช่นเคย … ที่ผมใช้ก็ง่ายมาก “ตัวอย่าง จดหมาย เชิญวิทยากร” แค่เนี้ย เดี๋ยวก็ได้ตัวอย่างจดหมายมาเพียบครับ เลือกเอาตามสะดวกเลย

 

ตัวอย่างอีเมล์เชิญจาก ม.กรุงเทพ

 

เดี๋ยวนี้วิทยากรก็ใช้อีเมล์กันเยอะครับ … เวลาเชิญเนี่ย ก่อนที่จดหมายเชิญตัวจริงจะออกมา ก็ส่งเป็นอีเมล์ไปก่อนได้ครับ ในการเชิญรอบแรก อารมณ์เหมือนเป็นการจองคิวเนี่ย อย่างน้อยที่สุด มีชื่อหัวข้อ มีวันที่ มีเวลา และสถานที่ให้วิทยากรได้รับทราบก่อน … หากบอกได้ว่าคนฟังจะเป็นใคร วัตถุประสงค์ของการจัดคืออะไร จะช่วยให้วิทยากรเตรียมตัวและเตรียมใจในระดับเบื้องต้นได้

ที่ต้องไม่ลืมส่งให้วิทยากรคือ จดหมายเชิญอย่างเป็นทางการ สแกนส่งทางอีเมล์ แล้วอย่าลืมเตรียมเป็นจดหมายตัวจริงไว้ด้วย (ในบางกรณีต้องส่งไปที่หน่วยงานต้นสังกัดของวิทยากร เพื่อให้เขาได้มาร่วมงานสัมมนา แต่บางคนอาจจะบอกว่าไม่จำเป็นต้องส่ง) และในกรณีของงานเสวนา ต้องไม่ลืมส่งประเด็นคำถามให้วิทยากร ส่งล่วงหน้าซัก 1 สัปดาห์ได้ก็จะดี ให้เขาได้มีเวลาเตรียมตัวหน่อย … จากนั้นซักก่อนถึงวันงานซัก 2 วัน อาจจะสอบถามวิทยากรอีกครั้งว่ามีอะไรติดขัดหรือไม่

ในตอนที่ส่งจดหมายเชิญอย่างเป็นทางการ อย่าลืมสอบถามวิทยากรด้วยว่าจะเดินทางมาอย่างไร ถ้าขับรถมา ขอทะเบียนรถวิทยากรด้วย แล้วอย่าลืมเตรียมที่จอดรถไว้ให้พร้อม … ในกรณีที่เชิญวิทยากรมาจากต่างจังหวัด เตรียมงบสำหรับโรงแรมที่พักวิทยากร และค่าเดินทางด้วยนะครับ

 

เนื้อหาในการบรรยายของวิทยากร

เรื่องเนื้อหาเนื่อง จะแตกต่างกันไป อยู่กับว่าเราจัดในรูปแบบไหนครับ

แบบเดี่ยวไม่โครโฟน ปกติแล้ว พอเรากำหนดหัวข้อบรรยายได้ เมื่อเรานำเสนอไปให้วิทยากรทราบแล้ว ทางวิทยากรเองนั่นแหละ จะเป็นคนเตรียมว่าจะมาพูดเนื้อหาอะไรบ้าง เราก็จะมีหน้าที่ประสานงานกับวิทยากร เพื่อให้ทราบว่าเขาจะมาพูดเรื่องอะไร และพวกเราเหล่านักศึกษาก็ต้องไปหาอ่านเพิ่ม เพื่อเรียนรู้ และทำความเข้าใจในเนื้อหา จะได้พร้อมจะกล่าวเปิดงาน และกล่าวสรุปปิดงานได้

อย่าลืมบอกวิทยากรอย่างสุภาพด้วยว่า เพื่อที่เราจะได้เตรียมเอกสารประกอบการสัมมนา (คนมาฟังสัมมนา ชอบมีอะไรอ่านประกอบ) เราอาจจะต้องขอไฟล์ PowerPoint/Keynote มาล่วงหน้า 3-4 วัน เพื่อพิมพ์เตรียมแจก … แต่ตรงนี้หากวิทยากรไม่สะดวกใจจะให้ อย่าตื๊อนะครับ

แบบเสวนากันเป็นกลุ่ม อันนี้หน้าที่ของพวกเราเหล่านักศึกษาก็คือ การเตรียมหัวข้อคำถามที่จะใช้ในงานเสวนา ส่วนใหญ่เขาจะเตรียมกันหลังเชิญวิทยากรเสร็จ เพราะหัวข้อคำถามมันจะเปลี่ยนไปตามแต่ว่าเราเชิญวิทยากรท่านใดมาได้ จำนวนคำถาม ควรเตรียมไว้ประมาณนึง ให้เหมาะสมกับเวลาครับ เช่น มีเวลา 2 ชั่วโมง เชิญวิทยากรมา 4 ท่าน ก็เท่ากับท่านนึงมีเวลาคนละ 30 นาที ก็อาจจะมีซัก 6 ข้อ ให้ได้พูดกันข้อละ 5 นาที ต่อคน อะไรแบบนี้เป็นต้น

ตรงนี้มักจะไม่ต้องเตรียมเอกสารประกอบการเสวนา แต่ว่าควรถามวิทยากรแต่ละท่าน ว่ามีพวกสไลด์มานำเสนออะไรไหม มีอุปกรณ์ใดที่อยากให้เตรียมไหม เราจะได้เตรียมให้พร้อมครับ

 

การเตรียมตัวในส่วนของนักศึกษา

ต้องเตรียมศึกษาหัวข้อที่เราจะจัดสัมมนาหรือเสวนากันเป็นกลุ่ม เพราะเรากำลังจะต้องคุย ต้องอธิบาย ต้องประสานงานกับวิทยากร ฉะนั้นเราต้องเข้าใจในเนื้อหาระดับนึง ถึงจะได้คุยกับวิทยากรรู้เรื่อง … อย่าไปคุยกับเขาแบบเอ๋อๆ ไม่รู้ว่าเรากำลังจะให้เขามาคุยเรื่องอะไร เรื่องที่จะมาคุยมีอะไรบ้าง

นอกจากนี้ เป้าหมายของการจัดงานสัมมนาหรือเสวนานี้ ไม่ใช่แค่เพื่อให้นักศึกษาได้ประสบการณืในการจัดงานนะครับ แต่ต้องได้ความรู้ในเนื้อหา ในหัวข้อที่จัดด้วยนะครับ … นอกจากนี้ ความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เราเตรียมตัวมาในตอนต้นเนี่ย จะช่วยให้เราสามารถกล่าวเปิดและสรุปปิดงานได้สะดวกด้วย

 

ภาพเมื่อครั้งไปเป็นผู้ดำเนินรายการให้ N Forum

 

และในกรณีของการจัดงานเสวนาเนี่ย คนที่เป็นผู้ดำเนินรายการ (Moderator) ก็จะต้องเป็นคนที่มีไหวพริบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี สามารถฟังและสรุปจับใจความได้เร็ว และสามารถตั้งคำถามจากสิ่งที่ได้ฟังได้ด้วย ซึ่งการเตรียมศึกษาหัวข้อที่จะจัดเสวนาเอาไว้ จะช่วยให้มีคำถามในใจเอาไว้ได้ก่อน

 

แล้วงบประมาณจัดงานสัมมนาล่ะ?!?

โดยปกติแล้ว คณะก็น่าจะมีงบประมาณให้จัดสัมมนาในระดับนึงละมั้ง จะกี่ตังค์ก็ตามแต่ แต่ปกติก็จะต้องหมดไปกับค่าจัดงาน ค่าตัววิทยากร ซึ่งเผลอๆ มีค่าที่พักและค่าเดินทางอีก แต่บางทีพอนับทุกอย่างรวมกันแล้ว มันก็เกินงบอะครับ แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?!? จากประสบการณ์ของผม มันมีทางเลือกอยู่ครับ ลองพิจารณาตัวเลือกต่อไปนี้ดูนะ

  • หาสปอนเซอร์ ต้องลองติดต่อแบรนด์นั้นแบรนด์นี้ดู ใครรู้จักห้างร้านไหน สนิทกัน ก็ไปขอสปอนเซอร์มาหน่อย ขนมนมเนย น้ำดื่ม อะไรแบบนี้ … ในกรณีของนักศึกษาปริญญาโท บางคนอาจจะเป็นผู้บริหารในองค์กร ก็ลองพิจารณาช่วยเหลือน้องๆ ได้
  • หาเงินเพิ่ม แบบที่ผมเคยทำก็มี การทำชีทสรุปเนื้อหาบรรยายเพิ่มเติมมาขายในระบบตามศรัทธา (ใครรับชีทไป อยากบริจาคช่วยเหลือทีมผู้จัดสัมมนาเท่าไหร่ก็ว่ากันไป) ตรงนี้แหละ คืออีกเหตุผลนึงที่ผมบอกว่านักศึกษาควรจะเข้าใจในหัวข้อที่จัดสัมมนา (หุหุ)

 

การโปรโมทประชาสัมพันธ์

ปกติงานแบบนี้อาจารย์ก็มักจะกำหนดยอดผู้เข้าร่วมสัมมนาเอาไว้ว่าต่ำสุดควรเป็นเท่าไหร่ ส่วนมากก็อาจจะเป็น 100 คนขึ้นไป ง่ายที่สุดก็คือ รายชื่อของผู้เข้าร่วมสัมมนาที่เขามาร่วมงานของรุ่นก่อนครับ (ถ้าเขายังเก็บไว้นะ) ไล่ส่งอีเมล์ไปเชิญคนเหล่านั้นเลย แค่นี้ก็เป็นการประชาสัมพันธ์ได้ระดับนึงแล้ว

 

ใช้ Google Form ในการลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนา

 

จากนั้นก็เป็นเรื่องการใช้พวก Social media ในการช่วยประชาสัมพันธ์ ทั้ง Facebook ทั้ง Twitter ก็ช่วยกันโพสต์ช่วยกันแชร์ มีเพื่อนบอกเพื่อน มีน้องบอกนอง มีแฟนบอกแฟน ให้ช่วยกันแชร์ไป … ใครบ้าเลือดมีงบ ก็จัด Facebook Ads ไปด้วยก็ได้ ไม่ผิดกติกา แต่ในกรณีแบบนี้ให้เตรียม Google Form ไว้สำหรับลงทะเบียนด้วย ก็จะช่วยให้ … แต่ก็อย่าปิดกั้นวิธีลงทะเบียนทางอื่นล่ะ จะโทรศัพท์ หรือ อีเมล์ อะไรแบบเนี้ยก็เตรียมไว้ด้วย เผื่อบางคนที่สนใจเขาไม่สะดวกกับการเข้าเว็บ กรอก Google Form น่ะ

แล้วก็อย่าลืมเก็บรายชื่อเอาไว้ เผื่อให้รุ่นถัดไปได้ใช้ในการประชาสัมพันธ์ด้วยนะครับ

 

วันงานจริง ทำอะไรบ้าง?!?

วันจัดงานจริง … เราเขียนไว้ว่าลงทะเบียนกี่โมง ไปให้ถึงก่อนเวลาซัก 1 ชั่วโมงนะครับ ไปดูว่าเตรียมทุกอย่างพร้อมหรือยัง อุปกรณ์ต่างๆ พร้อมไหม อะไรต่อมิอะไร เตรียมพร้อมไว้หรือยัง … ลองดูคำแนะนำตามนี้นะครับ

  • ของว่างช่วงเบรก ถ้ามี พร้อมไหม และที่สำคัญ ห้องน้ำ เตรียมพร้อมไหม มีป้ายบอกทางชัดเจนไหม
  • ถ้าวิทยากรมาถึงก่อนเวลา มีห้องรับรองเตรียมไว้ไหม
  • แบ่งงานกันทำ 1-2 คน เตรียมเรื่องสถานที่ เตรียมเรื่องของว่าง แล้วพอถึงเวลาลงทะเบียน ก็ทำหน้าที่ลงทะเบียนด้วย อีกคนนึงดูแลเรื่องวิทยากรโดยเฉพาะ คอยโทรสอบถามว่ามาถึงหรือยัง วิทยากรหลงทางมาไม่ถูกหรือเปล่า ออกไปรับวิทยากรขึ้นมาที่สถานที่จัดงาน คอยดูแลไม่ให้อะไรขาดตกบกพร่อง และเป็นผู้ที่ดูแลครูอาจาร์ย คณะบดี บลาบลาบลา ที่จะเข้ามาเป็นประธานเปิดงานด้วย (ถ้ามี) อีกคนนึงทำหน้าที่เป็นพิธีกร (ในกรณีเดี่ยวไมโครโฟน) หรือผู้ดำเนินรายการ (ในกรณีเสวนา) … ถ้าตามแบบนี้ กลุ่มนึงมี 4-5 คน ก็พอจะทำได้สบายๆ อยู่ครับ
  • คนทำหน้าที่พิธีกรหรือผู้ดำเนินรายการ ต้องตั้งใจฟังสิ่งที่วิทยากรนำเสนอให้มากที่สุด เพราะช่วงสุดท้ายควรจะกล่าวสรุปให้ผู้เข้าฟังได้ฟังกันซักหน่อย
  • ปกติแล้ว อาจารย์ก็อาจจะให้งานสรุปเนื้อหาของการสัมมนาเอาไว้ด้วย ฉะนั้น เพื่อนๆ ที่เหลือที่ว่างอยู่ ก็ช่วยกันจด ช่วยกันจำเนื้อหา สัมมนาเสร็จก็มาสรุปรวมกัน ใช้ส่งอาจารย์ได้

 

จบวันแล้ว อย่าลืมขอบคุณวิทยากร

ปกติแล้ว โดยมารยาท ถ้าวิทยากรมาให้ฟรีๆ ก็มีของที่ระลึกให้วิทยากรซักหน่อยครับ งบน้อยก็หาซื้อเอาในร้านค้าของที่ระลึกของมหาวิทยาลัยนั่นแหละ ปากกา สมุด ปฏิทิน หรือหนังสืออะไรก็ว่ากันไป … อย่าลืมไปส่งวิทยากรเดินทางกลับด้วย และส่งอีเมล์หรือจดหมายไปขอบคุณวิทยากรด้วยนะครับ

ทำให้วิทยากรประทับใจเข้าไว้ ปีถัดๆ ไป รุ่นน้องของเราก็จะได้เชิญวิทยากรมาได้ไม่ยากครับ

 

แน่นอนว่าการจัดงานสัมมนาหรือเสวนา มันมีอะไรต้องทำเยอะ ยิ่งถ้าเกิดงบน้อยด้วยแล้ว มันคือความท้าทายสุดๆ ครับ แต่ผมก็หวังว่าบล็อกตอนนี้จะเป็นแนวทางให้น้องๆ ได้ใช้เป็นประโยชน์ในการจัดสัมมนาหรือเสวนานะครับ อาจจะมีบางจุดบางช่วงที่ผมขาดตกบกพร่องไปบ้าง สามารถแนะนำเข้ามาได้ผ่านทางคอมเม้นต์นะครับ 🙂

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: