เก็บตก dtac Telenor Youth Forum 2015

dtac Telenor Youth Forum 2015: Knowledge for All

 

สัปดาห์นี้มีโอกาสได้เข้าไปชมน้องๆ สี่สิบกว่าคนเขาเข้าร่วม Workshop ของโครงการ dtac Telenor Youth Forum 2015 ภายใต้ธีม Knowledge for All มาสามวันรวดครับ เป็นแคมเปญของ dtac ที่สนับสนุนให้เยาวชนได้กล้าคิดกล้าแสดงออก ซึ่งผู้ชนะในโครงการนี้จำนวน 2 คน จะได้มีโอกาสไปเข้าร่วม Telenor Youth Forum 2015 ที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ในช่วงพิธีมอบรางวัลโนเบลพอดี ถือเป็นโอกาสดีๆ ครั้งหนึ่งในชีวิตเลยล่ะ … ผมเลยขอถือโอกาสเขียนถึงเรื่องนี้เอาไว้ในบล็อกนี้ซักหน่อยนะครับ

 

คร่าวๆ เกี่ยวกับโครงการ dtac Telenor Youth Forum 2015

คือ Telenor เขาจะมีโครงการ Youth Forum ให้เด็กๆ จากทั่วโลกได้ไปนำเสนองาน ได้ไปแสดงความเห็น แลกเปลี่ยนความรู้กัน และ dtac ซึ่งก็เป็นบริษัทในเครือของ Telenor เขาก็เลยจัดโครงการเดียวกัน เพื่อคัดเลือกเด็กไทยไปเข้าร่วม Youth Forum นี้ด้วย โดยปีนี้ก็เป็นรุ่นที่ 3 แล้ว และจัดภายใต้ธีม Knowledge for All หรือ ความรู้สำหรับทุกๆ คน นั่นเอง (ปีก่อนเป็น Internet for All)

เยาวชนที่จะเข้าร่วม (ปีนี้เห็นว่าอายุน้อยสุดน่าจะ 17-18 ปี ผมจำไม่ได้แม่นเท่าไหร่ และมากสุด 26 ปี) ก็จะต้องส่งใบสมัครมา แล้วผ่านการคัดเลือกแล้ว 40 คนมาเข้าร่วม Workshop 3 วัน ซึ่งจะได้มีโอกาสฟังบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิมาแบ่งปันความรู้ ได้ซักถาม และในวันแรกนี้ก็จะได้รับโจทย์ที่น้องๆ จะต้องไปคิดเป็นโครงการเพื่อมานำเสนอในวันสุดท้าย โดยแบ่งเป็นการนำเสนอเป็นวิดีโอสั้นๆ ความยาว 1 นาที ซึ่งจากจำนวนผู้เข้าร่วมทั้งหมดจะถูกคัดเหลือ 12 คน เพื่อนำเสนอในรอบสุดท้าย ต่อหน้ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ท่าน เป็นเวลา 5 นาที และกรรมการก็จะใช้เวลาอีก 5 นาทีในการซักถาม ซึ่งจะคัดเหลือผู้เข้ารอบ 4 คนสุดท้าย และทาง Telenor Global ก็จะดูวิดีโอการนำเสนอของผู้เข้ารอบ เพื่อคัดเลือก 2 คนสุดท้ายอีกที

 

dtac Telenor Youth Forum 2015 วันแรก

แม้ว่าตอนแรกเป้าหมายคือการคัดเลือกเยาวชนที่จะมาเข้าร่วมโครงการจำนวน 40 คน แต่เอาเข้าจริงๆ ปรากฏว่าได้รายชื่อเยาวชนหน่วยก้านดีมา 52 คนเลยทีเดียว และเมื่อติดต่อยืนยันการเข้าร่วมโครงการแล้ว ก็มีน้องๆ มา 48 คนด้วยกันครับ

วันแรก เพราะเพิ่งจะมาเจอกัน บางคนอาจจะทำความรู้จักกันมาบ้างแล้ว บางคนอาจจะยังไม่ใช่ ก็เลยเริ่มวันแรก (นอกเหนือไปจากการกล่าวทักทาย) ด้วยกิจกรรม Ice breaking เพื่อให้น้องๆ ได้มีโอกาสทำความรู้จักกันครับ

 

กิจกรรม Ice Breaking

 

นอกจากนี้ก็มีการแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับเรื่องของ Startup จากพี่เหม่ง สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ จากโครงการ dtac Accelerate … ณ ตอนนี้ผมเริ่มได้เห็นแววน้องๆ หลายๆ คนแล้ว จากการสอบถามวิทยากร … บอกตรงๆ ว่าแอบดีใจที่น้องๆ เขาไม่อายหรือลังเลที่จะถามคำถามเลย

 

ความรู้ของฉัน ความรู้ของเธอ คือ ความรู้ของโลก

น้องๆ ตั้งใจฟังกันมาก

 

การเสวนาแรก ได้วิทยากร 3 ท่านมาร่วมแบ่งปันความรู้ ได้แก่

  • หมอก้อง (คนละคนกับหมอก้องที่เป็นดารานะครับ) น.พ. ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ ผู้ซึ่งนำ ICT มาใช้กับโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งหมอก้องเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาโปรแกรม Hospital OS ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์บริหารจัดการโรงพยาบาลแบบ Open source และหมอก้องก็ได้เป็นอาสาสมัครในการนำโปรแกรมนี้ไปช่วยติดตั้งให้ในโรงพยาลในประเทศเนปาล และอบรมบุคลากรของโรงพยาลที่นั่นให้ใช้โปรแกรมนี้ด้วย
  • คุณฉัตรชัย อภิบาลพูนผล จากบริษัทกล่องดินสอ ตัวแทน Social enterprise กับผลิตภัณฑ์เล่นเส้น อุปกรณ์วาดรูปสำหรับคนตาบอด วาดแล้วสัมผัสได้ คุณฉัตรชัยเป็นตัวแทนของผู้ที่มองว่าแม้จะเป็นการทำเพื่อสังคม ก็สามารถทำในเชิงธุรกิจได้ ซึ่งการทำเช่นนี้จะยิ่งทำให้โครงการทำเพื่อสังคมมีความยั่งยืนด้วย (เพราะมันสามารถทำรายได้เลี้ยงโครงการ เพื่อให้โครงการดำเนินต่อไปได้ด้วยตนเอง) … เผื่อใครนึกไม่ออกว่ามันเป็นยังไง ผมเลยไปหาวิดีโอบน YouTube มาให้ดูครับ

 

 

  • คุณพลอย กษมา แย้มราตรี สถาปนิกผู้ตั้งคำถามกับงานออกแบบสถาปัตยกรรมชุมชน และเข้าถึงชุมชนเพื่อเรียนรู้และแก้ปัญหา เจ้าของโครงการ “ของเล่นแนวตั้ง” (วิดีโอที่คุณพลอยพูดเรื่องโครงการนี้ในงาน Ignite Thailand ด้านล่าง) ซึ่งคุณพลอยก็จะเป็นตัวแทนของฝ่ายที่ลงมือทำด้วยความตั้งใจที่จะช่วยเหลือสังคมโดยยังไม่ต้องคิดถึงเรื่อง Business model

 

 

ทั้งหมดนี้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้น้องๆ ได้เห็นว่า แม้จะมาจากสาขาอาชีพที่แตกต่างกัน ความรู้ที่ร่ำเรียนมาก็อาจจะไม่ตรงกับโปรเจ็คหรือโครงการที่ทำ แต่หากตั้งใจจริง มีใจรักและทุ่มเทให้กับมันแล้ว อะไรๆ ก็เป็นไปได้ครับ

คือ ที่เห็นนี่แค่ครึ่งเช้านะครับ … อัดแน่นมากๆ

 

ดร.รังสรรค์ ตัวแทนฝ่ายการศึกษาจาก UNICEF นำเสนอเรื่องความท้าทายของระบบการศึกษาในประเทศไทย

 

ครึ่งบ่ายเป็นการนำเสนอเรื่องความท้าทายของระบบการศึกษาในประเทศไทย โดย ดร.รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์ หัวหน้าฝ่ายการศึกษาของ UNICEF Thailand ซึ่งในสไลด์ที่นำเสนอ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางโอกาสในการศึกษาของนักเรียนในเมืองและชนบท และนักเรียนที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวยและยากจน ตลอดไปจนถึงความท้าทายจากภาษาพูดที่แตกต่างกันไปในชนกลุ่มต่างๆ กว่า 70 กลุ่มในประเทศไทย (ซึ่งพูดกันในกลุ่มภาษาหลัก 5 ภาษา) และความท้าทายอื่นๆ อีก เช่น ปัญหาคุณแม่วัยใส เป็นต้น

ตรงนี้ขอแอบเสริมนิดนึงครับว่า ในกรณีความท้าทายในเรื่องภาษากับการเรียนการสอนนั้น ในประเทศไทยมีโครงการที่เรียกว่า ทวิภาษา ดำเนินในไทยมานานแล้วในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การ UNESCO ครับ (รายละเอียดอ่านจากบทความบน Manager Online นี่ได้)

 

น้องๆ แบ่งกลุ่มกันวิเคราะห์และเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาด้านการศึกษาของไทย

หนึ่งในกลุ่มของน้องๆ ที่ออกมานำเสนอการวิเคราะห์และแก้ปัญหาด้านการศึกษาของไทย

 

ตอนท้าย ทาง UNICEF Thailand ได้ให้น้องๆ แบ่งกันเป็นกลุ่มๆ แล้วใช้เวลา 30 นาทีในการวิเคราะห์ว่าอะไรคือความทัาทายของการศึกษาในประเทศไทยที่น้องๆ อยากพูดถึง ลองวิเคราะห์สาเหตุ และลองเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหา (ตรงนี้น้องๆ นำเสนออะไรบ้าง ติดตามได้จาก UNICEF Thailand Facebook Page ครับ) เมื่อน้องๆ นำเสนอเสร็จเรียบร้อย ดร.รังสรรค์ ก็ให้คอมเม้นต์แก่น้องๆ เล็กน้อย และเป็นอันจบ Session

ตรงนี้ถือเป็นการวอร์มอัพเล็กๆ ครับ เพราะท้ายวันก็เป็นการแจกโจทย์การนำเสนอเดี่ยว ซึ่งจะใช้ในการคัดเลือกผู้เข้ารอบ 12 คนสุดท้าย (จากการนำเสนอเป็นวิดีโอความยาว 1 นาที) และรอบ 4 คนสุดท้าย (จากการนำเสนอกับกรรมการเป็นเวลา 5 นาที) ซึ่งน้องๆ ต้องเตรียมตัวเสมือนหนึ่งว่าน้องๆ จะผ่านเข้ารอบ 12 คนสุดท้ายเลยทีเดียว (หรือก็คือ ต้องเตรียมตัวทั้งการนำเสนอ 1 นาที และ 5 นาทีไว้ให้พร้อม เพราะไม่มีใครรู้ว่าใครจะเป็นผู้ได้เข้ารอบไปนำเสนอต่อหน้ากรรมการ)

 

อาจารย์เจษฎา กับหัวข้อ ความรู้ เสพเป็น เสพตาย

 

วิทยากรท่านสุดท้ายของวันนี้ นั่นก็คือ รศ.ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ซึ่งมาบรรยายในหัวข้อ ความรู้ เสพเป็น เสพตาย เพื่อย้ำเตือนให้น้องๆ ตระหนักเสมอว่าการรับข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์นั้นจะต้อง คิด วิเคราะห์ แยกแยะ เช็คก่อนเชื่อ … Session นี้อยากบอกว่า ฮา และ มันมาก

ปิดท้ายวัน ก็เป็นการแจกโจทย์การนำเสนอเดี่ยวของวันที่สามครับ แจกโจทย์เสร็จ ก็จับสลากลำดับก่อนหลังในการนำเสนอวิดีโอครับ … แอบฮา เพราะมีการเชียร์กันว่าใครจะได้เป็นคนแรก … กดดันสุดๆ เพราะการนำเสนอ 1 นาทีผ่านวิดีโอนั้น น้องๆ แต่ละคนจะมีโอกาสแค่คนละ 2 หนเท่านั้น และเมื่อเวลาผ่านไป 1 นาที วิดีโอจะตัดเลย ฉะนั้น ต้องเป๊ะ ครับ

 

dtac Telenor Youth Forum 2015 วันที่ 2

วันที่สองแบ่งออกเป็นสองช่วงครับ ช่วงแรกเป็นการเสวนา โดยได้วิทยากรระดับท็อปมาเลย คือ

  • คุณอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย
  • คุณกิตติพงษ์ อัศวพิชยนต์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซอฟแวร์ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย
  • เรืออากาศโท ทันตแพทย์ ชัชชัย คุณาวิศรุต รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

ทั้งสามท่านมาแชร์ในหัวข้อ It’s time for knowledge generation ครับ

 

การเสวนาหัวข้อ It's time for knowledge generation

 

เป็นการแชร์ประสบการณ์ที่น่าสนใจมาก … และผมชอบมากตอนพี่บี่ อริยะ พนมยงค์ บอกว่า “ผมไม่เห็นด้วยกับโรงเรียนกวดวิชา เพราะมันสร้างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” (อารมณ์คือ เพราะคนมีเงินจะเรียนกวดวิชาได้ คนไม่มีเงินก็อดเรียน เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ) สังคมแห่งความรู้ ควรเป็นสังคมที่ความรู้เป็นของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

คุณกิตติพงษ์ จาก IBM มองเรื่องยุคแห่งความรู้ว่าปัจจัยสำคัญอยู่ที่การสื่อสาร คือ ไม่เพียงแค่เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ แต่ต้องสามารถสื่อสารความรู้นั้นให้แก่ผู้อื่นได้ และก็อยู่ที่ว่าเราจะเลือกสื่อความรู้อะไรให้ผู้อื่น

ในขณะที่เรืออากาศโท ทันตแพทย์ ชัชชัย ในฐานะตัวแทนจากภาคการศึกษาชี้ว่าปัจจัยสำคัญในการไปให้ถึงยุคแห่งความรู้นั้นคือ การสร้างบรรยากาศการยอมรับการเข้าถึงความรู้ให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ครูและอาจารย์ต้องหลุดจากกรอบเดิมๆ ที่มีอยู่ ไม่เพียงแต่จะเป็นผู้สอนความรู้ให้แก่นักเรียนเท่านั้น แต่ต้องเปิดใจพร้อมรับความรู้ใหม่ๆ ด้วย … อาจารย์เขายกตัวอย่างนักศึกษาทันตแพทย์ที่ค้นพบวิธีรักษาฟันแบบใหม่บน YouTube แต่เมื่อเอามาใช้ตอบคำถามอาจารย์ อาจารย์กลับไม่ยอมรับ เพราะไม่เคยรู้เคยเห็นวิธีนี้มาก่อน

Session ถามตอบนี่ก็สนุกมาก เพราะน้องๆ ถือว่าโอกาสที่จะได้พบกับผู้บริหารระดับนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ฉะนั้นเลยมีคำถามเพียบเลย

 

น้องๆ ตัวแทน Youth Forum 2014 มาแชร์ประสบการณ์

 

จากนั้นก็ถึงคิว น้องบอส สิรพัชร บุณยะปาน และ น้องอัสมา นาคเสวี ตัวแทนประเทศไทยที่ได้ไป Youth Forum 2014 (เอิ่ม ถ้าจำไม่ผิด ปีก่อนใช้ชื่อ Youth Summit) มาเล่าประสบการณ์ให้ได้ฟังกันว่าไปทำอะไรบ้าง ได้มีโอกาสอะไรจากการไปครั้งนั้น (สองคนนี้ได้เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลโนเบล และได้พบกับ Malala Yousafzai และ Kailash Satyarthi ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปีก่อนด้วย

 

แบ่งกลุ่มเล่นกิจกรรม ทำความรู้จัก dtac

รู้จักกับทีม Customer service

ได้เข้าชมชั้น 38 ชั้นสันทนาการของ dtac

ได้ทำความรู้จักกับโครงการ dtac NetBuddy ที่สอนชาวบ้านให้เล่นเน็ต ได้หารายได้จากเน็ต

 

ช่วงบ่ายเป็นกิจกรรมทำความรู้จักกับ dtac ครับ อารมณ์คล้ายๆ Walk rally ผมแอบไปเป็นหนึ่งในสมาชิกในกลุ่มด้วย (เลยต้องขออภัย หากภาพประกอบมีแค่น้องๆ กลุ่มเดียว) … ก็ไปทำความรู้จักกับทีม Customer service, ไปรู้จักแคมเปญ NetBuddy ที่สอนให้ชาวบ้านได้รู้จักการใช้งานอินเทอร์เน็ต สร้างโอกาสในการหารายได้ หรือเพิ่มรายได้ จากการใช้อินเทอร์เน็ต (เช่น การใช้ LINE ในการขายสินค้าเกษตร และใช้แอปพลิเคชั่น Farmer Info ที่มีให้ดาวน์โหลดฟรีทั้งบน iOS และ Android ในการเช็คราคาพืชผลการเกษตร), ไปชมวิวชั้น 38 และได้เห็นห้องสันทนาการของ dtac, ไปรู้จัก Co-working space ที่จะเปิดให้บริการเร็วๆ นี้ และคุยกับพี่จากทีม NOC ผู้อยู่เบื้องหลังการแก้ปัญหาระบบเครือข่าย

วันที่สองก็จบลงด้วยประการฉะนี้ครับ

 

dtac Telenor Youth Forum 2015 วันสุดท้าย

วันที่สามนี่เริ่มเร็วกว่าวันแรก เพราะต้องรีบอัดวิดีโอเพื่อให้กรรมการได้ให้คะแนน น้องๆ จะเริ่มอัดวิดีโอตั้งแต่ 8 โมงเช้า ในขณะที่กรรมการก็เริ่มให้คะแนนไปด้วยเลย เพื่อที่ว่าก่อนจะทานข้าว ก็จะสามารถคัดเลือกน้องๆ จำนวน 12 คนมาเข้าสู่รอบสุดท้ายได้

ช่วงเช้านี้เลยมีโอกาสได้พูดคุยกับน้องๆ ทั้งหลาย … แน่นอนว่าแต่ละคนก็รู้สึกตื่นเต้นและกดดัน เพราะมีโอกาสถ่ายแค่สองเทคเท่านั้น แถมการอัดวิดีโอนั้นทำพร้อมๆ กันได้หลายคน เพราะทาง dtac เขาเตรียมอุปกรณ์ไว้หลายชุด และมีน้องๆ บางคนสละสิทธิ์เพราะติดธุระจำเป็นจริงๆ จึงไม่สามารถเข้าร่วมในวันสุดท้ายได้ ผลคือ แม้จะจับสลากได้หมายเลขท้ายๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเริ่มหลังคนอื่นเขาน่ะ เหอๆ

คุยกับน้องคนไหน น้องเขาก็บอกว่าไม่มั่นใจเลย บางคนก็บอกว่าเพราะนำเสนอได้ไม่ค่อยดี บางคนก็บอกว่าเพราะเพื่อนๆ เขาเก่งๆ ทั้งนั้น … เอ๋า! น้องครับ น้องเองถ้าไม่เก่งก็ไม่ได้มาอยู่ตรงนี้หรอกนะครับ มั่นใจหน่อย … น้องบางคนบอกว่ากดดัน เพราะมีให้ถ่ายแค่สองเทคเอง ผมก็เลยบอกไปว่า มองซะใหม่ น้องอายุเท่าไหร่ แล้ว Youth Forum นี่ให้สมัครได้ยันอายุ 28 น้องยังเหลือเวลาอีกหลายปี ปีนึงเขาให้สองเทค น้องยังเหลืออีกตั้งหลายเทคนา

แต่จริงๆ แล้ว ที่อยากบอกที่สุดคือ … การที่น้องได้มาอยู่ในจุดนี้ น้องก็ได้อะไรไปเยอะแล้ว ทั้งได้รับการแบ่งปันประสบการณ์จากวิทยากรเก่งๆ ตั้งหลายคน ได้มีโอกาสพูดคุยสอบถามพวกเขา และได้มีโอกาสทดลองนำเสนอ ได้รู้ว่า ณ ตอนนี้ตนเองอยู่ที่จุดไหน เพื่อจะได้ไปปรับปรุง เรียนรู้เพิ่มเติมให้เก่งขึ้นไปอีก

 

ตั้งใจให้เหลือ 12 คน แต่สุดท้าย ก็กลายเป็น 13 คน

 

และเวลานั้นก็มาถึงครับ ผลการตัดสินปรากฏว่ามีน้องๆ ผ่านเข้ารอบสุดท้ายอยู่ถึง 13 คนเลย (จากที่ควรจะมีแค่ 12 คน) ตรงนี้ก็เพราะน้องๆ เขาไอเดียดีๆ กันนั่นเอง … 12 คนเนี้ย คืออยากบอกว่าถ้าเป็นผมนะ ผมกินข้าวกลางวันไม่ลงแล้ว … เครียด (ฮา)

 

น้องฟ้า กับแนวคิด Digital Farming การนำ Internet of Things มาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต

กรรมการตัดสินรอบสุดท้ายทั้งสี่ท่าน

 

และแล้ว ช่วงบ่ายก็มาถึงครับ เป็นการนำเสนอแบบเต็มๆ ต่อหน้ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ท่าน แถมต้องเป็นภาษาอังกฤษด้วย (จริงๆ ลืมบอกไปว่าตอนนำเสนอ 1 นาทีก็ต้องเป็นภาษาอังกฤษเช่นกัน) โดยกรรมการในรอบนี้ได้แก่

  • คุณนพพร วงศ์อนันต์ – รองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
  • ดร.ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล – ที่ปรึกษา TK Park สำนักงานอุทยานการเรียนรู้
  • มร.ฮิวล์ โอเว่น – Innovation Consultant UNICEF East Asia and Pacific
  • มร. ราจีฟ บาวา – รักษาการรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรของ dtac

แน่นอน เมื่อหมดเวลา 5 นาทีแล้ว ไมค์จะถูกตัดนะครับ หมดสิทธินำเสนอต่อ ฉะนั้นการนำเสนอต้องกระชับ รวบรัด ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า และเมื่อนำเสนอเสร็จแล้ว ก็ต้องให้กรรมซักถามเป็นเวลาประมาณ 5 นาทีครับ ตรงนี้ก็เป็นอีกจุดนึงที่สร้างแรงกดดันให้กับน้องๆ มากทีเดียว

ในระหว่างที่นำเสนอ แอบเห็นน้องฟ้า และ น้องแพนด้า ออกมาเดินวนไปมาประมาณซ้อมก่อนขึ้นเวทีจริง … ก็อยากเข้าไปทักจริงๆ ว่า ไม่ต้องเคร่งเครียดมากขนาดนั้น แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปทัก เพราะกลัวที่น้องๆ เตรียมตัวมาจะลืมหมด -_-”

 

น้องกุ๊กไก่ กับ Accounting & Business for Society

 

ตรงนี้จากที่ได้เห็นน้องๆ นำเสนอกันหลายคน ผมก็อยากฝากถึงน้องๆ ไว้ดังนี้นะครับ

  • การนำเสนองานในระยะเวลาจำกัด ยิ่งให้เวลาน้อย ยิ่งต้องเตรียมตัวมาให้มาก
  • หากมีระยะเวลาเตรียมตัวไม่มาก อย่าเลือกนำเสนอซับซ้อนจนเกินไป หากเรานำเสนอในเรื่องที่เรารู้ดี(มาก) เตรียมตัวมาดี(มาก) จะทำได้ราบรื่น(มาก) … การนำเสนอที่แม้จะเรียบง่าย แต่ราบรื่นไร้สะดุด จะดูน่าเชื่อถือกว่าการนำเสนอที่หวือหวา แต่สะดุดตรงนั้นทีตรงนี้ที
  • นำเสนอให้ตรงประเด็น อะไรคือเป้าหมาย อะไรคือวิธีการ … ลองพิจารณาลำดับการนำเสนอแบบนี้นะ
    • ที่มาและความสำคัญของปัญหา … ปัญหาคืออะไร ทำไมเราถึงเลือกแก้ปัญหานี้
    • ถ้าปัญหานี้เป็นปัญหาเก่า วิธีแก้ปัญหาย่อมต้องมีอยู่แล้ว แต่ทำไมเราถึงคิดว่าวิธีของเราดีกว่า วิธีที่มีอยู่แล้วมีข้อจำกัดตรงไหน … ให้นึกถึงตอน Steve Jobs เขานำเสนอ iPhone เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.2007 (ดูคลิปเปิดเตัว iPhone ครั้งแรกในงาน Macworld 2007 ตั้งแต่นาทีที่ 3:40 เป็นต้นไป)
    • Framework ของวิธีการแก้ปัญหาของเราเป็นอย่างไร
    • อะไรที่จะทำให้วิธีการแก้ปัญหาของเรายั่งยืน … ตรงนี้มันไม่ใช่แค่ตอบว่าได้เงินมาจากการขายสินค้า หรือได้เงินมาจากสปอนเซอร์ แต่ต้องบอกว่าเรามีดีอะไร ถึงจะทำให้สินค้าขายได้ เราจะทำยังไงให้สปอนเซอร์รู้สึกว่าอยากจะสนับสนุนเงินทุนให้เรา
  • เชื่อมั่นในสิ่งที่นำเสนอ ว่าที่เราเสนอไปนั้นทำได้จริง

 

มอบประกาศณียบัตรแก่น้องๆ ที่ผ่านเข้ารอบทุกคน

 

และแล้วก็มาถึงช่วงสุดท้ายครับ ก็เป็นพิธีมอบประกาศณียบัตรแก่น้องๆ ทุกคนที่เข้ามาร่วมโครงการ โดยกรรมการทั้งสี่ท่าน และเมื่อเสร็จเรียบร้อยก็ถึงเวลาประกาศรายชื่อ 4 คนสุดท้ายครับ ซึ่งทั้ง 4 คนนี้ จะได้รับประกาศณียบัตรอีกใบจาก Mr. Lars, CEO dtac และ Mr. Bijaya, Representative from UNICEF Thailand

 

ผู้เข้ารอบ 4 finalists ถ่ายภาพร่วมกับ Mr. Lars, CEO dtac และ Mr. Bijaya, Representative for UNICEF Thailand

 

ทั้งสี่คนก็ได้แก่ …

1. Ton Jiropas กับแนวคิดการบริการแนะแนวอาชีพ
2. Piangfan Naksukpaiboon กับแนวคิดการสอนคนตาบอดด้วย 3D Printing
3. Metiwan Parkcharoen กับแนวคิด Gamification เพื่อการเรียนรู้ (อันนี้ผมตั้งชื่อเอง จากความเข้าใจในสิ่งที่น้องเขานำเสนอ … หุหุ)
4. Jantra Kaewsainguan กับแนวคิด Accounting & Business for Society

ขอหมายเหตุว่า ชื่อของโครงการของน้องๆ ที่เขียนอยู่ เป็นแค่คำอธิบายโครงการที่ผมสรุปให้นะครับ ไม่ใช่ชื่อโครงการที่น้องเขาตั้งอ่ะ

ขอแสดงความยินดีกับน้องๆ มาไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ … ในงานนี้ขอบอกเลยว่าไม่ใช่แค่น้องๆ หรอกนะครับที่ได้ประโยชน์จาก Workshop นี้ แม้แต่พี่เอง ที่ได้มีโอกาสไปนั่งดูน้องๆ มาสามวัน ก็ได้อะไรไปเยอะทีเดียวล่ะ

 

เฮ Workshop จบแล้วจ้า

 

ไว้เจอกันใหม่อีกทีปีหน้ากับ Youth Forum 2016 เนอะ … ปิดท้ายวันด้วย After party จาก dtac ที่ร้าน Common Room ครับ … มีน้องๆ จากรุ่นปี 2014 มาแจมด้วยนะเออ

ดูรูปที่ผมถ่ายจากงานนี้เพิ่มเติมที่ https://www.flickr.com/photos/kafaak/albums/72157657277840574

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: