รีวิว Meizu m2 note ราคาไม่แพง แถมได้ 4G 2 ซิม จอ Full HD ก็ถือว่าคุ้ม

Meizu m2 note

ในขณะที่ Xiaomi ยังเงื้อง่าอยู่ว่าจะเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการยาวๆ ดีไหม (โดยเริ่มจากให้ผู้ให้บริการมือถือเอามาขายก่อน และมีตัวแทนจำหน่าย MiPad มาก่อน) Meizu ก็มาแรงแซงทางโค้ง ปาดหน้าปรื๊ดดดดด ด้วยการเตรียมวางจำหน่ายแบบ Exclusive ผ่าน Lazada ในวันที่ 29 กันยายน 2558 นี้ และเตรียมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย ผ่าน Meizu Thailand อีกด้วย … ฉะนั้น ผมเลยขอนำ Meizu m2 note รุ่นที่กำลังจะวางจำหน่ายเร็วๆ นี้ มารีวิวให้ได้อ่านกันก่อนนะครับ

 

คุยกันเรื่องดีไซน์และสเปกของ Meizu m2 note กันก่อน

กล่องของ Meizu m2 note เนี่ย ทำให้ผมนึกถึงแบรนด์จีนทั้งหลายอ่ะครับ คือเดี๋ยวนี้กล่องมันคงเป็นประมาณนี้กันหมดละมั้ง … ไม่ใช่ไม่ดีนะ มันดูดีเลยทีเดียวล่ะ ดูพรีเมี่ยมขึ้น (จึงไม่น่าแปลกใจที่ Apple เขาให้ความสำคัญกับแพ็กเกจจิ้งของ iPhone … และเป็นที่มาของอีกหลายๆ แบรนด์ที่เอาเป็นเยี่ยงอย่าง)

 

กล่องของ Meizu m2 note ดูดีทีเดียว

 

และก็เป็นเรื่องที่ทำใจได้ สำหรับสมาร์ทโฟนราคาไม่แพงมาก แต่เน้นความคุ้มค่าของสเปก เพราะดีไซน์มันจะชวนให้นึกถึงแบรนด์นั้นแบรนด์นี้ รุ่นนั้นรุ่นนี้ … แน่นอน Meizu m2 note ก็เช่นกันครับ … แว้บแรกที่ผมแกะกล่องออกมาเห็น Meizu m2 note เนี่ย มันทำให้ผมนึกถึง iPhone 5c ขนาดเขื่อง อะครับ ด้วยดีไซน์ด้านหลังขอบโค้งมนรับเข้ากับมือของผู้ถือ เพียงแต่พิจารณาจากสเปกแล้ว เจ้านี่ออกแบบมาแบบผสมผสานครับ คือ ตัวด้านหลังเป็นโพลีคาร์บอเนต (หรือใครจะเรียกพลาสติกก็ตามใจ) แต่หุ้มอยู่บนเฟรมที่เป็นแม็กนีเซียมอัลลอย เพื่อความแข็งแรงทนทาน (อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ของ Meizu)

 

Meizu m2 note ด้านหน้า

 

ด้านหน้าของ Meizu m2 note เป็นหน้าจอแสดงผลแบบ IGZO ของ Sharp ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1920×1080 พิกเซล (403ppi) มาพร้อมกับกล้องดิจิตอลด้านหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และปุ่ม Home เพียงปุ่มเดียว ซึ่งดูแปลกตา

 

ปุ่ม Home ที่ทำหน้าที่เป็นปุ่ม Back ในตัว

 

ไอ้ปุ่ม Home น่ะดูไม่แปลกตาหรอกครับ เพราะมันยังกะปุ่ม Home ของ Samsung ยังไงยังงั้น (ฮา) แต่ที่ดูแปลกตาน่ะ คือ มันไม่มีปุ่ม Recent apps หรือ Back ในแบบที่ระบบปฏิบัติการ Android ควรจะมีต่างหากล่ะ … ส่วนนึงเป็นเพราะว่าปุ่ม Home นี่แหละ ทำหน้าที่เป็นปุ่ม Back ด้วยในตัว (เดี๋ยวค่อยเล่าให้อ่านตอนรีวิวเรื่องการใช้งานนะ)

 

Meizu m2 note ด้านหลัง

 

ด้านหลังของ Meizu m2 note ก็อย่างที่บอกไปตอนต้น เป็นโพลีคาร์บอเนต ตัวที่ผมได้มารีวิวเป็นสีเทาครับ จริงๆ แล้วมันมีสีขาว เทา ฟ้า และชมพู ให้เลือก แต่ไม่รู้ว่าเมืองไทยจะเข้ามาสีไหนบ้าง … มีกล้องดิจิตอลความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์ CMOS ของ Samsung (เช่นเคย อ้างอิงข้อมูลมาจากเว็บไซต์ของ Meizu) และมีแฟลชแบบ Dual-tone ครับ

 

Meizu m2 note ด้านบน

Meizu m2 note ด้านล่าง

 

ด้านบนของ Meizu m2 note มีแค่ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และรูไมโครโฟนที่เอาไว้บันทึกเสียง ส่วนด้านล่างก็เป็นพอร์ต Micro USB 2.0 ลำโพงของตัวเครื่อง (รู 4 รู ในรูป) และรูไมโครโฟนสำหรับการสนทนา

 

Meizu m2 note ด้านซ้าย

Meizu m2 note ด้านขวา

 

ด้านซ้ายเป็นปุ่ม Volume และปุ่ม Power ส่วนด้านขวาก็เป็นถาดใส่ Nano SIM card และ MicroSD card ครับ ซึ่งตรงเนี้ยเราเลือกได้ว่าจะใช้งานแบบไหน คือ ใช้งานเป็นมือถือ 2 ซิม ก็ใส่ Nano SIM ได้สองอัน แต่มันก็จะใส่ MicroSD card ไม่ได้แล้ว (เพราะช่องใส่อีกซิมมันจะใช้ช่องเดียวกะช่องใส่ MicroSD card)

 

ถาดใส่ SIM ของ Meizu m2 note

 

ตอนถอดถาดใส่ซิมกะ MicroSD card ออกมาเนี่ย ก็ต้องหาอุปกรณ์มาจิ้มนะครับ (มีแถมมากับกล่องนั่นแหละ) รูค่อนข้างเล็ก ไม่แนะนำให้เอาคลิปหนีบกระดาษมาแหย่ เพราะเดี๋ยวรูเยินหมด

ในภาพรวม ถือว่าโอเคทีเดียว ถ้ามองข้ามดีไซน์ที่ให้กลิ่นอายแบรนด์อื่นๆ ออกไป ผมว่า Meizu m2 note ก็เป็นสมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาได้ค่อนข้างดี เลือกใช้วัสดุโอเค มีงานประกอบที่ดีทีเดียว ไม่แปลกใจที่เป็นแบรนด์นึงที่แม้แต่พวกฝรั่งเองก็ยังชอบ

 

Meizu m2 note ไม่มีหูฟังมาให้นะครับพี่น้องครับ

 

มีเรื่องนึงที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นก็คือ Meizu m2 note นี่ไม่มีชุดหูฟังมาให้นะครับ อารมณ์คือ อยากได้ต้องซื้อแยกต่างหาก เป็นอุปกรณ์เสริม ก็ไม่รู้ว่าลดต้นทุนไปได้แค่ไหน แต่คงมีแนวคิดว่า ผู้ใช้งานที่เน้นฟังเพลง ก็คงจะหาซื้อหูฟังดีๆ มาใช้อยู่แล้ว ส่วนใครที่เน้นโทรศัพท์ ก็น่าจะมี Bluetooth headset แล้วล่ะมั้ง

 

ทีนี้มาดูเรื่องประสบการณ์ในการใช้งาน Meizu m2 note กันบ้าง

อันดับแรกเลย แบรนด์จีนส่วนใหญ่ชอบมี OS เป็นของตัวเอง คือ ปรับ Android มาเป็นของตัวเองครับ อย่าง OPPO ก็มี ColorOS และ Xiaomi ก็มี MIUI ส่วน Meizu นี่เขาก็มี OS ของตัวเองชื่อว่า FlymeOS ครับผม โดยเจ้านี่มีพื้นฐานมาจาก Android 5.1 Lollipop ครับ

 

็Home screen ของ Meizu m2 noteRecent apps เรียกจากการปัดหน้าจอขึ้นด้านบน

 

ธีมมาตรฐานของ Meizu m2 note ผมว่ามันสีสันสวยดี และเรียบๆ ด้วย แอบชอบครับ … แต่ที่ชอบมากกว่าคือ มันเป็นแบบที่ไม่แยก Home screen กับ App tray ซึ่งเป็นสไตล์ที่แบรนด์จีนส่วนใหญ่ชอบใช้ (และผมก็ชอบสไตล์นี้) แต่เพราะความที่มันไม่มีปุ่ม Recent apps และปุ่ม Back เราเลยต้องปรับตัวกันนิดหน่อย … เริ่มจากการเรียก Recent apps เนี่ย ต้องทำด้วยการปาดหน้าจอจากด้านล่างของตัวเครื่องขึ้นมา

 

อยู่ในเกมก็เรียก Recent apps ได้ ด้วยการปาดจากด้านข้างแทน

 

การเรียก Recent apps ของ Meizu m2 note ทำให้ผมนึกถึง Control Center ของ iOS ครับ แต่อันนั้นวุ่นวายหน่อย เพราะบ่อยครั้งเรียกไม่ขึ้นเวลาที่อยู่ในแอปบางตัว ผมเลยลองเรียก Recent apps ของ Meizu ขึ้นมาตอนอยู่ในแอปต่างๆ ก็พบว่าไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่เวลาเป็นแนวตั้ง เราปาดจากด้านล่างขึ้นด้านบน แต่หากเป็นการใช้งานในแนวนอน ให้ปาดจากด้านขวาไปด้านซ้ายครับ

 

หน้า Notificationsจะดู QuickSettings แบบเต็มๆ ก็ต้องแตะไอคอนเพื่อดูที่เหลือ

 

ในขณะที่การเรียก Notifications และ QuickSettings ยังคงเป็นสไตล์ของระบบปฏิบัติการ Android อยู่ คือ ปาดจากด้านบนของหน้าจอลงมา (ไม่ว่าจะใช้งานแนวตั้งหรือแนวนอน ก็ให้ปาดจากด้านบนลงมาด้านล่าง) … มันโชว์ไม่เต็ม แต่หากแตะส่วนของ Notifications แล้วลากลงมา มันจะแสดง QuickSettings แบบเต็มๆ ได้

 

คุณสมบัติ Smart TouchGesture wakeup

 

ฟีเจอร์นึงที่น่าพูดถึงคือ Smart button (หรือใน Settings เรียก Smart touch) ซึ่งก็คล้ายๆ กับ Assistive Touch ของระบบปฏิบัติการ iOS แต่ว่าสั่งงานได้มากกว่า และสามารถปรับแต่งได้เยอะ เพียงแต่ต้องใช้การเรียนรู้นิดนึง แต่สำหรับหลายๆ คน ที่ไม่ชอบการกดปุ่ม Home เพราะกลัวปุ่มเจ๊ง ก็น่าจะชอบ เพราะไม่ต้องไปหาแอปมาลงเสริมเอง (แต่จริงๆ ก็คิดนะ ถ้ากลัวปุ่มจะเจ๊ง แล้วทำปุ่มมาทำไม -_-”)

อีกฟีเจอร์คือ Gesture wakeup ซึ่งใช้การลากนิ้วบนหน้าจอเพื่อเปิดหน้าจอ หรือสั่งให้เปิดแอปตามที่กำหนด ด้วย Gesture ต่างๆ … แต่ฟีเจอร์นี้โดยส่วนตัวผมไม่ชอบ เพราะว่าถ้าไม่ตั้งไว้ให้ดี โอกาสที่เวลาใส่ในกระเป๋ากางเกงแล้ว มันเผลอไปโดนเหมือน Gesture ขึ้นมา มันทำงานเองซะงั้นก็คงไม่ดี

 

Theme ต่างๆ ที่มีให้เลือก (ของจีน) มีทั้งฟรีและเสียเงินApp Store ของ Meizu

 

และผิดกับพวกแบรนด์ใหญ่ๆ หรือพวก House brand ที่มักจะมาพร้อมกับพวกแอปต่างๆ มากมาย (ทั้งๆ ที่ไม่ได้ขอ) Meizu m2 note นี่ไม่ได้มีแอปอะไรเป็นพิเศษลงมาให้เลยครับ ต้องดาวน์โหลดเพิ่มเอาเองล้วนๆ แต่ไม่ต้องห่วง ทาง Meizu เขาเตรียมติดตั้ง Google Play Store ไว้ให้แล้ว สามารถใช้ดาวน์โหลดแอปต่างๆ ได้เลย แต่ใครที่ติดใช้บริการ Google Contact (เหมือนผม) ละก็ อาจจะสะดุดหน่อย เพราะว่าแอป Phone ของเจ้านี่ ซิงก์ข้อมูลผ่าน Flyme account แต่ไม่สามารถซิงก์ข้อมูลที่อยู่ติดต่อผ่านบริการของ Google ได้ครับ

ถ้าจะซิงก์ ต้องอัพเดต Flyme OS เป็นเวอร์ชัน 4.5.3i ก่อนครับ ซึ่งน่าแปลกใจที่ไม่สามารถอัพเดตจากตัวสมาร์ทโฟนได้ ต้องไปดาวน์โหลดเพิ่มเอาที่เว็บเอง (และมันดาวน์โหลดได้อืดเอาเรื่อง ทั้งๆ ที่บ้านผมนี่เน็ต 30Mbps) เมื่ออัพเดตแล้ว ก็จะตั้งค่าซิงก์ได้ครับ

แต่นอกจากนั้นก็จะมี Theme store และ App store ของทาง Flyme มาให้ครับ ตอนนี้ยังไม่มี International version มีแต่สำหรับคอนเท้นต์จากประเทศจีนเท่านั้นอ่ะครับ … มีทั้งแบบดาวน์โหลดได้ฟรี และแบบเสียเงิน

 

เติมเงินใส่ Flyme account ผ่านเว็บก็ได้นะ

 

ก่อนที่จะเสียเงิน ก็ต้องเติมเงินเข้า Flyme account นะครับ มีวิธีเติมหลายแบบ (แต่ผมไม่ได้ลองหรอกนะ เพราะไม่ได้คิดว่าจะซื้อธีมหรือแอปอะไรในตอนนี้) แล้วก็อาจจะต้องมีพื้นภาษาจีนซักหน่อยล่ะนะ เพราะมันไม่มี UI ภาษาไทยให้ด้วยอ่ะ

 

คำแปลภาษาไทยยังไม่ครบ และไม่ถูกต้อง 100% ซักเท่าไหร่ตอนติดตั้งแอป เราเลือกได้ว่าจะไม่อนุญาตอะไรบ้าง

 

สำหรับผู้ใช้งานชาวไทยจำนวนไม่น้อย ก็อยากจะได้เมนูภาษาไทยไว้ใช้งาน … ตัว Meizu m2 note นี่ก็มีเมนูภาษาไทยแล้วนะ ในภาพรวมก็ถือว่าแปลใช้ได้อยู่ แต่ก็คงยังมีอีกหลายจุดที่ต้องปรับแก้ และบางจุดก็ยังแปลไม่ครบครับ … แต่แบรนด์จีนพวกนี้ ตัว OS มันมีการปรับแต่งให้มีตัวเลือกด้าน Security สูงขึ้นอ่ะ นั่นก็คือในส่วนของ Permissions ต่างๆ ที่แอปขอเข้าถึง เราสามารถเลือกได้ว่าจะเปิดให้เข้าถึงหรือไม่

เรื่องการใช้งานทั่วๆ ไป ไม่น่าเป็นห่วง สเปกของฮาร์ดแวร์สมัยนี้ มันแรงดีพอสำหรับการตอบโจทย์ขั้นพื้นฐานของผู้ใช้งานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการท่องเว็บ การใช้งาน Social media หรือแม้แต่การแชทผ่าน LINE และเจ้านี่ก็ยังรองรับ 4G LTE อีกด้วย ฉะนั้น ใครที่เปิดแพ็กเกจ 4G ไว้ก็สามารถใช้งานได้เต็มที่

แม้จะเป็นสเปกราคาประหยัด แต่ก็ให้หน้าจอแสดงผลความละเอียดสูง IGZO Full HD ฉะนั้นภาพที่ได้ ก็คมชัด สวยงาม สีมันโอเคทีเดียว แถมหน่วยความจำก็ให้มามากถึง 2GB ประกอบกับตัว FlymeOS นี่กินทรัพยากรไม่มาก เลยใช้งานได้ลื่นๆ แม้จะเปิดแอปมาหลายตัว … เรื่อง Storage ก็หมดห่วง ให้มา 16GB (ใช้งานจริงเหลือราวๆ 10.5GB) มากเพียงพอสำหรับติดตั้งแอป ใครอยากดูหนังฟังเพลง ก็ใส่ MicroSD card เพิ่มเอา (แต่นั่นจะทำให้ใช้ 2 ซิมไม่ได้)

 

เกม Asphalt 8: Airborne บน Meizu m2 note ดูกระตุกๆ อยู่นิดๆ

 

ลองเอามาเล่นเกม สเปก Octa-core 1.3GHz Cortex-A53 (64-bit) และ Mali-T720MP3 (เป็น GPU แบบ triple-core) ก็มีสเปกแรงเพียงพอสำหรับการเล่นเกม 3D ได้สบายๆ แต่จากที่ผมลองเล่นเกม Asphalt 8: Airborne ดูแล้ว ผมรู้สึกได้ว่า แม้กราฟิกจะสวยงามเต็มสูบ การเล่นค่อนข้างลื่นไหล แต่เฟรมเรตของเกมมันดูไม่นิ่งเท่าไหร่ มีบางจังหวะที่รู้สึกว่ามันกระตุกๆ อยู่ (แต่เกมไม่สะดุด) น่ะ

 

ดูคลิป 1080p บน YouTube

 

สำหรับการใช้งานด้านความบันเทิง หมดห่วงเลย เมื่อจอแสดงผลมันระดับ Full HD แล้ว การดูคลิปวิดีโอความละเอียด 1080p ก็ไม่ใช่ปัญหาครับ ภาพที่ได้ก็คมชัดดีทีเดียว (ขึ้นอยู่กับว่าไฟล์วิดีโอเราแจ่มแค่ไหนมากกว่าแล้ว งานนี้) การเลือกจอแสดงผลแบบ IGZO มานี่ก็เป็นการตัดสินใจที่ดี

ที่ต้องพิจารณาต่อคือเรื่องของเสียงครับ ซึ่งสำหรับ Meizu m2 note นี่ เสียงที่ได้จากลำโพงนั้นเน้นความคมชัด มวลเสียงมีความกระชับ มีลักษณะการแสดงเสียงที่ Focus แต่ก็ยังฟังโปร่ง ไม่กระจุกให้รู้สึกอึดอัด ทั้งนี้ด้วยความที่ลำโพงนั้นจับพวกเสียงย่านกลางสูงออกมาแสดงเป็นหลัก ดังนั้นหากรายละเอียดใดในไฟล์เสียงถูก Mixed มาแบบเน้นช่วงเสียงต่ำ จะไม่ถูกแสดงออกมาทางลำโพงของ Meizu m2 note เลย ทำให้ขาดอรรถรสไปพอสมควร

ทดสอบฟังด้วยหูฟัง Apple EarPods พบว่าโทนเสียงโดยรวมมีความ Flat ทั้งย่านเสียงและมิติ สามารถแสดงเสียงต่ำออกมาได้ดี แม้จะขาดมิติของเสียงกลาง และความใสของช่วงเสียงสูงไปพอสมควร แต่ภาพรวมฟังดูดีเนื่องจากย่านเสียงมีความสมดุลกันดี ระบบการขยายเสียงทำได้ดีโดยโทนเสียงไม่เปลี่ยนแปลงไป แต่มีข้อสังเกตว่า Step ของระดับเสียงนั้นเว้นช่วงมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ จากระดับเสียงสูงสุด เมื่อลดระดับลงมา 2 Step จะรู้สึกวูบไปเลย และเพียงลดระดับลงมาไม่ถึงครึ่งก็เบาจนเกินไปเสียแล้ว

 

ลองถ่ายรูปและวิดีโอด้วย Meizu m2 note

กล้อง 13 ล้านพิกเซล ใช้ CMOS sensor ของ Samsung นั่นคือสิ่งที่ Meizu m2 note ชูเป็นจุดขาย ซึ่งมาพร้อมกับ Dual-tone LED Flash ซึ่งตอนที่ Apple เปิดตัวมาเป็นครั้งแรกก็บอกว่า เพื่อให้เวลาที่ถ่ายภาพบุคคลตอนกลางคืนแล้วจะได้สีสันที่สมจริง

 

กล้อง 13 ล้านพิกเซล พร้อม Dual-tone Flash

 

ตัว User Interface ของซอฟต์แวร์กล้อง จะออกแนว iOS นิดๆ ครับ คือ เวลาจะเปลี่ยนโหมด ใช้วิธีปัดหน้าจอครับ (ดูรูปด้านล่าง ตรงซ้ายมือของหน้าจอ จะเห็นว่ามันแสดงให้เห็นอยู่ว่าอยู่ในโหมดไหน) ซึ่งมีโหมดต่างๆ ดังนี้

  • Auto (ทุกอย่างแตะหน้าจอ ที่เหลือซอฟต์แวร์ปรับให้หมด ทั้งความเร็วชัตเตอร์, ISO, Exposure Value และการโฟกัส)
  • Manual (เลือกปรับ ความเร็วชัตเตอร์, ISO, Exposure Value, ระยะโฟกัส ได้ตามใจ)
  • Beauty โหมดหน้าสวย (เลือกปรับขนาดดวงตา, หน้าผอมเรียว, ทำหน้าเนียน, ทำผิวขาว)
  • Panorama
  • Light field (หรือเรียกง่ายๆ โหมดถ่ายก่อน ปรับโฟกัสทีหลัง)
  • Scan (เอาไว้สแกนพวก QR code หรือบาร์โค้ด)
  • Slow motion

 

User Interface กล้องของ Meizu m2 note

 

ทว่า รู้สึกได้เลยว่า User Interface มันถูกออกแบบมาให้ใช้งานแนวตั้งมากกว่าแนวนอน เพราะพอเลือกใช้งานแบบแนวนอนแล้ว ตัว Settings หลายๆ อย่าง มันยังแสดงผลในแนวตั้งอยู่เลย … ตรงนี้เป็นจุดที่ควรจะปรับปรุงนะ

 

เสียดายตรงที่ User Interface กล้องดันไม่ทำเผื่อแนวนอนซะงั้น

 

เอาล่ะ … ได้เวลามาดูคุณภาพของภาพถ่ายกันบ้างล่ะนะ

 

ภาพโดย Meizu m2 note

ภาพโดย Meizu m2 note

 

ผมพบว่า กล้องของ Meizu m2 note นี่ปรับโฟกัสใช้เวลาพักนึงเลยทีเดียว ประมาณวินาทีเศษๆ อ่ะ แต่ก็อยู่ในเกณฑ์พอรับได้ เมื่อพิจารณาว่าเจ้านี่สนนราคา 5,990 บาท (แต่ก็มีบางแบรนด์ที่ราคาใกล้เคียง แต่ปรับโฟกัสได้เร็วกว่านะ)

ถ้าถ่ายภาพด้วย Meizu m2 note ภายใต้สภาพแสงแบบกำลังดี หรือถ่ายในที่ร่มที่มีแสงเข้าถึงพอสมควร และเป็นเวลากลางวัน เช่น ผมลองถ่ายภาพตอนอยู่ในโรงอาหารคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธ. ท่าพระจันทร์ ภาพก็ออกมาโอเคนะครับ คุณภาพของกล้อง 13 ล้านพิกเซลก็ถือว่าพอใช้ได้อยู่ แต่ปัญหามันมาเกิดตอนที่ไปถ่ายกลางแจ้ง ตอนแดดจัดๆ ฟ้าจ้าๆ นี่แหละครับ

 

ภาพโดย Meizu m2 note

ภาพโดย Meizu m2 note

 

สังเกตภาพจากสองรูปนี้ได้ ฟ้ามันขาวจ้า โอเวอร์โอโม่ กันไปเลยทีเดียว และ HDR ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากด้วยนะครับ (กล้อง Meizu m2 note เปิดโหมด HDR ได้ แต่ตัวซอฟต์แวร์ทำภาพ HDR ออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่ คือ ส่วนที่จ้าก็ลดความจ้าลงมาไม่เยอะ ส่วนที่มืดมันก็ยังคงแสดงรายละเอียดออกมาไม่ได้มาก)

 

ภาพโดย Meizu m2 note

ภาพโดย Meizu m2 note

 

ลองถ่ายเวลากลางคืนมันไปเลย ใช้โหมดออโต้ พบว่าการปรับโฟกัสทำได้ยากขึ้น ต้องเลือกแตะจุดดีๆ เลย ถ่ายแสงไฟจากป้ายในเวลากลางคืน ถ้าระยะไม่ไกลมากก็พอไหว แต่หากเป็นพวกวิวเวลากลางคืนระยะไกลๆ หน่อย โฟกัสยากมาก รูปมีแนวโน้มเบลอเยอะ … ถ่ายภายในอาคาร หรือ ในที่ร่มมีหลังคาแล้วเปิดไฟ ภาพที่ได้สีจืดไปเลย หลอดไฟแสดงอาการสว่างโอโม่ และคุณภาพของภาพไม่ดีซักเท่าไหร่

ไม่แนะนำให้เอามาถ่ายภาพเวลากลางคืนครับ … บอกไว้ตรงนี้เลย

ลองเอามาถ่ายวิดีโอดูบ้าง มันเลือกขนาดไฟล์วิดีโอได้สามแบบ คือ 480p, 720p และ 1080p ครับ คุณภาพของวิดีโอถือว่าโอเคนะครับ แถมเวลาถ่ายสามารถปรับโฟกัสและปรับชดเชยแสงได้ด้วยการแตะบนหน้าจอด้วย หรือหากไม่ปรับ ระบบก็จะทำการปรับโฟกัสเอง ปรับชดเชยแสงเองตามที่มันเห็นว่าเหมาะสม ซึ่งก็ทำได้เร็วในระดับนึง

 

บทสรุปการรีวิว Meizu m2 note

ถ้าอยากได้สมาร์ทโฟนหน้าตาดูดี งานประกอบดี ซอฟต์แวร์ลื่นๆ ไม่มีแอปที่ไม่ได้ใช้เยอะจนล้น แถมใช้ 4G ได้ด้วย ผมว่า Meizu m2 note ที่ราคา 5,990 บาทนี่ก็เป็นตัวเลือกที่ไว้พิจารณาได้ครับ แต่อย่าไปคาดหวังกับกล้อง 13 ล้านพิกเซลของมันมาก ผมลองแล้วยังไม่ประทับใจเท่าไหร่ … ผมไม่ได้เทียบกับกล้องสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์นะ แต่ผมว่าสนนราคา 6-9 พันบาทเนี่ย สมาร์ทโฟนที่กล้องถ่ายสวยๆ ยังมีอยู่

ต้องบอกนิดนึงก่อน … Meizu m2 note ที่จะขายในไทยจะมีสองระลอก … ระลอกแรกคือ Exclusive deal ระหว่าง Meizu ที่จีนกับ Lazada อันนี้ Meizu Thailand จะไม่มีเอี่ยว หากเกิดปัญหาต้องซ่อม 14 วันแรกสามารถเปลี่ยนของใหม่ได้ตามนโยบายของ Lazada แต่หลังจากนั้น รับประกัน 1 ปี ซ่อมศูนย์ SiS นะครับ มีจุด Drop point ส่งซ่อมทั่วประเทศ หรือจะส่งกลับมาที่ Lazada ก็ได้ (อันนี้ข้อมูลจากทาง Lazada บอกมา) ส่วนระลอกที่สอง จะมาตอนงาน Thailand Mobile Expo 2015 ช่วง 1-4 ตุลาคม อันนั้นจะเป็นของ Meizu Thailand ครับ มีปัญหาก็ส่ง Meizu Thailand เอา

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: