รีวิว Samsung Galaxy Note 5 เมื่อทุกอย่างเริ่มลงตัวสำหรับ Samsung

Galaxy Note 5

มีอยู่ช่วงนึง Samsung เขาเกิดวิกฤตศรัทธา เพราะคนเริ่มมองว่า Samsung เป็นแบรนด์ที่ราคาแอบแพงแล้ว แต่ยังเลือกใช้วัสดุก๊องแก๊งมาทำสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงอยู่ จึงส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนในเรื่องการออกแบบขนานใหญ่ พวกรุ่นราคาหมื่นกลางๆ ยันเรือธงตอนนี้ เลยใช้วัสดุไฮโซกันหมด และมันก็ส่งผลมาถึงการออกแบบ Samsung Galaxy Note 5 ด้วยน่ะสิ … บอกตรงๆ ในฐานะคนที่ใช้มา 5 รุ่นแบบผม เจ้านี่ก็มีส่วนที่ผมชอบ และไม่ชอบอยู่ดี

 

ดีไซน์ที่ดูดีขึ้นมาก แต่ก็ดูเปราะบางมากขึ้น

บอกตรงๆ นะ ตอนที่มี Samsung Galaxy Note 3 ผมชอบดีไซน์ฝาหลังที่เป็น Faux Leather มาก (ฝาหลังพลาสติก แต่ทำลวดลายให้เหมือนหนังเทียม ให้ความรู้สึกเป็นสมุดโน้ตมาก) แต่สุดท้ายคนก็ยังบ่นกันว่าวัสดุเป็นพลาสติก มันดูไม่ไฮโซ ไม่สมราคาสมาร์ทโฟนราคาสองหมื่นกลางๆ งวดนี้ Samsung เขาเลยเอาดีไซน์แบบ Samsung Galaxy S6 edge ที่ผู้คนนิยม เพราะมันดูเป็นเอกลักษณ์มาใช้ซะเลย

 

Samsung Galaxy Note 5 ด้านหน้า

 

แต่ต้องขอขอบคุณ Samsung นะครับ ที่ไม่เลือกทำหน้าจอด้านหน้าให้เป็นแบบขอบจอโค้งแบบ Samsung Galaxy S6 edge เพราะแม้หลายๆ คนจะชอบดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์นี้ แต่มันกลับทำชีวิตผมลำบาก เวลาที่ใช้งาน เพราะมันแตะตรงขอบด้านข้างของหน้าจอไม่สะดวก โดยเฉพาะหากไม่ได้ใช้ Keyboard ของ Samsung เอง (ผมใช้ Google Keyboard) มันจะพิมพ์ลำบากด้วย … งวดนี้ Samsung Galaxy Note 5 ก็ยังคงมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลขนาด 5.7 นิ้ว Quad HD Super AMOLED ให้ความละเอียด 2560×1440 พิกเซล ความหนาแน่นพิกเซล 518ppi แบบเดียวกับ Galaxy Note 4 อยู่

 

ขอบจอของ Samsung Galaxy Note 5 บางมากทีเดียว

 

แต่ความแตกต่างของมันก็คือ เจ้านี่มีขอบหน้าจอที่บางมากครับ บางจนแทบจะชนเฟรมอลูมิเนียมข้างตัวเครื่องแล้ว ตรงนี้บางคนอาจจะไม่คิดอะไรมาก แต่ขอบอกว่าถ้าตั้งใจสังเกตดีๆ แล้ว จะรู้สึกได้ว่า การมองหน้าจอสมาร์ทโฟนแบบที่ขอบบางๆ แบบนี้ มันรู้สึกดีกว่าจริงๆ (เข้าใจอารมณ์ของจอทีวี หรือจอคอมพิวเตอร์ ที่พยายามทำขอบดำๆ รอบๆ จอให้บางลงจริงๆ)

 

กล้องหน้าของ Samsung Galaxy Note 5 ปรับปรุงใหม่เป็น 5 ล้านพิกเซล F1.9

ปุ่ม Home ก็เป็นแบบปรับปรุงใหม่

 

ด้านหน้าของ Samsung Galaxy Note 5 ที่ปรับปรุงมาเพิ่มเติมก็มีกล้องดิจิตอลด้านหน้าที่ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล โดยเป็นเลนส์แบบรูรับแสงกว้าง F1.9 และแน่นอน เป็นแบบ Wide angle เช่นเคย ซึ่งทำให้เวลาเราถ่ายเซลฟี่แล้ว จะได้ภาพที่มุมกว้างกว่า เห็นวิวทิวทัศน์ได้มากขึ้น โดยไม่ต้องยื่นมือออกไปไกลมาก (แต่มันคงกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วรึเปล่า ถึงไม่ได้เอามาอยู่ในการโฆษณา?!?) นอกจากนี้ ปุ่ม Home ที่ยังคงเป็นตัวสแกนลายนิ้วมือก็ได้รับการปรับปรุง มาให้เป็นแบบที่ไม่ต้องปาดนิ้วแล้ว แค่แตะก็สแกนได้เลย (ซึ่งจริงๆ ควรทำมาตั้งกะใช้กับ Note 4 แล้วด้วยซ้ำ … บู่วววว)

 

Samsung Galaxy Note 5 ด้านหลัง

ขอบจอโค้งของ Samsung Galaxy Note 5

 

มาดูที่ด้านหลังกันบ้าง … ดีไซน์นี่ออกมาเป็นกระจก คล้ายๆ กับ Samsung Galaxy S6 หรือ Galaxy S6 edge แต่ต่างกันตรงที่ Samsung เลือกทำด้านหลังเป็นกระจกทรงโค้งครับ ข้อดีคือ มันโค้งเข้ากระชับมือได้ดีมากทีเดียว แต่ข้อเสียคือ กระจกมันก็คือกระจกอะครับ แม้ดีไซน์มันจะดูสวย หรูหราไฮโซ แต่เวลาเปื้อนคราบเหงื่อคราบมันแล้ว มันจะดูแหยะๆ หมดความสวยไปเยอะเลย นอกจากนี้ มันก็เพิ่มจุดอ่อนเข้าไปอีก ตกทีคราวนี้เสี่ยงทั้งจอแตก ด้านหลังแตก … เฮ่อ!

 

กล้องดิจิตอลด้านหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลชและเซ็นเซอร์ต่างๆ

 

กล้องดิจิตอลด้านหลัง ยังคงเป็นแบบ 16 ล้านพิกเซลเหมือนเดิม ก็ไม่เห็นจะต้องบ่นอะไร เพราะจำนวนพิกเซลเยอะไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป หากขนาดเซ็นเซอร์มันยังเท่าเดิม แต่มีอัพเกรดมาใช้เลนส์รูรับแสงกว่า F1.9 แล้ว ก็น่าจะช่วยให้การถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยดีขึ้น (หรือเปล่า?!?) ทั้งนี้จำไว้อย่างนึงนะ การถ่ายภาพในเวลากลางคืนเป็นจุดอ่อนของ Samsung มานาน เพราะพอแสงน้อยทีไร โฟกัสไม่ค่อยได้ทุกที … นอกเหนือไปจากนี้ก็มีแฟลช LED, เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ (เป็นชุดของกล้องเซ็นเซอร์ และแหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์)

 

Samsung Galaxy Note 5 ด้านบน

 

ดีไซน์รอบๆ ตัว เริ่มจากด้านบน ก็จะเป็นไมโครโฟนสำหรับอัดเสียงทั้งตอนที่ใช้แอปบันทึกเสียงหรือถ่ายวิดีโอ แล้วก็มีถาดใส่ Nano SIM card อยู่ตรงด้านบนนี่แหละ … ที่หายไปจนสังเกตได้ก็คือ พอร์ตอินฟราเรดครับ หายไปแล้ว ใช้ Galaxy Note 5 เป็นรีโมทคอนโทรลไม่ได้แล้ว!!! (เข้าใจว่าคงสำรวจมาแล้วพบว่าผู้ใช้งานไม่ได้ใช้ Galaxy Note เป็นรีโมทคอนโทรลเลย)

 

Samsung Galaxy Note 5 ด้านล่าง

 

ด้านล่างของ Galaxy Note 5 ก็จะเป็นพอร์ต Micro USB, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ลำโพงของตัวเครื่อง รูไมโครโฟนที่เอาไว้ใช้ทั้งตอนสนทนาโทรศัพท์ อัดเสียง ถ่ายวิดีโอ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ สล็อตใส่ S Pen ครับ ซึ่งงวดนี้มีการออกแบบมาใหม่ค่อนข้างเกือบจะดี

 

สล็อต S Pen แบบใหม่ ดีขึ้น แต่ก็มีดราม่า (ฮา)

 

ที่บอกว่าเกือบจะดีก็เพราะว่า Samsung ดีไซน์ได้ฉลาด ใช้การกดแกร๊กเพื่อให้ส่วนก้นของ S Pen เด้งออกมา แล้วเราก็จะงัดเอา S Pen ออกมาใช้ได้สะดวกๆ ไม่ต้องมีกลไกสปริงอยู่ในตัวเครื่อง (ซึ่งเมื่อใช้ไปนานๆ ก็จะเกิดการเสื่อม และการเปลี่ยนใหม่ก็จะยุ่งยาก … แต่ถ้ากลไกสปริงมาอยู่ตรง S Pen เมื่อมันเสื่อม ก็เปลี่ยน S Pen เลย ง่ายกว่า ถูกกว่า)

แต่ที่ไม่ดีก็คือ มันไม่ได้ Fool proof อ่ะครับ ฉะนั้นใครมือบอนเผลอใส่ S Pen กลับด้านก็ย่อมได้ มีลูกมีหลานเอา Note 5 ไปให้เล่น ลูกหลานเกิดใส่ผิดใส่ถูก ยัด S Pen กลับด้านก็ย่อมได้เช่นกัน … แล้วพอกลับด้านไปแล้ว มันก็งัดออกลำบาก หรืองัดออกมาได้ กลไกเช็คว่ามีการเสียบ S Pen อยู่ก็อาจจะชำรุด ซ่อมทีก็หลายพันเลย กลายเป็นดราม่าอยู่พักนึง

เพราะความที่ต้องใส่ S Pen ไว้ในตัวเครื่องได้ มันเลยมีข้อจำกัดในเรื่องของความหนา ทำให้ทำให้บางมากกว่านี้ไม่ไหว (บางกว่านี้ ใส่ S Pen ไม่ได้ แต่ถ้าจะทู่ซี้ออกแบบให้ใส่ให้ได้ S Pen ก็ต้องบางจนจับไม่ถนัด) แต่นั่นก็เป็นข้อดี เพราะทำให้จับกระชับมือขึ้นล่ะนะ ปุ่ม Power ปุ่ม Volume ก็อยู่ในที่ที่มันควรจะอยู่เช่นเคย

 

ดีไซน์สวย แต่เพื่อความมั่นใจ ก็ต้องใส่เคสละนะ

 

คำเตือน ดีไซน์มันสวยก็จริง แต่เปราะบางมากขึ้นนะครับ คำแนะนำของผม ดีที่สุดคือ ติดฟิล์มกันรอยด้านหน้า หาเคสยางใสมาใส่ อย่างน้อยหากเผลอทำตกก็น่าจะผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง แต่หากใครมั่นใจว่าไม่เผลอทำตกแน่นอน ก็ติดฟิล์มกันรอยทั้งด้านหน้าด้านหลังซะนะครับ

 

วิจารณ์สเปกของ Samsung Galaxy Note 5

หลังจากได้รีวิวสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมาจำนวนมาก ไม่ต่ำกว่า 100 รุ่นในรอบปีสองปีที่ผ่านมา มันทำให้ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราจะก้าวข้ามการวัดคะแนนด้วย Benchmark app ไปได้แล้วล่ะครับ เพราะผลคะแนนที่ได้ มันก็ไม่ได้ชี้ชัดถึงประสบการณ์ในการใช้งานซะทีเดียว แถมก่อนหน้านี้บางค่ายก็มีข่าวว่าแอบจูนเครื่องเพื่อให้ผลคะแนนออกมาดีซะอีก

แต่ไม่ต้องห่วง … สำหรับท่านใดที่ยังยึดติดกับ “สเปก” ผมก็ยังมองว่ามันเป็นสิ่งที่ควรถูกพูดถึงในเวลารีวิวอยู่ดี ฉะนั้นผมจะไม่ข้ามไป

  • CPU: Samsung Exynos 7420 Octa-core (Quad-core 2.1GHz Cortex-A57 + Quad-core 1.5GHz Cortex-A53) 64-bit
  • GPU: Mali-T760MP8
  • Display: Quad HD Super AMOLED 5.7″ ความละเอียด 2560×1440 พิกเซล (518ppi)
  • RAM: 4GB
  • Internal storage: 32GB หรือ 64GB
  • External storage: ไม่รองรับ
  • Operating System: Android 5.1.1 Lollipop
  • Connectivity
    • ชนิดของซิม: Nano SIM
    • 2G: 850/900/1800/1900MHz
    • 3G: 850/900/1900/2100MHz
    • 4G: รองรับ
    • WiFi: 802.11a/b/g/n/ac Dual-band
    • Bluetooth: 4.2 A2DP, EDR, LE
    • Infrared port: ไม่มี
    • NFC: มี
    • USB On-the-Go: รองรับ
  • Camera:
    • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล F1.9
    • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล F1.9 พร้อม LED Flash
  • Battery: ลิเธียมโพลิเมอร์ 3,000mAh
  • Dimensions: 153.2 มม. x 76.1 มม. x 7.6 มม.
  • Weight:  171 กรัม
  • Others: S Pen, Heart rate sensor, Fast charging, Wireless fast charging
  • Price: 32GB = 25,900 บาท 64GB = 29,900 บาท

ว่ากันด้วยสเปกแล้ว ถือว่ามาแรงมากทีเดียว ถือว่าเป็นท็อปของวงการสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android เลย และว่ากันว่าประสิทธิภาพของ CPU Exynos นั้นตอนนี้ก็เหนือกว่า Snapdragon ของ Qualcomm แล้ว ทาง Samsung เขาเลยวางใจ ใช้ CPU ของตัวเองในรุ่นเรือธงได้ซะทีไง (ฮา)

แต่จุดขายหลักๆ ของเจ้านี่อยู่ที่ S Pen ตามระเบียบ และการที่รองรับการชาร์จแบบไร้สาย และสามารถชาร์จแบบไร้สายในแบบ Fast charging ได้ซะด้วย (แต่หากใครอยากใช้เต็มเหนี่ยวจริงๆ ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน คงต้องทำใจซื้อชุด Wireless charger และอะแด็ปเตอร์อีกชุด … เพราะชุด Wireless charger ของ Samsung ดันไม่มีอะแด็ปเตอร์มาให้ด้วย) … และข้อจำกัดของเจ้านี่ก็จะคล้ายๆ กับ Galaxy S6/S6 edge ครับ นั่นก็คือ มันดันไม่รองรับ MicroSD card นี่แหละ ซึ่งผมก็แปลกใจนะ เครื่องออกจะใหญ่ ออกจะหนา ทำไมหาทางออกแบบใส่สล็อต MicroSD card เข้าไปไม่ได้

 

เล่าประสบการณ์ใช้งาน Samsung Galaxy Note 5

สำหรับคนที่ใช้ Samsung Galaxy Note รุ่นเก่ากว่า Note 4 มา บอกได้เลยว่าจะรู้สึกถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจนมากๆ เพราะขนาดตัวล่าสุดที่ผมใช้คือ Note 4 ผมยังรู้สึกได้เลยว่ามันให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้นจริงๆ อันนี้เป็นผลมาจากการที่ในที่สุด Samsung ก็ยัดแรมมาให้ 4GB ซะที หลังจากที่ปล่อยให้แบรนด์ไต้หวันอย่าง ASUS ชิงตัดหน้าไปซะก่อน (แถมให้มาในสมาร์ทโฟนราคาไม่ถึงหมื่นสองด้วย!!!)

 

แรม 4GB เปิดแอปเพียบก็ไม่หน่วงแล้ว (เย้)

 

คือเราๆ ท่านๆ ที่ใช้สมาร์ทโฟนของ Samsung ก็รู้กันดีอยู่ว่า แม้ TouchWiz UI ของ Samsung จะมีหน้าตาที่ออกจะ User-friendly อยู่ระดับนึง แต่จุดอ่อนสำคัญมันดันอยู่ที่กินแรมมหาศาลมาก ไม่รู้จะใส่ Service อะไรมาเยอะแยะ (เหอๆ) ผลก็คือ เปิดแอปเยอะๆ หน่อย โดยเฉพาะแอปบางตัวที่ก็กินแรมไม่แพงกัน เช่น Google Chrome (ที่หลังๆ ก็ออกมากินแรมเอาเรื่อง ทั้งบนพีซีและบน Android) เครื่องจะเริ่มหน่วงเริ่มอืด แล้วก็ต้อง Clear memory กัน แต่อาการดังกล่าวจากที่ผมลองใช้ Samsung Galaxy Note 5 มา ผมยังไม่เจอะเจอเลย แรมเหลือน้อยที่สุดที่เคยเจอคือ 694MB ซึ่งก็ยังถือว่าเหลือเฟืออยู่ เมื่อเทียบกับจำนวนแอปที่ผมเปิดอยู่

 

ปุ่ม Home ใหม่ สแกนลายนิ้วมือง่ายขึ้นเยอะ

 

ปุ่มสแกนลายนิ้วมือที่เป็นปุ่ม Home ก็ทำงานได้ดีจริงๆ นั่นแหละครับ ดีขึ้นกว่าตอนเป็น Galaxy Note 4 เยอะ เพราะไม่ต้องปาดนิ้วให้วุ่นวายแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงระดับชั้นของ iPhone นะ เพราะขานั้นขนาดแตะกลับหัวมันยังสแกนได้ แต่ของ Galaxy Note 5 นี่ ไม่ต้องถึงขนาดแตะกลับหัวหรอก แค่แตะทแยงหน่อยมันก็สแกนไม่ผ่านแล้ว … แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมไม่พิเรนทร์ขนาดจงใจแตะกลับหัวหรอกนะ (แต่ผมก็ลองทดสอบดู เพราะอยากรู้ว่ามันพัฒนาขึ้นมาได้ดีขนาดไหน)

 

แนะนำให้สแกนนิ้วมือซ้ายและขวา จะได้ใช้ปลดล็อกได้สะดวกๆ

 

ที่ชอบที่สุดก็คือ ตอนตั้งค่าให้จดจำลายนิ้วมืออ่ะ ให้มันจดจำลายนิ้วมือส่วนปลายนิ้วก็ได้ เวลาจะสแกน ใช้แค่ปลายนิ้วมือแตะ มันก็สะดวกดีในหลายๆ กรณีครับ … คำแนะนำของผมคือ ให้มันจดจำนิ้วที่เรามักจะใช้แตะทั้งมือซ่้ายและมือขวาเลยจะดีสุด ข้างละนิ้วก็เหลือเฟือแล้ว

 

พวก App ของ Samsung ที่มาพร้อมกับตัวเครื่อง (นี่แค่บางส่วน)

 

มีช่วงนึงที่ Samsung เขาเลิกยัดเยียดแอปมาให้ แต่ก็แค่ช่วงนึง … ตอนนี้ก็กลับมายัดเยียดเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเลือกแอปที่จะยัดเยียดมาให้ เช่น S Note, S Health, Samsug Gear, SideSync และ Galaxy Gift ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว ก็ไม่น่าจะเรียกบังคับลง เพราะว่ามันคือแอปมาตรฐานของ Samsung อยู่แล้วอ่ะนะ

 

Microsoft Apps มาพร้อมกับ Samsung Galaxy Note 5 เลย ไม่ต้องไปเสียเวลาโหลด

 

อ้อ! มี Microsoft Apps ด้วย อันนี้เข้าใจว่าเป็นความร่วมมือกันระหว่าง Samsung กับ Microsoft ล่ะนะ ซึ่งก็มี Word Mobile, Excel Mobile, OneNote Mobile, OneDrive, PowerPoint Mobile และ Skype อ่ะครับ ซึ่งผมมองว่าเป็นแอปที่หลายๆ คน ก็ควรมีอยู่แล้ว เพราะบางทีเราเปิดไฟล์เอกสารที่ดาวน์โหลดจากเว็บหรือจากอีเมล์ เปิดโดยแอปพวกนี้ มันก็ดูดีกว่าใช้แอปที่เป็น 3rd party ตัวอื่นๆ

ในภาพรวม แอปที่โดนยัดเยียดมาให้ ผมรับได้ เพราะมันก็เป็นแอปที่ได้ใช้งานอยู่ (ยกเว้นพวก S Health กับ Samsung Gear … แต่ก็มีผู้ใช้งานหลายคนได้ใช้ล่ะนะ)

SideSync นี่เอาไว้สำหรับคนใช้คอมพิวเตอร์ แล้วอยากเชื่อมต่อกับ Samsung Galaxy Note 5 ใช้ควบคุม ใช้ทำงานได้สะดวกๆ แต่สำหรับผม ผมไม่ได้ต้องการใช้งานต่อเนื่องขนาดนั้น ผมเลยไม่ได้ประโยชน์อะไรจากมัน แต่ Smart Manager ของ Samsung นี่ผมว่าดีทีเดียว ใช้ติดตามสถานะของสมาร์ทโฟนได้สะดวก และสั่ง Clean memory สะดวกมาก (แม้จะไม่ค่อยได้ทำแล้ว เพราะมีแรม 4GB)

 

Samsung KNOX เอาไว้ใช้ในองค์กรที่ Security สูงๆ

 

สำหรับคนที่ต้องการแบ่งการใช้งานเป็นแบบ ส่วนตั๊วส่วนตัว กับเรื่องงาน แยกกันชัดเจน ก็อย่าลืมติดตั้ง KNOX ครับ อยู่ใน Smart Manager นี่แหละ … มันจะช่วยสร้างพื้นที่สำหรับใช้งาน Galaxy Note 5 ในสภาพแวดล้อมการทำงานได้ชัดเจนดี

 

ซื้อ Galaxy Note 5 มา แต่สุดท้ายเกมโปรดก็คือ Plants vs Zombies 2 (ฮา)

 

แน่นอน สเปกแรงไฮโซซะขนาดนี้ การจะเล่นเกม 3D ในปัจจุบันไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรเลย ฉะนั้นคงไม่ต้องมารีวิวให้อ่านให้วุ่นวายอ่ะนะ (ส่วนนึงเป็นเพราะว่าเกมบนระบบปฏิบัติการ Android ในตอนนี้ยังไม่ได้ต้องการสเปกไฮโซอะไรมากมายนัก) … บอกตรงๆ เอาเข้าจริงๆ ซื้อสเปกไฮโซแบบนี้มา หลายๆ คน (รวมถึงผม) เผลอๆ ก็เอามาเล่นเกมกราฟิก 2D ซะงั้น (เช่น ผมเองก็เล่น Plants vs Zombies 2) ที่อยากพูดถึงน่าจะเป็นเรื่องของการใช้งานเพื่อความบันเทิงมากกว่าอ่ะนะ ซึ่งหน้าจอแสดงผลระดับ Quad HD Super AMOLED ขนาด 5.7 นิ้วเนี่ย ให้ประสบการณ์ในการรับชมที่ดีในระดับนึงอยู่แล้ว

 

ดูหนังบน Samsung Galaxy Note 5 จอ Quad HD ก็คมชัดดีไม่หยอก

 

แต่ที่สร้างเสริมประสบการณ์เข้าไปอีกก็คือคุณภาพของลำโพงของตัวเครื่องนี่แหละครับ ซึ่งในเรื่องของคุณภาพเสียง ก็ต้องยกให้เป็นหน้าที่ของน้องชายของผมเป็นคนรีวิว เพราะมันเป็นนักดนตรีอะครับ และต่อไปนี้คือสิ่งที่น้องชายเขียนรีวิวมาให้ผมแปะในบล็อก …

เสียงที่ได้จากลำโพงนั้นให้รายละเอียดเสียงที่ครบถ้วนชัดเจนดีมาก โทนเสียงโดยรวมมีลักษณะที่เรียบ (Flat) ไม่ได้เน้นย่านใดออกมาเป็นพิเศษ … อย่างไรก็ตามเสียงที่แสดงออกมานั้นกลับให้ความรู้สึกว่าปลายเสียงมีความฟุ้งอยู่บ้าง ทำให้รู้สึกว่าเสียงเพลงนั้นฟังดู “เผละๆ” ไปซะหน่อย

สำหรับการทดสอบสัญญาณเสียงจากช่องต่อหูฟัง เพื่อที่จะเปรียบเทียบกับ iPhone 6 Plus ได้อย่างเท่าเทียม จึงใช้หูฟังที่เป็น Third party ซึ่ง ณ ที่นี้คือ Plantronics BackBeat Pro ครับ ซึ่ง Note 5 นั้นให้เสียงที่เป็นธรรมชาติดีมาก ย่านสูงใส มีปลายเสียงที่เปิด เสียงกลางมีความแฟลต (Flat) เป็นธรรมชาติ ไม่ได้ปรับแต่งให้นวลนุ่มหรือแข็งแรงเป็นพิเศษ และเสียงต่ำที่กระชับหนักแน่น อีกทั้งมีเวทีเสียงที่กว้าง และมิติที่ลึก ภาพรวมของรายละเอียดมีความสมดุลกันดีมาก

เมื่อเปรียบเทียบกับ iPhone 6 Plus เห็นได้ว่าการปรับแต่งเสียงแบบเน้นช่วงเสียงกลางของ iPhone นั้นช่วยให้เสียงจากลำโพงฟังดูลงตัวมากกว่า เนื้อเสียงมีมวล มีมิติ และชัดเจนมากกว่า ช่วยลดการรับรู้ปลายเสียงที่ฟุ้งลงได้ ในขณะที่ Note 5 ให้เสียงที่ดูฟุ้งและแบนกว่า

สำหรับเสียงจากหูฟัง เรียกได้ว่าทั้ง 2 นั้นให้คุณภาพเสียงในระดับดีมากๆ ทั้งคู่ ต่างกันที่ iPhone นั้นจะให้ความรู้สึกกระหึ่ม มีพลัง และแข็งกระด้างมากกว่าจากการขับเสียงที่มีการบีบอัด (Compressed) และการปรับแต่งเสียงที่เน้นช่วงเสียงกลางมากกว่า ในขณะที่ Note 5 นั้นจะให้เสียงที่เป็นธรรมชาติมากกว่าและแสดงมิติด้านลึกได้ดีกว่า โดยส่วนตัวแล้ว แม้ผมจะชื่นชอบระบบขับเสียงของ iPhone มาตลอด แต่ครั้งนี้ต้องยอมให้เสียงที่เป็นธรรมชาติกว่าของ Note 5 จริงๆ

สาวกอย่าเพิ่งโวยวาย … ก็อย่างที่บอก จะ iPhone 6 Plus หรือ Galaxy Note 5 มันก็มีจุดเด่นของเรื่องเสียงเป็นของตัวเอง เพียงแต่ด้วยความชอบส่วนบุคคล น้องชายของผม (ซึ่งใช้ iPhone 5) รู้สึกชอบสไตล์ของ Samsung มากกว่า ก็เท่านั้นแหละนะ

 

แน่นอน เมื่อพูดถึง Samsung Galaxy Note ก็ต้องนึกถึง S Pen นะครับ

 

เกือบลืมรีวิว ไม่รีวิวไม่ได้ … เป็นเรื่องของ S Pen ที่มีพัฒนาการในการใช้งานมากขึ้น เริ่มจาก Air Command ที่ดีไซน์ใหม่ เรียกขึ้นมาปุ๊บ มันเต็มจอเลย แต่ก็ยังมีความสามารถต่างๆ ครบถ้วนดี และทำงานร่วมกับ S Note ได้ดีขึ้น และที่เพิ่มขึ้นมาคือไอ้ที่ Samsung เขาบอกว่าคือการปิดจอก็ยังสามารถจดโน้ตได้ … แต่สำหรับผม มันไม่ใช่ปิดจอแล้วจดโน้ตหรอกนะ จอมันติดแหละ แต่มันแค่ติดเป็นจอดำๆ ก็เท่านั้นเอง

 

Air Command แบบเต็มจอScreen off (จับภาพหน้าจอแล้วมันจะออกมาแบบนี้ แต่จริงๆ คือ ดำเต็มจอนะ)จะใช้ S Note ได้ประโยชน์สูงสุด ก็ต้องเป็น Samsung Keyboard

 

S Note ก็มีพัฒนาการเรื่องดีไซน์มากขึ้น ลูกเล่นอย่างการเลือกหัวปากกา การเลือกสี การใส่พวกรูปทรงเรขาคณิต หรือแม้แต่ Photo Note ก็ยังมีอยู่ครบ แต่ใครที่อยากจะใช้ประโยชน์จาก S Note เต็มที่สุดๆ ก็คงต้องใช้ Samsung Keyboard นะครับ เพราะว่าจะได้สามารถจดโน้ตด้วยลายมือ แต่ Samsung Keyboard จะแปลงเป็นข้อความให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งแม่นระดับนึงเลย แต่หาใครลายมือแย่จริงๆ (เช่นผม ความแม่นก็จะลดลงไปเยอะเช่นกัน)

ในกรณีที่ถอดเอา S Pen ออกมาแล้วปิดหน้าจอโดยยังไม่เสียบ S Pen กลับ หากเราเปิดคุณสมบัติแจ้งเตือนไว้ ตัวเครื่อง Galaxy Note 5 ก็จะสั่นตืดๆ พร้อมส่งข้อความเตือนให้เห็นว่า เฮ้ย ยังไม่ได้ใส่ S Pen กลับเข้ามานะจ๊ะนาย อะไรประมาณนี้

 

ลองวาดรูปเล่นด้วย Galaxy Note 5

 

แน่นอน การใช้ S Pen เพื่อวาดรูป ก็ยังคงเป็นเรื่องน่าสนุกอยู่ครับ ตัว S Pen ก็ยังสามารถแยกแยะแรงกดได้ดี และให้ความรู้สึกของการวาดรูปบนกระดาษจริงๆ อย่างไรก็ดี ยังรู้สึกได้ว่ามีอาการหน่วงอยู่นิดๆ แต่ไม่ได้มากขนาดทำให้เกิดปัญหา แต่สำหรับหลายๆ คน ที่คาดหวังการตอบสนองที่ไม่แตกต่างไปจากการใช้ปากกาจริงๆ ก็อาจจะรู้สึกว่ามันยังหน่วงอยู่ได้อะนะ … แต่ผมยังไม่อาจฟันธงได้ว่าเป็นเพราะว่าฮาร์ดแวร์มันหน่วงจริง หรือเป็นเพราะตัวฟิล์มที่เป็นเนื้อคล้ายสติ๊กเกอร์ที่ผมติดกันรอยหน้าจอกันแน่

 

มาพูดถึงเรื่องการถ่ายรูปและวิดีโอกันบ้าง

User Interface กล้องของ Samsung Galaxy Note 5 ก็จะมาสไตล์ของ Samsung Galaxy S6/S6 edge ครับ มีโหมดการถ่ายภาพหลากหลาย แต่ต้องไปดาวน์โหลดเพิ่มเอา ซึ่งผมแนะนำว่าโหลดโหมด Food มาครับ ใช้ถ่ายอาหารในหลายๆ โอกาสได้ดูดีขึ้นเยอะ หุหุ

 

User Interface ที่กำกับด้วยชื่อ ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

 

Samsung เขามีการปรับปรุงเรื่อง User Interface ให้เข้าใจง่ายขึ้น โดยไม่เน้นเรื่องของไอคอนอย่างเดียวแล้ว แต่จะเน้นเป็นไอคอนบวกกับคำอธิบายมากกว่า เพราะผู้ใช้งานจะได้เข้าใจว่าอะไรไว้ทำอะไร … แต่จุดที่ผมชอบที่สุดของกล้อง Samsung Galaxy Note 5 ก็คือ Quick Launch นี่แหละครับ กดปุ่ม Home 2 ทีติด แล้วเข้าโหมดถ่ายภาพเลย ด้วยเวลาไม่ถึงวินาที มันทำให้พลาดช็อตเด็ดๆ น้อยลงไปเยอะ

 

ฟีเจอร์ใหม่ ปรับ Exposure ได้สะดวกขึ้น (สไตล์ Apple)

 

ในส่วนของ UI มีจุดนึงที่ Samsung ยอมปรับมาใช้ แล้วมันก็สะดวกขึ้นจริงๆ นั่นคือ การให้ปรับ Exposure value ได้จากบนหน้าจอ สไตล์คล้ายๆ กับที่ Apple เขาใช้เลย คือ มี Bar ปรับความสว่างอยู่ข้างๆ กรอบโฟกัสเลย และงวดนี้แตะหน้าจอก็จะเป็นการวัดแสงแล้ว ไม่ต้องแตะค้างเหมือนตอน Galaxy Note 4 และยังสามารถแตะค้างไว้เพื่อล็อก AF/AE ได้อีก (แต่เสียดาย ยังไม่สามารถล็อกได้ในโหมดถ่ายพาโนราม่า ทั้งๆ ที่มันจะมีประโยชน์ในการใช้งานมาก)

 

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Note 5

 

ระบบกันสั่นของ Samsung Galaxy Note 5 ก็ทำได้ดีขึ้นไปอีกขั้น ขนาดลองถ่ายตอนนั่งซ้อนพี่วินอยู่ ภาพที่ได้ก็โอเคทีเดียว ชัตเตอร์ก็ค่อนข้างเร็วดี (เร็วมากน้อยก็อยู่ที่สภาพแสงด้วยนะ)

 

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Note 5

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Note 5

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Note 5

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Note 5

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Note 5

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Note 5

 

งวดนี้ Samsung Galaxy Note 5 แม้จะถ่ายในสภาพแสงน้อย เช่นในร้านอาหาร หรือในสภาพแสงที่มี Dynamic สูง (มีทั้งจุดมืดและสว่างจ้าอยู่ในเฟรมเดียว) ก็สามารถทำได้ดี ซึ่งจริงๆ มันก็ทำได้ดีมาตั้งแต่สมัย Galaxy S5 แล้ว ด้วยคุณสมบัติ Live HDR แต่ด้วยเลนส์ที่รูรับแสงกว้างขึ้น และคุณสมบัติ HDR Auto มันก็ช่วยให้สามารถถ่ายภาพได้ออกมาดีขึ้นอีกด้วยนะ

 

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Note 5

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Note 5

 

ลองโหดขึ้นอีกนิด … ถ่ายภาพตอนหัวค่ำที่ไม่มีแสงใดๆ นอกจากแสงไฟลิบๆ และฟ้าที่ยังไม่มืดสนิท กับตอนกลางคืนที่มีเฉพาะแสงไฟจากท้องถนนและรถราที่วิ่งกัน ก็ถือว่าทำได้โอเคอยู่นะ … ส่วนถ้ามืดกว่านี้ ถ้าไม่ใช้แฟลช ก็อยากบอกว่าอย่าไปหวังกับรูรับแสง F1.9 มากจนเว่อร์เลยครับ นี่กล้องมือถือนะครับคุณ

แน่นอน คุณภาพของภาพนั้น อาจจะไม่สามารถเทียบได้กับพวกกล้อง DSLR หรือ Mirrorless ก็แหม ขนาดเซ็นเซอร์ก็แพ้ยับแล้ว ไหนจะเรื่องคุณภาพเลนส์อีก แต่ในแง่ของกล้องสมาร์ทโฟนที่พกพาไปถ่ายแชะๆ ได้เลย ผมว่าคุณภาพดีทีเดียว … โดยส่วนตัวผมชอบกล้องของ Galaxy Note 4 แล้ว แต่กล้อง Galaxy Note 5 นี่ก็ดีขึ้นไปอีกครับ

 

โหมด Pro ให้เราปรับตั้งโน่นนี่นั่นได้มากกว่า

 

เดี๋ยวนี้สมาร์ทโฟนชอบมีโหมด Pro เพื่อให้ปรับแต่งโน่นนี่นั่นได้ดั่งใจมากกว่าโหมดออโต้ แต่จริงๆ แล้วสำหรับคนทั่วๆ ไป ผมว่าใช้โหมดออโต้ก็โอเคแล้วนะ โหมดโปรนี่เอาไว้สำหรับพวกที่อยากตั้งค่าโน่นนี่นั่นของภาพได้ตามใจสุดๆ มากกว่า เช่นของ Galaxy Note 5 เนี่ย เลือกปรับระยะโฟกัสตามใจได้สะดวกกว่า (แต่สำหรับคนทั่วๆ ไป ก็ใช้วิธีแตะบนหน้าจอเพื่อเลือกโฟกัสในโหมดออโต้ก็พอแล้ว) หรือจะปรับ ISO เพื่อควบคุมเรื่องความสว่างของภาพ หรือแม้แต่การปรับความเร็วชัตเตอร์ก็ได้ (มีประโยชน์ในการถ่ายภาพบางประเภท หรือแม้แต่การถ่ายภาพในที่แสงน้อย)

ด้านการถ่ายวิดีโอ เช่นเคย เจ้านี่ถ่ายวิดีโอ 4K สบายๆ และคุณภาพของวิดีโอก็ดีทีเดียว แต่เนื่องจาก Samsung เขาไม่ออกแบบมาให้ใส่ MicroSD card ได้ ฉะนั้น ใครอยากถ่ายวิดีโอ 4K ก็คงต้องทำใจ กัดฟันจัดรุ่น 64GB มานั่นแหละ (ซึ่งเอาเข้าจริงๆ 64GB มันก็อาจจะไม่พอ) … ทางออกสำหรับคนกลัว Storage เต็มมีทางเดียวคือ หาซื้อพวก USB on-the-go มาต่อ เพื่อจะได้เสียบ Flash drive มาเอาข้อมูลออกได้ หรือซื้อ Flash drive รุ่นที่มีหัว Micro USB ไปเลยก็ได้ หรือไม่ก็ตัว Card reader ที่เป็นหัว Micro USB ก็มีขายแล้ว

 

บทสรุปการรีวิว Samsung Galaxy Note 5

บอกตรงๆ ผมชอบพัฒนาการของ Samsung Galaxy Note 5 ในเกือบทุกๆ ด้านครับ มันดีขึ้นจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องแรม … ไม่ใช่เพราะมันเขมือบแรมน้อยลงนะ แต่ Samsung เขาให้แรมมามากพอที่จะให้โดนเขมือบได้โดยไม่ทำให้ประสบการณ์ใช้งานด้อยลง

ส่วนที่ผมไม่ชอบ ก็คือเรื่องดีไซน์ที่ด้านหลังเป็นกระจก ซึ่งมันทำให้ดูเรียบหรูขึ้นจริง แต่มันก็ทำให้ต้องระแวดระวังมากขึ้นด้วย ขนาดที่ว่า ติดฟิล์มแล้วผมก็ยังไม่วางใจ ซื้อเคสใส่เลยสบายใจกว่า แถมต้องมาระวังอย่าทำตกอีก (Galaxy Note 4 ผม ตกหลายหนแล้ว แค่ขอบอลูมิเนียมยุบอ่ะนะ) อีกจุดนึงที่ผมว่าหลายๆ คนคงไม่ชอบใจเท่าไหร่ก็คือการที่มันไม่รองรับ MicroSD card นี่แหละครับ (สำหรับผมเฉยๆ เพราะไม่ได้ใช้เนื้อที่เยอะขนาดนั้น)

โดยส่วนตัว ผมก็ยังมองว่ารุ่น 32GB เป็นรุ่นที่เหมาะกับผม และหลายๆ คนอยู่ แต่หากใครต้องการถ่ายวิดีโอ 4K เป็นหลักจริงๆ ผมแนะนำว่าค่อยไปมองรุ่น 64GB … ส่วนใครคิดว่า เฮ้ย ต้องลงเพลงได้เยอะๆ ลงหนังเก็บไว้ดูได้เยอะๆ ผมอยากให้แยกแยะนะ … เพลงเนี่ย ผมว่า 32GB (เหลือใช้จริงก็ซักร่วม 20GB) ก็เหลือๆ อยู่ แต่หากใครจะเก็บหนัง ก็อย่างที่ผมบอก หาพวก USB on-the-go มาเสียบเพิ่มเอาดีกว่า

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

2 Responses

  1. ใช้ฟิล์มของอะไรครับผม

    • @kafaak says:

      หมายถึงฟิล์มกันรอย? ผมไปติดที่ร้าน Maximum ที่พันธุ์ทิพย์พลาซ่าครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: