เลี้ยงลูกให้ดีได้ ไม่ต้องใช้ความรุนแรง ด้วยการสร้างวินัยเชิงบวก ตามแนวคิด Positive Parenting

ParentingImage credit: PublickDomainPictures via Pixabay

 

ยังไม่ใช่พ่อของลูก และก็คงอาจจะยังไม่ได้เป็นพ่อของลูกในเร็ววันนี้ แต่ในฐานะที่ผมเติบโตมากับการเลี้ยงดูตามคำโบราณไทยที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ผมก็แอบทึ่งกับแนวคิดในการเลี้ยงลูกแบบใหม่ ที่เน้นไปที่การสร้างวินัยทางบวก และเลี่ยงการลงโทษด้วยวิธีรุนแรง (ซึ่งในที่นี้ก็คือ การดุด่าแบบใช้อารมณ์ การลงโทษด้วยวิธีการตีหรืออะไรก็ตามที่เป็นการทำร้ายร่างหายและจิตใจของเด็ก) เลยอดไม่ได้ที่จะต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม แล้วเอามาเล่าสู่กันอ่าน และในขณะเดียวกันก็เขียนไว้เป็นการอ้างอิงเผื่อได้อ่านเองในอนาคต (ฮา)

 

Positive Parenting การเลี้ยงลูกด้วยวิธีเชิงบวก ไม่ใช่เรื่องใหม่

อาจจะเพราะว่าผมยังไม่ใช่พ่อคนด้วยแหละ ผมเลยไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน แต่จริงๆ แล้ว พอไปค้นหาข้อมูลบน Google ผมก็พบว่าแนวคิดนี้มีการพูดถึงมาหลายปีแล้ว และพอนึกถึงคำว่า “ด้วยวิธิเชิงบวก” ผมก็คิดว่าเป็นไปได้แหละ ที่มันจะมีมาพักใหญ่ๆ แล้ว เพราะในฐานะที่เคยเรียนจิตวิทยามาก่อน (แต่ไม่จบนะ … มัวแต่เอาความรู้มาหาเงิน … ฮา) Positive Psychology ก็มีมานาน และถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายสาขา ซึ่งการเลี้ยงดูบุตรก็คงเป็นส่วนนึงที่เอามาประยุกต์ใช้ด้วยนั่นแหละ

 

เพราะการเลี้ยงดูด้วยความรุนแรงอาจไม่ได้ผลจริง และส่งผลร้ายที่อาจคาดไม่ถึง

คนในยุคผม (หรือก่อนหน้าผม) หลายต่อหลายคนก็คงจะคิดแหละครับ เลี้ยงลูกแล้วไม่ตีให้เข็ดหลาบ เด็กจะมีวินัยได้ยังไง แล้วมันจะมีผลเสียอะไร พวกเราก็ผ่านกันมาแล้ว พ่อแม่เฆี่ยนจนขาลาย ก็ยังเติบโตเป็นคนดีมาได้จนถึงบัดนี้ แต่จุดนี้ แพทย์หญิงเสาวภา พรจินดารักษ์ กุมารแพทย์และพฤติกรรม โรงพยาบาล BNH และโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ บอกว่าวิธีการสร้างวินัยแบบเดิมๆ ก็ต้องเปลี่ยนไปแล้ว เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ซึ่งตรงนี้ผมเห็นด้วยนะครับ เพราะต่างยุคต่างสมัย ปัจจัยสภาพแวดล้อมต่างๆ มันไม่เหมือนกัน เมื่อก่อนพ่อแม่อาจจะมีช่องทางในการควบคุมบุตรหลานได้มากกว่าสมัยนี้ ซึ่งเทคโนโลยีต่างๆ ทำให้อะไรต่อมิอะไรเปิดกว้างแก่เด็กๆ ได้มากกว่า

นอกจากนี้ การใช้ความรุนแรงในการลงโทษเด็ก ก็อาจจะส่งผลกระทบในระยะยาว เช่น หากลงโทษรุนแรงบ่อยจนเป็นเรื่องปกติไป เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เด็กเหล่านี้ก็อาจจะมีแนวโน้มที่ใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่นเพราะคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ อาจจะมีพฤติกรรมก้าวร้าว และอาจจะสืบทอดการลงโทษแบบรุนแรงไปยังลูกหลานของตนต่อได้

และหากมองในแง่ของพฤติกรรมศาสตร์แล้ว การปรับพฤติกรรมด้วยการลงโทษก็อาจจะไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการอยู่แล้วด้วยครับ … ลองคิดง่ายๆ เราลงโทษเด็กก็เพราะว่าเราไม่อยากให้เขามีพฤติกรรมบางอย่าง เช่น รังแกน้อง, พฤติกรรมเอาแต่ใจ ฯลฯ แต่คำถามมีอยู่ว่า เมื่อเราลงโทษแล้ว เด็กเข้าใจหรือไม่ว่าเขาถูกลงโทษเพราะอะไร และเขาอาจจะรู้สึกว่าเขาสามารถทำพฤติกรรมนั้นได้ และไม่ถูกลงโทษด้วยขอแค่ว่าพ่อแม่อย่าเห็นหรือรู้ก็เป็นพอ … บางครั้งบุตรหลานอาจจะพาซื่อ บอกพ่อแม่ตรงๆ ว่าทำผิดอะไรไป แต่พ่อแม่ตอบสนองกลับด้วยการลงโทษอย่างรุนแรง สิ่งที่เด็กจดจำไป อาจจะไม่ใช่ว่า “คราวหน้าอย่าทำแบบนี้อีก ไม่งั้นจะถูกลงโทษ” แต่กลับเป็น “คราวหน้าหากทำแล้ว อย่าบอกพ่อแม่ เดี๋ยวจะโดนลงโทษ”

เมื่อเด็กไม่อยากถูกลงโทษรุนแรง เด็กก็จะมีพฤติกรรมที่เรียกว่า Avoidance หรือพฤติกรรมหลีกเลี่ยง เพื่อที่จะได้ไม่ถูกลงโทษ หากแต่ว่าพฤติกรรมหลีกเลี่ยงนี้มันไม่จำกัดอยู่แค่การเลิกทำพฤติกรรมที่พ่อแม่ไม่พึงประสงค์ แต่รวมไปถึงพฤติกรรมการปกปิด ไม่บอกพ่อแม่ ในกรณีที่ได้ทำพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์นั้นด้วย … สุดท้าย พ่อแม่ก็อาจจะไม่เคยได้รับรู้ว่าบุตรหลานของตนมีพฤติกรรมดังกล่าวจนกระทั่งอาจสายจนเกินแก้

เห็นไหมครับ … มันส่งผลร้ายอย่างที่คาดไม่ถึงจริงๆ

 

การเข้าใจ คือจุดเริ่มต้นของ Positive Parenting

ผมจะไม่ขอพูดถึง Positive Parenting ในเชิงลึก เพราะผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ และอย่างที่บอก ผมเขียนบล็อกตอนนี้เอาไว้เป็น Reference ให้กับตัวเอง และในขณะเดียวกัน ท่านผู้อ่านคนอื่นๆ ก็อาจจะได้ประโยชน์ไปบ้างไม่มากก็น้อย ฉะนั้น หากใครอยากรู้เรื่อง Positive Parenting ผมแนะนำว่าไปค้น Google เพิ่ม หรือแวะไปที่ Facebook Page ของแพทย์หญิงเสาวภา พรจินดารักษ์ ดูครับ  มีความน่าสนใจเยอะแยะเลย

แต่สิ่งนึงที่ผมอยากเขียนถึง คือ ก้าวแรกสู่สังเวียน … เอ้ย! ก้าวแรกสู่ Positive Parenting ครับ นั่นก็คือ “ความเข้าใจ” … เมื่อใดที่บุตรหลานของเรามีพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะกับน้อง การงอแงเอาแต่ใจ ตลอดไปจนถึงลงไปดีดดิ้นอยากซื้อของเล่น อะไรแบบนี้ สิ่งแรกที่พ่อแม่พึงทำ ไม่ใช่การดุด่า ขู่จะตี หรือลงไม้ลงมือตีเลย แต่ควรจะเป็นการสงบสติอารมณ์และหยุดคิดซักนิด พยายามทำความเข้าใจว่า ทำไมเด็กถึงมีพฤติกรรมดังกล่าว เพราะเมื่อเราเข้าใจเหตุผลแล้ว การรับมือบุตรหลานที่มีพฤติกรรมดังกล่าวก็จะสามารถทำได้อย่างถูกจุดนั่นเอง

เมื่อพ่อแม่สงบสติอารมณ์แล้ว พยายามทำความเข้าใจบุตรหลานของตนแล้ว ก็สามารถหาทางออกแบบ Win-Win ให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เช่น แพยท์หญิงเสาวภา เล่าไว้ในบทความตอนที่ 320 บน Facebook Page ว่าในกรณีที่พี่น้องทะเลาะกันเพราะแย่งของเล่น พ่อแม่ก็สามารถหาทางออกแบบ Win-Win ได้ด้วยการพูดคุยด้วยเหตุผล ไม่ว่าจะเป็น

  • การพูดกับคนน้อง สอนให้รู้จักขอพี่เล่นด้วยดีๆ และรู้จักรอให้พี่ได้เล่นบ้าง … การสอนดังกล่าว จะช่วยให้เด็กมีวินัยที่ดีต่อคนอื่นด้วย
  • การพูดกับคนพี่ โดยบอกให้เขาได้รู้ว่าเราเคารพสิทธิในการเป็นเจ้าของของเล่นของเขา แต่ก็อยากให้รู้จักการแบ่งปันให้กับน้องบ้าง … ซึ่งการสอนดังกล่าวก็จะส่งผลให้เขาได้เรียนรู้ที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนอื่นด้วย
  • อาจจะสอนให้เล่นด้วยกัน พร้อมๆ กัน โดยตัวพ่อแม่ก็อาจจะลงไปเล่นด้วยเลย เพื่อทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้กำกับคอยชี้แนะ

และแน่นอน ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม แต่เมื่อบุตรหลานของเราทำตามได้ด้วยดี สิ่งที่เราขาดไม่ได้คือ คำชมที่เราจะต้องมีให้พวกเขา

 

แนวคิดเชิงบวกคือการจับถูก

ผมได้เรียนรู้คำว่า “จับถูก” มาจาก รศ.ดร.สิทธิโชค วรานุสันติกูล อาจารย์ที่เคารพของผมเมื่อตอนเรียนจิตวิทยา มันคือแนวคิด Positive Psychology ที่ดีมาก กล่าวคือ ปกติแล้วคนเราจะพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้อื่นด้วยวิธีการ “จับผิด” และลงโทษคนที่มีพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์

แต่การ “จับถูก” จะเป็นอะไรที่ตรงกันข้าม กล่าวคือ มันเป็นความพยายามในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้อื่นด้วยการเสริมแรงเมื่อมีการทำพฤติกรรมที่พึงประสงค์ โดยมุ่งเน้นไปที่การเสริมให้เกิดพฤติกรรมอันพึงประสงค์ที่ตรงข้ามกับพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ และเมื่อทำพฤติกรรมดังกล่าว จะทำให้พฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ลดน้อยถอยลงไปเอง เช่น การลดพฤติกรรมการฮุบของเล่นไว้แต่เพียงผู้เดียว ด้วยการชมหรือให้รางวัลบุตรหลานเมื่อพวกเขามีพฤติกรรมเอื้อเฟื้อแบ่งปันของเล่นหรือเล่นด้วยกันอย่างปรองดอง … เพราะเมื่อพวกเขามีพฤติกรรมดังกล่าว พฤติกรรมการฮุบของเล่นไว้เล่นคนเดียวก็ย่อมลดลงไปเอง

 

ก็ประมาณนี้แหละครับ สำหรับเรื่อง Positive Parenting ที่ผมอยากจะเขียนถึง … และอย่างที่บอก มันมีรายละเอียดมากกว่านี้ มีทิปและเทคนิคมากกว่านี้ เพียงแต่ว่าคงต้องรบกวนให้ท่านผู้อ่านไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเอาเอง โดยลองค้นหาจาก Google ด้วยคำว่า

  • Positive Parenting คือ
  • Time-in and time-out
  • Positive Discipline

บทความจำนวนไม่น้อยเป็นภาษาอังกฤษ แต่บทความภาษาไทยก็มีไม่น้อยเช่นกันครับ ลองหาอ่านดูกัน … อ้อ! ยังมีโครงการยุติความรุนแรงต่อเด็ก ที่ http://endviolencethailand.org/ อีกด้วยครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

2 Responses

  1. Prae says:

    ขอบคุณมากนะคะคุณกาฝาก ไม่คาดคิดจริงๆ ค่ะว่าบล็อกเกอร์ไอทีชื่อดังจะเขียนบทความเกี่ยวกับ Positive parenting และ mention โครงการณ์ของยูนิเซฟด้วย – PR UNICEF

    • @kafaak says:

      วันนั้นแอบไปครับ … เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อย 555

Leave a Reply

%d bloggers like this: