รีวิวหูฟัง Plantronics BackBeat Sense ไร้สาย ดีไซน์สวย เสียงดีคุ้มราคา

Print Friendly

Plantronics BackBeat Sense

ปีก่อน Plantronics เขาวางจำหน่าย Plantronics BackBeat Pro ไป และผมก็ได้รีวิวไปแล้ว เป็นหูฟังไร้สายที่คุณภาพดี สมราคามาก ถือว่าแบรนด์ที่ทำหูฟังบลูทูธสำหรับใช้โทรศัพท์มาโดยตลอด เพราะนอกจากได้เสียงดีแล้ว ยังมีลูกเล่นดีๆ เยอะเลย และในปีนี้ Plantronics ก็เปิดตัวหูฟัง BackBeat Sense ที่เป็นรุ่นเล็ก ราคาประหยัดออกมายั่วเงินในกระเป๋าอีก เลยต้องถือโอกาส ฉกมารีวิวซักตัวครับ

ตอนได้กล่อง Plantronics BackBeat Sense มา ผมรู้สึกได้ว่า Plantronics เขาเรียนรู้เรื่องการทำหูฟังแบบพรีเมี่ยมเพิ่มมากขึ้นครับ ตัวกล่องดีไซน์ออกมาดูดี และซองผ้าสำหรับใส่หูฟังก็ดูดีขึ้นกว่าตอน BackBeat Pro อีกสเต็ปนึง ยกเว้น มันหยิบหูฟังออกมายากกว่าไปหน่อยน่ะ

 

Plantronics BackBeat Sense

 

ตัวหูฟัง Plantronics BackBeat Sense นี่ มีดีไซน์ที่มีขนาดเล็กลงพอสมควรเลยทีเดียวละครับ (เดี๋ยวมีรูปเทียบให้ดูทีหลัง) ลักษณะของตัวหูฟังก็เปลี่ยนจากครอบเต็มหู มาเป็นครอบปิดหูธรรมดาๆ และตัวหนังที่เป็น Cushion ก็เปลี่ยนใหม่ จากที่เคยหุ้มก้านหูฟัง ก็เปลี่ยนมาเป็นรองด้านใต้แทน แต่ให้มีความยืดหยุ่น รองรับกับศีรษะได้ดี

 

หูฟัง Plantronics BackBeat Sense

 

ตัวหูฟัง เป็นหนังแบบนุ่มๆ ครับ … BackBeat Sense มีสองสีคือขาวและดำ ซึ่งสีขาวก็คือตามรูปที่เอามาแปะหัวบล็อกนี้ ส่วนสีดำก็คือเจ้าตัวที่ผมได้มารีวิวนี่แหละ … ถ้าเป็นสีขาว หนังที่ใช้จะเป็นสีน้ำตาลอ่อน ส่วนสีดำ หนังจะเป็นสีน้ำตาลเข้มครับ

ผมชอบดีไซน์ของ Plantronics ในการบอกผู้ใช้งานว่าหูข้างไหนมันซ้ายข้างไหนมันขวา ทำได้แบบเนียนๆ แต่เห็นชัดเจนดี ตอนเป็น BackBeat Pro ก็เขียนมันไว้ชัดๆ ตรงที่ครอบหูเลย และพอเป็น BackBeat Sense ที่เป็นแบบปิดหูธรรมดาๆ ก็ใช้วิธีการเจอรูตรงหนังให้มีขนาดใหญ่ เป็นรูปตัวอักษร L และ R ชัดเจนดี

 

บอกว่าข้างไหนซ้ายหรือขวาด้วยการดีไซน์รูให้เป็นตัว L กับ R เลย

 

เช่นเดียวกับ BackBeat Pro ครับ เจ้า BackBeat Sense นี่ก็มีลูกเล่นเพียบคล้ายๆ กัน ฉะนั้นตรงหูฟังเนี่ย ก็จะมีปุ่มเยอะและอะไรต่อมิอะไรเยอะกว่าพวกหูฟังบลูทูธอื่นๆ ครับ แต่ก็ทำออกมาแบบเนียนๆ โดยด้านขวาเนี่ย ตรงสีเงินๆ ที่เห็นจะมีไมโครโฟนซ่อนอยู่ เพื่อเอาไว้ใช้กับฟีเจอร์ OpenMic และตรงวงกลมดำๆ นั่น เอาไว้กดรับโทรศัพท์ หรือ กดติดๆ สองทีก็คือ Redia

นอกจากนี้ก็มีปุ่มเปิดปิดบลูทูธ พอร์ต Micro USB ไว้ชาร์จแบตเตอรี่ และช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ครับ … ที่ผมเรียกว่าปุ่มเปิดปิดบลูทูธเพราะว่า BackBeat Sense นี่สามารถเสียบสายหูฟัง 3.5 มม. แล้วก็ฟังเพลงได้เลย ไม่ต้องเปิดบลูทูธก็ได้ เหมาะสำหรับกรณีที่ลืมชาร์จแบตมา แล้วแบตหมด แต่ก็ยังสามารถฟังเพลงต่อไปได้ครับ (เหมาะกับการใช้งานบนเครื่องบินที่เขามักจะให้ปิดอุปกรณ์ที่สื่อสารไร้สายด้วย)

 

หูด้านขวาก็มีปุ่มเปิดปิด ปุ่มรับโทรศัพท์

นอกจากนี้ หูด้านขวาก็มีพอร์ต Micro USB และช่องเสียบหูฟังด้วย

 

ส่วนหูด้านซ้ายนั้น ไอ้สีเงินๆ ที่เห็น เราจะนึกว่าเป็นไมโครโฟน แต่ผมลองทดสอบดูแล้ว เหมือนมันจะไม่ใช่นะ (ผมลองโดยการเอานิ้วไปเขี่ยๆ ใกล้ๆ เพื่อจะดูว่าเสียงมันเข้าทั้งสองข้างไหม แต่มันเข้าเฉพาะข้างขวาอ่ะ) ส่วนตรงกลางเนี่ย เอาไว้กดเพื่อสั่ง Play/Pause เวลาฟังเพลง และหากกดริมๆ ตรงที่เป็นสัญลักษณ Previous/Next ก็เอาไว้เปลี่ยนเพลงไปก่อนหน้าหรือเพลงถัดไปได้ และมันยังเป็น Jog dial ในตัว เอาไว้ปรับระดับเสียงได้อีก

ส่วนตรงปุ่มแดงๆ คือ ปุ่มเปิดปิด OpenMic ที่เป็นฟีเจอร์หยุดเล่นเพลง แล้วเปิดให้เสียงภายนอกให้เข้ามาในหู เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถพูดคุยกับคนอื่นได้ โดยไม่ต้องวุ่นวายกับการถอดหูฟังออกเลย

 

ส่วนหูด้านซ้ายก็มีปุ่ม Play/Pause, หมุนปรับระดับเสียงได้, และปุ่ม OpenMic

ดีไซน์ใหม่ หมุนตัวหูฟังได้สองทิศทาง

 

ดีไซน์ใหม่นี่ Plantronics BackBeat Sense สามารถหมุนส่วนที่เป็นหูฟังได้สองทิศทาง (ตอน BackBeat Pro จะหมุนได้ทิศทางเดียว) … ก็ดีครับ หมดห่วงเรื่องผู้ใช้งานเบลอ หมุนหูฟังผิดด้านแรง แล้วหักดังกร๊อบ (ฮา)

 

ปรับระดับหูฟังได้ 10 ระดับ

 

สำหรับคนหัวโต หน้ายาว ไรงี้ … Plantronics BackBeat Sense สามารถปรับความยาวของก้านหูฟังได้ถึง 10 ระดับเลย ฉะนั้น น่าจะเข้ากับสรีระของแต่ละคนได้สบายๆ ครับ

เอาล่ะ … ที่นี้มาลองใส่ใช้งานดูกันบ้างครับ … การเปลี่ยนมาใช้เป็นแบบปิดหูเฉยๆ ไม่ใช่ครอบหูแบบ BackBeat Pro เลยทำให้ใส่แล้วสบายหูมากขึ้น หูไม่ร้อนมาก เพราะอากาศถ่ายเท แต่ก็แลกมาด้วยการที่เราได้ยินเสียงแทรกจากภายนอกมากขึ้น และเจ้านี่มี Passive Noise Cancellation ผ่านไมค์คู่บนหูฟัง แต่ว่าไม่มี Active Noise Cancellation เหมือนรุ่นพี่อย่าง BackBeat Pro นะครับ

และเช่นเดียวกับหูฟังจากค่าย Plantronics มันสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้พร้อมกันสองตัว และมีการบอกสถานะด้วยเสียงครับ คือ บอกระดับแบตเตอรี่ บอกว่ากำลังจับคู่อุปกรณ์อยู่ อะไรแบบนี้ และพูดได้หลากภาษามาก (อังกฤษ, กวางตุ้ง, จีนกลาง, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, อิตาลี, ญี่ปุ่น, เกาหลี, นอร์เวย์เจียน, รัสเซีย, สวีดิช และ สเปน … แต่ว่า BackBeat Sense ที่วางจำหน่ายในแต่ละประเทศอาจจะมีตัวเลือกภาษาที่พูดได้แตกต่างกันออกไป)

ในด้านคุณภาพเสียง ลองทดสอบฟังเพลงผ่านการเชื่อมต่อ Bluetooth กับ Macbook Pro พบว่า Backbeat Sense แสดงรายละเอียดเสียงออกมาได้ครบถ้วน และยังมีมิติที่ดีด้วยความที่รายละเอียดเสียงต่างๆ ค่อนข้างอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง เสียงต่ำมีความอิ่มหนา อาจเบลอนิดๆ ถ้าเป็นช่วงที่มีเสียงต่ำใหญ่มากๆ มีเสียงกลางที่นุ่มนวลเป็นธรรมชาติ แต่ก็หนักแน่น ช่วงเสียงสูงจะทู่ๆ หน่อย ไม่ถึงกับใสมากแต่ก็ชัดเจนดีอยู่

ลองทดสอบฟังผ่านสายต่อที่แถมมาให้ (ซึ่งแถมมาให้เส้นนึง เป็นแบบใช้กับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เป็นแบบมีรีโมทคอนโทรลด้วย) พบว่าเสียงที่ได้มีลักษณะเดียวกัน แต่มีความเป็นธรรมชาติมากกว่า ทั้งนี้ผมรู้สึกว่าช่วงเสียงต่ำของแต่ละรายละเอียดเสียงออกมามากขึ้น แถมยังคล้ายๆ ถูก Boost นิดๆ ทำให้เสียงต่ำออกเบลอไปเสียหน่อย เดาเอาว่าเป็นการปรับแต่งเพื่อชดเชยเสียงต่ำที่หายไปเมื่อต่อผ่าน Bluetooth พอมาใช้แบบธรรมดาจึงมีช่วงเสียงนี้มากเกินพอดีไปเสียหน่อย ดังนั้นส่วนตัวผมจึงชอบการฟัง BackBeat Sense ผ่านการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth มากกว่า แม้เสียงจะกระด้างกว่า เป็นธรรมชาติน้อยกว่า แต่โดยรวมมีความลงตัวพอดีมากกว่า

BackBeat Sense มีคุณสมบัติ Smart Sensor ที่ตรวจจับได้ว่าเราถอดหูฟังออกไหม ถ้าเราถอดหูฟังออก มันจะหยุดการเล่นเพลงโดยอัตโนมัติ และเล่นต่อเมื่อเราสวมหูฟังกลับ ทำให้เราได้ประสบการณ์การฟังเพลงแบบต่อเนื่อง แต่จริงๆ แล้ว เราไม่จำเป็นต้องถอดหูฟังออกเลย หากแค่จะคุยกับคนอื่นที่เข้ามาคุยด้วย เพราะเปิดคุณสมบัติ OpenMic ก็พอแล้วอ่ะนะ เพียงแต่จากที่ผมลองใช้คุณสมบัตินี้ดู ผมพบว่าไมค์มันจับเสียงจากด้านหลังได้ดีกว่า และอาจจะเพราะว่ามันมี Passive Noise Cancellation หรือเปล่า เพราะเสียงบางอย่างมันได้ยินชัดเป็นพิเศษ ในขณะที่บางเสียงมันก็ดูเงียบๆ กว่าที่ควรจะเป็น

 

บทสรุปการรีวิว Plantronics BackBeat Sense

Plantronics BackBeat Sense ถือว่าเป็นหูฟังบลูทูธที่ออกแบบมาได้ดี ให้คุณภาพเสียงดี มีลูกเล่นเพียบพร้อม สวมใส่สบายทีเดียว เพราะน้ำหนักแค่ 140 กรัม สนนราคา 6,950 บาท ก็ถือว่าสมตัวอยู่ แต่ถ้าไม่ซีเรียสเรื่องน้ำหนักที่มากขึ้น อยากได้เสียงคุณภาพดีขึ้นอีกขั้น และมี Active Noise Cancellation ละก็ เพิ่มเงินอีกนิดหน่อย สอย BackBeat Pro ไปเลยน่าจะคุ้มกว่าครับ (BackBeat Pro 8,990 บาท หรือพูดง่ายๆ เพิ่มอีกนิดหน่อยเอง)

แต่ BackBeat Sense นี่ผมว่าจะเหมาะกับผู้ใช้งานที่เน้นดีไซน์สวย ดูดีมีไลฟ์สไตล์ หรือผู้ใช้งานที่เป็นผู้หญิงมากที่สุดครับ

 

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมคลิกดูที่เว็บ บ. Systems 2000 ได้เลยครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: