รีวิว Xiaomi MiPad แท็บเล็ตแอนดรอยด์ แรง ราคาประหยัด

Xiaomi MiPad

ถ้าให้ผมพูดถึงแบรนด์แอนดรอยด์ราคาประหยัด แต่สเปกคุ้มค่า แบรนด์นึงที่เข้าข่ายนี้ก็คือ Xiaomi ครับ สเปกแรง ราคาประหยัดมากๆ เมื่อเทียบกับแบรนด์ใหญ่ๆ แต่เมื่อก่อนนี้มีข้อจำกัดคือ ไม่มีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แต่สถานการณ์ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อต้นปี สมาร์ทโฟนของ Xiaomi ก็เข้ามาวางจำหน่ายผ่านทางผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้งหลาย และตัวแท็บเล็ตเอง ตอนนี้ก็มี www.mipad.in.th เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว และทางเว็บเขาก็ให้ MiPad ผมมาลองเล่นตัวนึงครับ เลยขอเอามาเล่าสู่กันอ่านซักหน่อย

 

รูปร่างหน้าตาของ Xiaomi MiPad

เผื่อใครไม่คุ้นกับแบรนด์นี้ ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ที่พยายามทำตัวเป็น Apple แห่งวงการ Android ครับ ก็ดูตั้งกะ CEO Lei Jun ของ Xiaomi ก่อนได้เลย พี่แกแต่งตัวสไตล์ Steve Jobs มากๆ เวลาจะพรีเซ้นต์สินค้า ก็ได้กลิ่นอายของเฮีย Steve Jobs อีก และผลิตภัณฑ์ตัวแรกๆ ของ Xiaomi ก็คล้ายๆ iPhone ด้วย ตัว User Interface ของ Xiaomi ที่เรียกว่า MIUI ก็สไตล์คล้ายๆ iPhone อีก

 

ซ้าย Steve Jobs ตอนหนุ่มๆ ขวา Lei Jun

 

แต่ Xiaomi MiPad นี่ไม่ได้มีหน้าตาคล้ายกับ iPad หรอกนะครับ สไตล์มันออกแนว iPhone 5c ซะมากกว่าครับ คือ บอดี้เป็นพลาสติก สีสันสดๆ ประมาณนั้น แต่ขนาดและรูปร่าง จะพอๆ กับ iPad Mini ครับ

 

MiPad ด้านหน้า

 

ด้านหน้าของ MiPad เป็นหน้าจอแสดงผลขนาด 7.9 นิ้ว ความละเอียดสูงปรี๊ด 2048 x 1536 พิกเซล (326ppi) มีไฟ LED แสดงสถานะ มีปุ่มกดสามปุ่มสไตล์ Android มีกล้องดิจิตอลด้านหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล

 

MiPad ด้านหลัง

 

ด้านหลังของ MiPad เป็นแบบเรียบๆ มีลำโพงอยู่ด้านล่าง สไตล์การจัดวาง คล้ายๆ กับ iPad รุ่นเก่า และมีกล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล F2.0 อยู่ด้วย แต่ไม่มี LED Flash นะ และหากสังเกตดีๆ จะเห็นรูเล็กๆ สองรู นั่นคือไมโครโฟนครับ

 

MiPad ด้านบน

 

ด้านบนของ MiPad มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ก็แค่นั้น

 

MiPad ด้านล่าง

 

ส่วนด้านล่างของ MiPad ก็มีแค่พอร์ต Micro USB 2.0 เอาไว้ชาร์จแบตเตอรี่และเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์

 

MiPad ด้านซ้าย

 

ด้านซ้ายของ MiPad มีรูเล็กๆ ที่ไม่ใช่ไมโครโฟน แต่เป็นรูเอาไว้สำหรับเอาเข็มจิ้ม เพื่อถอดถาดใส่ MicroSD card ออกมา

 

MiPad ด้านขวา

 

ด้านขวาของ MiPad เป็นปุ่ม Power และปุ่ม Volume ครับ

เสียดาย ไม่มี iPad Mini มาเทียบ เลยไม่เห็นภาพว่าขนาดมันเล็กใหญ่แตกต่างกันซักแค่ไหน แต่ในภาพรวม จากการที่ได้หยิบจับ มันก็ถนัดมือดี แต่แอบรู้สึกอ้วนๆ หน่อย คงเป็นเพราะว่าขนาดหน้าจอ 7.9 นิ้ว อัตราส่วนการแสดงผลแบบ 4:3 มันเลยไม่ยาว แต่อ้วนๆ ป้อมๆ หน่อย ใครมือไม่ใหญ่มาก ถือมือเดียวมันล้นมือหน่อย

 

สเปกและประสิทธิภาพของ Xiaomi MiPad

นานๆ จะเห็นแอนดรอยด์ที่ใช้ชิปประมวลผลของค่าย nVidia ครับ  มาดูกันว่า Xiaomi MiPad ที่สนนราคาค่าตัว 8,900 บาทตัวนี้ เป็นยังไงกันบ้าง

  • CPU: nVidia Tegra K1 Cortex-A15 Quad-core 2.2GHz
  • GPU: nViDia Kepler CUDA 192-core
  • Display: IPS LCD 7.9″ ความละเอียด 2560×1536 พิกเซล (326ppi)
  • RAM: 2GB
  • Internal storage: 16GB
  • External storage: รองรับ MicroSD card ความจุสูงสุด 128GB
  • Operating System: Android 4.4.4 KitKat
  • Connectivity
    • ชนิดของซิม: ไม่รองรับ
    • WiFi: 802.11a/b/g/n/ac Dual-band
    • Bluetooth: 4.0
    • Infrared port: ไม่มี
    • NFC: ไม่มี
    • USB On-the-Go: รองรับ
  • Camera:
    • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล
    • กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล
  • Battery: ลิเธียมโพลิเมอร์ 6,700mAh
  • Dimensions: 202.1 มม. x 135.4 มม. x 8.5 มม. (วัดด้วย Digital Vernier Caliper)
  • Weight:  360 กรัม
  • Others: ไม่มี
  • Price: 8,900 บาท

ดูจากสเปกและราคาแล้ว ถือว่าคุ้มค่าเอามากๆ แม้ว่าเจ้านี่อาจจะไม่ใช่แท็บเล็ตขนาดบางและเบาที่สุดในท้องตลาด (โดยเฉพาะเมื่อ Samsung ออก Galaxy Tab S2 ออกมา) แต่ด้วยสนนราคาและสเปกแล้ว ขอบอกว่าคุ้มสุดๆ ครับ หลายๆ คนอาจจะไม่คุ้นเคยกับชิปเซ็ตของ nVidia บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ แต่หากเป็นการ์ดจอ ผมว่าชื่อ nVidia นี่น่าจะคุ้นในประสิทธิภาพกันดีล่ะครับ

ลองวัดประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์เท่าที่จะทำได้ ด้วยโปรแกรม Benchmark ดังต่อไปนี้ครับ

  • AnTuTu Benchmark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพในภาพรวม
  • MobileXPRT 2013 เพื่อประเมินประสบการณ์ในการใช้งานทั่วๆ ไป (เช่น การตกแต่งภาพ การตรวจจับใบหน้าคนในรูป การเข้ารหัสข้อมูล และความลื่นไหลของพวกอนิเมชั่นต่างๆ ของ User Interface)
  • 3DMark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟิก 3D
  • PCMark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพในการใช้งานโดยทั่วๆ ไป (เช่น การท่องเว็บ การค้นหาข้อมูล การเล่นไฟล์วิดีโอ การตกแต่งภาพ)
  • Vellamo Mobile Web Benchmark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของการทำงานด้านเว็บ
  • Geekbench สำหรับการวัดประสิทธิภาพการประมวลผลในภาพรวม โดยแบ่งเป็น Single-core และ Multi-core

ผลที่ได้ก็ตามตารางด้านล่างเลยครับ

 

Benchmarks Scores
AnTuTu Mobile Benchmark (Not yet) N/A (เข้าใจว่าเพราะเป็นชิป nVidia)
MobileXPRT 2013 Performance Test: 307
User Experience Tests: 93
3DMark Ice Storm: Maxed Out!
Ice Storm Extreme: Maxed Out!
Ice Storm Ultimate: 26686
PCMark for Android Work performance: 5426
Web browsing: 5660
Video playback: 5411
Writing: 4536
Photo editing: 6238
Vellamo Mobile Web Benchmark (Not yet) HTML: Browser 2662 Chrome 5222
Multicore: 2422
Metal: 1708
Geekbench 3 N/A (เข้าใจว่าเพราะเป็นชิป nVidia)

 

อาจจะเพราะเป็นชิปเซ็ต nVidia หรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ผมลองแล้วลองอีก ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการวัดคะแนนด้วย AnTuTu Mobile Benchmark กับ Geekbench 3 เพราะมันค้างตลอดครับ แต่คะแนนอื่นๆ ที่ได้มา ก็แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพของ nVidia Tegra K1 นี่สุดยอดจริงๆ คะแนน MobileXPRT 2013 นี่ สูงมากๆ ด้วย (แต่น่าแปลกใจ คะแนนในส่วน User Experience Tests ไม่ได้สูงอะไรมากนัก) นอกจากนี้ โดยส่วนตัวผมมองว่าพวก Benchmark ด้านกราฟิก 3D ยังไม่สามารถวัดประสิทธิภาพของชิป nVidia Kepler ได้ครับ เพราะมันมีเอฟเฟ็กต์กราฟิกหลายอย่างที่ชิปประมวลผลคู่แข่งเขาทำไม่ได้ (เดี๋ยวไว้จะพูดถึงตอนรีวิวเรื่องการเล่นเกมนะ)

 

ประสบการณ์ในการใช้งาน Xiaomi MiPad

ผมมองว่า Xiaomi MiPad นี่เป็นอารมณ์ของ iPad ที่มีลูกเล่นแบบระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์อะครับ ต่างกันตรงที่ฟีเจอร์บางอย่างที่ iPad เขามี (เช่น นิ้วขยุ้มเพื่อปิดแอป) แต่ MiPad นี่ไม่มี (ก็แหม มันไม่ใช่ iPad นี่นะ) แต่โดยภาพรวม รูปแบบของ User Interface ของ MIUI ที่ใช้บน MiPad นั้น ไม่แตกต่างไปจากของ iPad มากนัก นี่ถ้าใส่ Control Center มาด้วย (ไอ้ที่ปาดจากด้านล่างของหน้าจอขึ้นด้านบน เพื่อเข้า QuickSettings) จะคล้าย iPad เลย (ฮา)

 

MIUI มีแต่ Home screen ไม่มี App trayแม้ว่าไอคอนจะเป็นคนละเรื่องเลย แต่สไตล์ของ MIUI นี่ ทำให้ผมนึกถึง iPad Mini ชอบกล

 

ตัว MIUI นี่ เขาทำมาแบบมีแค่ Home screen อย่างเดียว และมีการจัดวางอย่างสไตล์ของ iPad เอาเรื่อง เพียงแต่หน้านึงเต็มๆ เขาเอา Widget ต่างๆ มาลองจัดเป็นระเบียบเรียบร้อยโชว์ไว้ให้ แต่ที่น่าแปลกใจคือ ผมพบว่าเมื่อผมพยายามเพิ่ม Widget อื่นๆ เข้า ไป กลับไม่สามารถทำอะไรได้ ยิ่งทำให้เจ้านี่เหมือน iPad เข้าไปอีก

 

Notifications บน MIUIQuickSettings บน MIUIพวก Settings ของ MIUI นี่ก็ทำให้นึกถึง iPad

 

ตัว Notifications และ QuickSettings นั้นมีความสามารถพื้นฐานพอดีๆ แสดงข้อมูลครบถ้วนดี แต่การใช้งานไม่สะดวกมากซักเท่าไหร่ครับ ผมมองว่าน่าจะเข้าถึง QuickSettings ได้ง่ายกว่านี้ … ส่วน Settings ของ MIUI นี่ สไตล์ยังกะ iPad เลย (ฮา)

จากประสบการณ์ของผม ปกติแล้ว MIUI ของสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของ Xiaomi มันจะมีพวกแอปของ Xiaomi มาให้ด้วย แต่ว่านั่นมันเวอร์ชันของจีนอ่ะครับ ในเวอร์ชันสำหรับ International นี่ ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรแบบนั้น แต่ก็ยังมีให้ Sign in เข้า Mi Account นะครับ ซึ่งจะเอาไว้ใช้กับ Mi Cloud, Mi App Store และพวก Find Device แต่ผมพยายามลองหาทางเข้า Mi App Store แล้ว มันไม่มีจริงๆ … เวอร์ชัน International นี่ การติดตั้งแอปต่างๆ พึ่งพา Google Play Store แบบพวก Android device ตัวอื่นๆ เลย

แต่ในแง่ของการใช้งาน ไม่มีปัญหาครับ มันก็แค่หาแอปมาติดตั้งเองนี่นา มีให้เลือกเยอะแยะไปบน Google Play ครับ และตัวหน่วยประมวลผลก็ให้สเปกมาแรงแบบจัดเต็ม ฉะนั้นหมดห่วงเรื่องการใช้งาน หน้าจอแสดงผลก็คมชัดระดับ Retina display (เรียกแบบนี้ได้ เพราะความหนาแน่นของพิกเซลอยู่ที่ 326ppi คือ ระดับ Retina display ของ Apple เลยครับ) ให้ภาพคมชัดมาก และพวกตัวอักษรต่างๆ ก็คมกริบจริงๆ

ไม่ต้องมาถามหรอกครับว่า เล่น Twitter, Facebook, LINE เวิร์กไหม แอปพวกนี้แค่สเปกระดับกลางๆ ก็ชิลๆ แล้ว นี่สเปกแรงมากๆ หน่วยความจำระดับ 2GB ก็เยอะอยู่ แต่จากที่ลองเล่นดู เปิดเครื่องมามันก็ซัดหน่วยความจำไป 1.4GB แล้วครับ แต่ว่าหน่วยความจำที่เหลืออยู่ราวๆ 600MB นี่ ก็เปิดแอปได้เยอะอยู่ และไม่ส่อเค้าอาการอืดให้ได้เห็น ซึ่งก็ถือว่าโอเค แต่ที่น่าติคือ มันไม่มีส่วนของการบริหารจัดการหน่วยความจำมาให้ซะงั้นอ่ะ (พยายามหาแล้ว แต่หาไม่เจอ) สุดท้ายผมต้องไปหาดาวน์โหลดแอปพวกบริหารจัดการหน่วยความจำมาเอง

ขนาดที่ไม่ใหญ่มาก หน้าจอ 7.9 นิ้ว สัดส่วนการแสดงผลอยู่ที่ 4:3 ก็ทำให้รองรับพวกเว็บไซต์ต่างๆ ได้ดี เวลาดูในแนวตั้ง มากกว่าพวกจอแบบ 16:9 ที่เราจะรู้สึกได้ว่าความกว้างมันน้อยไป แสดงผลเว็บแล้วดูแคบๆ เล็กๆ ไปหน่อย … ซึ่งการอ่านพวกอีบุ๊กหรือการ์ตูนออนไลน์ ก็ให้ประสบการณ์คล้ายๆ กัน … ตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี

 

ดูวิดีโอ 4K บน MiPad

 

แต่หน้าจอแสดงผลอัตราส่วน 4:3 ทำให้เวลาไปเล่นวิดีโอ มันจะเห็นเป็นแถบสีดำด้านบนและด้านล่าง ซึ่งหลายๆ คน ไม่ชอบครับ อันนี้ต้องทำใจ … ตัว Video player ของ MiPad นั้น เหมือนจะไม่รองรับการ Fast forward/rewind ยังไม่รู้ เพราะผมพยายามเลื่อนไปมาแล้ว มันไม่เลื่อนอ่ะ … แต่ประสิทธิภาพของชิปเซ็ต nVidia นี่ ไฟล์วิดีโอความละเอียดสูงระดับ 4K เล่นได้สบายๆ ไม่มีปัญหาเลยนะครับ

 

ลำโพงด้านล่างของ MiPad

 

คุณภาพเสียงของลำโพง ต้องบอกว่าดังดีระดับนึงเลยครับ หากเปิดจนสุด แต่ว่าเสียงเบสก็เป็นไปตามคาดคือไม่ได้ตึบเท่าไหร่ ไม่น่าแปลกอะไรสำหรับลำโพงเล็กๆ บนแท็บเล็ตแบบนี้ แต่ว่าเสียงแอบเน้นสูงแหลมไว้เยอะ หากเจอเพลงจำพวกเสียงสูงๆ แหลมๆ แผดแก้วหูเนี่ย อาจจะรู้สึกรำคาญได้ หากเปิดเสียงซะดังแบบสุดๆ

 

เล่นเกม Modern Combat 5: Blackout บน MiPad

 

ทีนี้มาดูเรื่องการเล่นเกมบ้าง … บอกตรงๆ เลยนะครับ ชิป nVidia Kepler เนี่ย ประสิทธิภาพในการประมวลผล แม้จะวัดด้วยพวก Benchmark ทั่วๆ ไปแล้ว ไม่ได้แตกต่างจากพวก GPU บนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตแบบไฮเอนด์ซักเท่าไหร่ แต่ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ลึกๆ จริงๆ เหนือกว่าแบบเห็นๆ ครับ เกมบางเกมที่มีการทำกราฟิกเผื่อไว้สำหรับ nViDia Kepler ถ้าเล่นบน MiPad เนี่ย จะมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น เช่น Modern Combat 5: Blackout ก็จะมีเอฟเฟ็กต์เพิ่มเติมเข้ามา (เช่น ตัวละครในเกมมีเงาแบบสมจริง ไม่ใช่แค่กลมๆ ดำๆ เป็นต้น) แต่จากที่ผมลองเล่นดูหลายๆ เกม ผมพบว่าถ้าไม่เอาเกมมาเล่นเทียบกัน แยกลำบากครับว่าเอฟเฟ็กต์อะไรเพิ่มเข้ามาบ้าง

แน่นอน ไม่ต้องพูดถึงความลื่นไหลของการเล่น … สบายมากๆ

 

แอปจำลองใบหน้ามนุษย์ ใช้ประสิทธิภาพของชิป nVidia Kepler อย่างเต็มเหนี่ยว ได้ภาพสมจริงมากแอปจำลองใบหน้ามนุษย์ ใช้ประสิทธิภาพของชิป nVidia Kepler อย่างเต็มเหนี่ยว ได้ภาพสมจริงมากแอปจำลองใบหน้ามนุษย์ ใช้ประสิทธิภาพของชิป nVidia Kepler อย่างเต็มเหนี่ยว ได้ภาพสมจริงมาก

แอปจำลองใบหน้ามนุษย์ ใช้ประสิทธิภาพของชิป nVidia Kepler อย่างเต็มเหนี่ยว ได้ภาพสมจริงมากแอปจำลองใบหน้ามนุษย์ ใช้ประสิทธิภาพของชิป nVidia Kepler อย่างเต็มเหนี่ยว ได้ภาพสมจริงมากภาพจำลองใบหน้ามนุษย์ที่สมจริง มาจากโพลิกอนจำนวนมหาศาล

 

ศักยภาพที่แท้จริงของ nVidia Kepler จะต้องดูตอนดาวน์โหลด nVidia Tegra FaceWorks Demo มาเล่นขำๆ ครับ อันนี้เป็นการแสดงศักยภาพของชิปประมวลผล ในการจำลองใบหน้ามนุษย์แบบสมจริง จำนวนโพลีกอนมหาศาล ใช้ Texture แบบสมจริงมาก คำนวณแสงเงาแบบ Real-time สมจริงสุดๆ ใบหน้าจะแสดงสีหน้าแตกต่างกันไป เราก็ดูรอยยับรอยย่นบนใบหน้าได้ชัดๆ ว่าสมจริงสุดๆ

แต่จนบัดนี้ก็ไม่มีเกมไหนที่ดึงศักยภาพของชิปเซ็ต nVidia มาใช้ได้ครับ … ในความคาดหวังว่าใช้ชิปเซ็ตนี้แล้วจะได้เล่นเกมสวยๆ มากกว่าเดิม มันก็ไม่ใช่อ่ะครับ แต่ก็บอกได้เลยว่าไม่ด้อยกว่าชิปคู่แข่ง (แถมอาจจะเหนือกว่านิดๆ แบบ ไม่เทียบกันแบบตัวต่อตัวคงไม่ทันได้สังเกต)

 

ลองเอา MiPad มาถ่ายภาพและถ่ายวิดีโอ

มามองที่เรื่องกล้องถ่ายรูปและวิดีโอกันบ้าง … ตามสเปกแล้ว MiPad มาพร้อมกับกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล F2.0 ผมก็แอบคาดหวังอยู่ลึกๆ ว่า คุณภาพน่าจะดีระดับนึง (ในมุมมองของช่างกล้อง ขนาดของรูรับแสงไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าภาพจะออกมาสวยหรือไม่ มันอยู่ที่เลนส์กับเซ็นเซอร์ แต่ในเชิงมาร์เก็ตติ้ง เขาจะโฆษณาแค่จำนวนพิกเซลและขนาดรูรับแสงเป็นหลัก ฉะนั้นหากมองว่าอุตส่าห์โฆษณาจำนวนพิกเซลสูงๆ รูรับแสงกว้างแล้ว ก็น่าจะคาดหวังกับคุณภาพของภาพถ่ายได้ล่ะน่ะ)

ตัว User Interface กล้องของ MiPad เนี่ย เรียบง่ายมากๆ มากจน … ไม่มีลูกเล่นเลย -_-” นอกจากการใส่ฟิลเตอร์แบบ Real-time ให้ภาพ แต่อย่าไปคาดหวังกับพวก Night shot, Panorama, Selective focus บลาบลาบลา … อยากได้อะไรแบบนั้น ไปหาดาวน์โหลดเพิ่มเอาเอง ซึ่งผมแนะนำให้ดาวน์โหลด Google Camera มาใช้แทนดีกว่า

 

UI ของกล้องของ MiPad ไม่ซับซ้อน และไม่มีลูกเล่นซักเท่าไหร่

 

กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ลองถ่ายดูแล้ว แม้ว่าจะได้สีสันที่แบบดูดีมาก แต่ภาพแอบติดเบลอนิดๆ อาจจะเพราะผมถ่ายในแนวนอน และเพราะเพิ่งตื่นนอนไม่นานมาก ไม่อยากอวดหนังหน้า เลยพยายามถ่ายข้ามไหลไปยังด้านหลัง พยายามปรับโฟกัสไปที่ด้านหลังแล้ว แต่มันก็ยังเบลออยู่อ่ะ … กล้องหน้าคงเหมาะกับการถ่ายหน้าตัวเองจริงๆ แต่ด้วยความที่ไม่มีลูกเล่นอะไรนัก สุดท้ายก็ควรดาวน์โหลดแอปกล้องอื่นๆ มาใช้แทนอยู่ดี

 

ภาพถ่ายด้วยกล้องหน้าของ MiPad

 

หลังจากได้เห็นว่าสีสันของกล้องหน้ามันดูโอเค ก็เลยคาดหวังกับกล้องหลังอยู่พอสมควร … อ้อ! ต้องบอกก่อนว่า จอ IPS LCD ของ MiPad นี่ ถ้าจะถ่ายกลางแดด ต้องพยายามปรับแสงสว่างหน้าจอเป็นจ้าสุดเท่าที่จะเป็นไปได้นะ ไม่งั้นเราจะดูภาพบนจอมืดๆ ชอบกล แล้วพาลจะนึกว่าถ่ายภาพออกมาได้ไม่ดีนัก แต่เวลาเปิดบนคอมฯ แล้ว รู้สึกได้ว่าภาพออกมาสีสันโอเคเลยนะ และคุณภาพของภาพถ่ายที่ได้ก็ดูโอเคครับ (ดูภาพขนาด 100% บนจอ LG Curved UltraHD 34″) ตัวเลนส์ที่รูรับแสง F2.0 ก็ทำให้ถ่ายภาพ “หน้าชัดหลังเบลอ” เวลาทำการ Close-up ไปที่วัตถุได้ในระดับนึง แต่อย่าคาดหวังว่าจะได้เห็นหลังละลายแบบเลนส์กล้องไฮโซ

 

ภาพถ่ายด้วยกล้องหลังของ MiPad

ภาพถ่ายด้วยกล้องหลังของ MiPad

ภาพถ่ายด้วยกล้องหลังของ MiPad

ภาพถ่ายด้วยกล้องหลังของ MiPad

 

ลองเอามาถ่ายวิดีโอ คุณภาพของวิดีโอค่อนข้างดีทีเดียว คุณภาพก็ Full HD 1080p แต่ว่าตัวแอปกล้องก็เช่นเคย ไม่มีอะไรให้เราเลือกปรับได้เลยแม้แต่น้อย (แม้แต่ปรับความละเอียดในการถ่ายวิดีโอก็ทำไม่ได้) นอกจากเปลี่ยนสลับกล้องหน้ากล้องหลัง ฉะนั้นหากอยากจะถ่ายวิดีโอแบบปรับแต่งได้ดั่งใจมากกว่านี้ ก็ต้องดาวน์โหลดแอปมาเสริมกันเอาเอง … แต่ยังดีที่เลือกปรับโฟกัสและชดเชยแสงได้ด้วยการแตะบนหน้าจอ และไมโครโฟนของ MiPad ก็ทำงานได้ค่อนข้างดีอยู่

 

บทสรุปการรีวิว Xiaomi MiPad

เป็นแท็บเล็ตที่สเปกแรง ราคาคุ้มค่ามากๆ เหมาะสำหรับเอาไว้ใช้ในบ้าน และใช้งานนอกสถานที่ในแบบที่ดาวน์โหลดทุกอย่างใส่ MicroSD card ไว้ (เพิ่มความจุได้สุงสุด 128GB) เพราะเจ้านี่มีแต่ WiFi เท่านั้น เอาไว้ท่องเว็บ เอาไว้เล่นเกมชิลๆ แต่ในขณะเดียวกัน หากต้องไปเที่ยว ต้องถ่ายรูป แล้วค่อยมาอัพเดตเมื่อกลับถึงโรงแรม ต่อ WiFi เจ้านี่ก็ทำได้ดีเช่นกัน เพราะกล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล คุณภาพใช่ย่อยอยู่

ถ้าสนใจละก็ คลิก www.mipad.in.th เลยครับ ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย หมดห่วงเรื่องการรับประกันของเครื่องหิ้ว และได้เวอร์ชัน International แน่นอน (แต่จริงๆ ผมมองว่าเวอร์ชันนี้ ขาดสิทธิพิเศษในฐานะเป็นเวอร์ชันจีนไปเยอะ แต่เวอร์ชันจีนก็ต้องรู้ภาษาจีนกันหน่อย ถึงจะได้ประโยชน์สูงสุดอ่ะ)

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: