คู่มือเอาตัวรอดเมื่อจะเที่ยวแบบไม่ง้อทัวร์แบบไม่ใช่ Geek ก็ทำได้ ตอนที่ 1

สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ช่วยนำทางได้เยอะ

Image credit: Pixabay.com

 

ตอนที่ผมไปเที่ยวฮ่องกง เจอกับนักท่องเที่ยวสองกลุ่มครับ กลุ่มแรกมากันแบบครอบครัวเลย ผมเจอตอนไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ในล็อกเกอร์ที่ห้าง citigate outlet กำลังมีปัญหาเพราะประตูล็อกเกอร์ไม่เปิด (เนื่องจากเผลอเปิดประตูทีนึงก่อนหน้า แล้วปิดใหม่) ผมก็เข้าไปช่วยติดต่อเจ้าหน้าที่และสื่อสารอธิบายปัญหาให้ อีกกลุ่มเป็นน้องผู้หญิงสองคน เจอที่ citigate outlet เหมือนกัน มาถามผมเรื่องการนั่งรถเมล์จากห้างไปที่สนามบิน (เพราะมันอยู่ใกล้ๆ แล้ว) มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่า คนเรามาเที่ยวแบบไม่ง้อทัวร์กันเยอะขึ้น อาศัยการอ่านรีวิวตามเว็บต่างๆ แล้วก็ตามรอยเอา

แต่ปัญหามันเกิดขึ้นตอนที่รีวิวเขียนไม่ละเอียดบ้างล่ะ รีวิวเก่าไป หลายๆ อย่างมันเปลี่ยนไปบ้างล่ะ … ซึ่งตรงเนี้ย รีวิวส่วนใหญ่ไม่ได้พูดถึงเอาไว้ว่าจะเอาตัวรอดยังไง บางคนเห็นผมพกสมาร์ทโฟนเที่ยวดุ่มๆ ไปฮ่องกงงี้ จีนงี้ ไต้หวันงี้ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น อเมริกา ฯลฯ ก็มองว่า ก็ผมมันหนุ่มไอที ผมมัน Geek มีสมาร์ทโฟน มีอินเทอร์เน็ต ก็สบายดิ ไรงี้

ถามจริงเหอะ เดี๋ยวนี้แต่ละท่านไม่มีสมาร์ทโฟนใช้ แล้วในหลายๆ ประเทศไม่มีอินเทอร์เน็ตผ่าน 3G/4G ใช้กันเหรอครับ?

ที่ผมอยากจะบอกก็คือ … สิ่งที่ผมทำ มันไม่ได้ไอทีจ๋าจนเวอร์ และไม่ได้ Geek จนเกินเหตุครับ ผู้ให้บริการเขาทำมาเพื่อให้เราๆ ท่านๆ ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถใช้ได้ง่ายๆ แล้ว เพียงแต่มันก็แน่นอนอยู่ว่าอาจจะต้องมีคนมาสอนให้เข้าใจบ้างอะไรบ้างก็เท่านั้น … จากนั้นเมื่อใช้จนคล่องๆ แล้ว พอมันเปลี่ยนเวอร์ชัน มันอัพเดต อัพเกรดบ้าบอคอแตก หน้าตาเปลี่ยนไป เราก็ยังสามารถทำความเข้าใจ และใช้งานมันต่อไปได้ไม่ยากอยู่ครับ

ฉะนั้น … มาอ่านคู่มือเอาตัวรอดในการเที่ยวแบบไม่ง้อทัวร์ แบบที่ไม่ใช่ Geek ก็ทำได้กันดีกว่าครับ

 

อินเทอร์เน็ต, สมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต อุปกรณ์สำคัญในการเอาตัวรอดเมื่อจะเที่ยวแบบไม่ง้อทัวร์

บอกตรงๆ นะ ถ้าเป็นสมัยก่อน คุณต้องพกแผนที่ พกคู่มือท่องเที่ยว พกนั่นพกนี่เตรียมไว้ แต่สมัยนี้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเครื่องเดียว พร้อมอินเทอร์เน็ต ก็แทบจะเอาอยู่เกือบหมดแล้ว พวกสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต สามารถดาวน์โหลดพวกแอป ต่างๆ มาติดตั้งได้ ในหลายๆ ประเทศที่เขามีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเขาก็มักจะมีการพัฒนาแอปบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ดาวน์โหลดไปใช้กันครับ อย่างเช่น ตอนที่ผมไปฮ่องกง เขาก็มีแอปพวกแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวไว้ให้ดาวน์โหลดด้วย (ไปดูที่เว็บไซต์) … การติดตั้งแอปพวกนี้เดี๋ยวนี้ก็ไม่ยาก แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่มีภาษาไทยให้ใช้เท่านั้นแหละ … ฉะนั้น อาจไม่ใช่ตัวช่วยที่ดีสำหรับหลายๆ คน

 

Discover Hong Kong Apps

 

จุดสำคัญคือ เราอาจจะทำการบ้านมาไม่ดี หรือไม่เพียงพอ พลาดที่จะดาวน์โหลดแอปบางตัวไป ฉะนั้นอินเทอร์เน็ตจึงสำคัญครับ ซึ่งตรงจุดนี้ ในหลายๆ ประเทศเขาก็มีพวกซิมการ์ดสำหรับนักท่องเที่ยวไว้จำหน่ายอยู่แล้ว ประเทศที่หาซื้อได้ง่ายสุดๆ เลย ก็เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน มาเก๊า ที่ในสนามบินเขามีขายกันโต้งๆ เลย ส่วนในประเทศอย่างสิงคโปร์ เวียดนาม ก็ไปหาซื้อกันนอกสนามบินพอได้อยู่ บางประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีก็หาเช่าอุปกรณ์อย่าง Pocket WiFi ไปใช้ได้ บางประเทศอย่างจีนมีข้อจำกัดพิเศษอยู่ (คือ ติดกำแพงไฟ ใช้บริการของ Google ไม่ได้ เปิดเว็บบางอย่างไม่ได้ ใช้งาน Social network อย่าง Twitter/Facebook/LINE ไม่ได้) ก็อาจจะต้องหา VPN ไป หรือเปิด Roaming ไป … แต่ที่แน่ๆ ผมไม่แนะนำให้ไปแบบหวังพึ่ง WiFi เอาข้างหน้าครับ

แต่ละประเทศมีวิธีการหาบริการอินเทอร์เน็ตใช้แตกต่างกันไป ซึ่งเราสามารถหาข้อมูลได้จากการใช้ Google นี่แหละ ทำการบ้านหน่อย … แต่ผมพอจะสรุปให้ได้ว่า การใช้อินเทอร์เน็ตในต่างแดน มีด้วยกันหลากวิธีดังนี้

  • เปิด Internet Data Roaming จากประเทศไทยไปเลย (AIS, dtac, TruemoveH) แบบเนี้ย ได้ชัวร์ เกือบทุกประเทศที่จะไป (ยกเว้นมันกันดารจริงๆ อันนี้ตัวใครตัวมัน) แต่ก็เรียกว่าเป็นวิธีที่แพงที่สุดก็ว่าได้
  • ซื้อซิมการ์ดในประเทศนั้นๆ ใช้ … วิธีนี้เรียกว่าถูกที่สุดในบรรดาทุกวิธี เพราะส่วนใหญ่จะได้อัตราค่าบริการแบบในประเทศเลย จึงย่อมมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด แต่มีข้อจำกัดตรงที่ ประเทศนั้นๆ มันมีซิมการ์ดขายจริงๆ หรือเปล่า แล้วหาซื้อยากง่ายแค่ไหน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเก๊า มันมีขายในสนามบินเลย ซื้อง่ายมาก ส่วนสิงคโปร์ต้องซื้อตาม 7-Eleven ก็จะดี แต่ไม่ใช่ทุกสาขามีขาย ในขณะที่เวียดนามนี่ หาซื้อยากโคตร
  • เช่า Pocket WiFi ไปเลย วิธีนี้ราคาแพงกว่าซื้อซิมการ์ด แต่ก็สะดวกใช่ย่อยในหลายๆ ประเทศ และใช้งานได้หลายคนด้วย เพราะมักจะเป็นเน็ตแบบ Unlimited พวก Pocket WiFi ก็มีแบตเตอรี่ในตัว ดีกว่าไปซื้อซิมการ์ดแล้วมาเปิดแชร์เองเพราะเปลืองแบตสมาร์ทโฟนโฮก จุดเด่นคือ หมดกังวลเรื่องไปหาซื้อซิมการ์ด และไม่ต้องเปิด Internet Data Roaming ไป สนนราคาเริ่มตั้งแต่วันละร้อยกว่าบาท (เช่น ญี่ปุ่น) ไปจนถึงวันละเป็นพันบาท (เช่น ตูนีเซีย) ลองดูครับ ถ้าเป็นญี่ปุ่นผมก็แนะนำ NucciWiFi ครับ ถ้าเป็นประเทศอื่นๆ นอกจากนั้น อาจจะลองไปดูที่ GlobalWiFi-Thai.com ครับ (ผมยังไม่เคยใช้บริการนะ)
  • หาใช้ WiFi ฟรีตามโรงแรม ตามร้านอาหาร … เป็นวิธีที่บ้าบิ่นที่สุด ไม่แนะนำให้ทำ

การมีอินเทอร์เน็ตใช้ นอกจากจะช่วยให้ค้นหาข้อมูลได้ ใช้ Google Maps ในการนำทางได้แล้ว ในกรณีที่ไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ที่มั่นใจเลยว่าต้องมีการแตกเป็นกลุ่มย่อยๆ เดินเที่ยวกันเอง มันจะช่วยให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ เช่น ผ่านทาง LINE/WeChat/Whatsapp อะไรแบบนี้ หรือบางทีซิมที่ซื้อก็มีค่าโทรให้ในตัวด้วย ก็ใช้โทรหากันได้ ซึ่งบางทีก็เอาไว้ใช้โทรขอความช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินได้ (อย่างกรณีที่ผมช่วยน้องกลุ่มนึงตอนอยู่ฮ่องกง ที่เขาเปิดตู้ล็อกเกอร์ไม่ได้ พอดีมันมีเบอร์ให้โทรติดต่อ เราก็โทรหาได้เลย ไมต้องเสียเวลาเดินไปหาประชาสัมพันธ์ เพื่อถามว่าจะต้องติดต่อใครอย่างไร)

 

ค้น Google และ Pantip หารีวิวเพื่อตามรอย

เวลาทำการบ้าน เราก็ต้องหาก่อนว่าเราอยากไปเที่ยวที่ไหน … Pantip.com นี่ผมว่าเป็นที่แรกๆ เลยที่แวะเข้ามาหาได้ครับ แต่อย่าคาดหวังกับเรื่องรายละเอียดมาก บางคนก็ไม่ได้เน้นรายละเอียด บางคนรีวิวแต่ร้านอาหาร บางคนก็รีวิวแต่สถานที่ท่องเที่ยว … ถ้ายังไม่พอ ไปใช้ Google ช่วยหาได้ครับ ซึ่งปกติแล้ว เวลาค้นด้วย Google แล้ว ก็มักจะได้รีวิวจาก Pantip.com มาเป็นผลลัพธ์การค้นหาด้วยเลย ฉะนั้นก็เรียกได้ว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

 

ใช้ Google ค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวได้

 

Google ฉลาดขึ้นเยอะครับ เดี๋ยวนี้ถ้าคุณค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว คุณจะได้ทั้งภาพและแผนที่ด้วย และพวกเว็บไซต์ต่างๆ ที่โผล่มาในผลการค้นหา ก็มักจะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ที่ไม่ควรพลาด อะไรแบบนี้ เอาไว้ให้อยู่แล้ว คลิกเข้าไปเลย แล้วจดไว้ว่าอยากไปที่ไหนบ้าง จากนั้นค่อยเอามาวางแผนว่าวันไหนจะไปที่ไหน ไม่จำเป็นต้องเจริญรอยตามที่เขารีวิวไว้ซะเป๊ะๆ … เป็นตัวของตัวเองหน่อย

บางคนคิดว่าค้นหาด้วย Google ยากโคตร … นั่นมันความเชื่อที่ผิดครับ … บอกแล้วไง Google ฉลาดมาก คุณแทบจะพิมพ์เป็นภาษาที่คุณใช้ได้ แล้วเดี๋ยว Google มันก็พยายามหาทางค้นหาสิ่งที่คุณต้องการขึ้นมาให้เองแหละ เพราะนี่คือธุรกิจของ Google

แต่หากนึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะค้นหายังไง … ท่องไว้ว่าวิธีการค้นหามันง่าย แค่พิมพ์ในช่องค้นหาว่า สถานที่ท่องเที่ยว ตามด้วย สถานที่ เช่น อยากหาสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเซล ประเทศเกาหลีใต้ ก็พิมพ์ไปเลย สถานที่ท่องเที่ยว เกาหลี โซล แค่นี้เอง ยากตรงไหนครับ ต้องเป็นหนุ่มไอทีเหรอ ต้องเป็น Geek เหรอ ถึงจะพิมพ์อะไรแบบนี้ได้?!?

 

Pantip Review Hong Kong

 

รีวิวจำนวนไม่น้อย แค่บอกว่าไปเที่ยวไหนดี มันอยู่แถวไหน หรือมีอะไรอร่อยๆ กินที่ร้านไหน อะไรเป็นเมนูแนะนำ แต่ในหลายๆ รีวิวเขาก็มีการระบุวิธีการเดินทางอย่างค่อนข้างละเอียด ขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีไหน ลงที่สถานีไหน ไปต่อรถตรงไหน ขึ้นรถเมล์สายอะไร อะไรแบบนี้ ใช้ทำความเข้าใจแบบคร่าวๆ ได้ และบางครั้งมันใช้เสริมหรือใช้คู่กับการใช้งาน Google Maps ได้ด้วย (เดี๋ยวจะพูดถึง Google Maps ในตอนหน้า) อย่างตอนที่ผมไปฮ่องกง ผมลองใช้ Google Maps ในการแนะนำเส้นทางการเดินทางไปมาเก๊า มันก็แนะนำให้ข้ามจาก Tsim Sha Tsui ไปขึ้นเรือที่ Hong Kong Macau Ferry Terminal ที่อยู่ห่างออกไปพักใหญ่ๆ ต้องขึ้น MTR ไปแล้วไปเดินต่อ แต่แฟนผมที่เปิดรีวิวใน Pantip.com บอกว่า เดินจาก Tsim Sha Tsui ไปที่ China Ferry Terminal ที่อยู่ใกล้ๆ ได้ สบายกว่าเยอะ ซึ่งตรงนี้ Google Maps ไม่รู้จักทางครับ

และการที่มีอินเทอร์เน็ตไว้ใช้ตอนเราไปถึงที่ที่เราอยากไป มันช่วยให้เราสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก Google, Pantip.com หรือบล็อกต่างๆ อีก ในกรณีที่เรารู้สึกว่าเราเผชิญกับอะไรก็ตามที่เราไม่คุ้น หรือเราลืมไปแล้วว่ารีวิวที่เราได้อ่านมันเขียนไว้ว่ายังไง … มันดีกว่าพริ้นต์ทุกรีวิว ทุกบทความ แล้วพกติดตัวไปเที่ยวด้วยนะครับ เกะกะตายชัก

 

เอ้า! พื้นที่หมด เวลาไม่เหลือแล้ว … วันนี้แค่นี้พอครับ ไว้ต่อตอนหน้าวันหลังนะครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: