กาฝากพาทัวร์ เที่ยวมั่วๆ ทัวร์ญี่ปุ่น วันสุดท้าย – ชมปราสาทโอซาก้า เที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง

ไปเที่ยวชมปราสาทโอซาก้ากัน

ตอนมาเที่ยวญี่ปุ่นคราวก่อนมากับทัวร์ ทริปเริ่มจากโตเกียว เรื่อยมาเกียวโต และสุดที่โอซาก้า แต่กว่าจะมาถึงโอซาก้าก็เย็นย่ำค่ำแล้ว และต้องเดินทางกลับในเช้าวันถัดมา ผลก็คือพลาดท่าอดเที่ยวชมปราสาทโอซาก้า เลยตั้งมั่นเอาไว้ว่ามาทริปนี้ ยังไงก็ต้องเที่ยวปราสาทโอซาก้าให้ได้ และวันนี้ก็คือวันสุดท้ายที่จะอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว แต่เครื่องมันออกเที่ยงคืน ฉะนั้นเรายังมีเวลาเที่ยวทั้งวันครับ และด้วยความผิดพลาดในการจองที่พักของผม ก็เลยเหมือนจะกลายเป็นผลดี เพราะยังมีห้องพักอยู่ไว้วางของ และยังกลับมาอาบน้ำแต่งตัวก่อนกลับประเทศไทยได้อีก

เช่นเคยครับ ทริป Slow life ของผม ไม่ต้องตื่นเร็ว แต่งวดนี้ก็ตื่นเช้าหน่อย ประมาณ 8 โมงเช้า ออกมาไม่สายมากครับ … เมื่อตอนที่แล้วผมลืมบอกไปว่าตอนค่ำผมแวะไปที่สถานี Shin-imamiya ในฝั่งของ Nankai Line ครับ เพราะต้องไปซื้อบัตรเข้าพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง (Kaiyukan) แบบชนิดที่นั่งรถไฟฟ้าของ Nankai ได้ด้วย

คือบัตรของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคังเนี่ย เขามีสิทธิพิเศษให้เยอะครับ เริ่มจากใช้บริการรถไฟฟ้าของโอซาก้า (ที่เป็นของเทศบาลโอซาก้า) รถบัส รถรางไฟฟ้า ฟรีทั้งวัน แล้วถ้าเพิ่มเงินอีกนิด (460 เยน) ก็จะสามารถนั่งรถไฟฟ้าของ Nankai ได้ด้วย ซึ่งมันจะช่วยประหยัดค่ารถไฟฟ้าไปสนามบินคืนนี้ของผมได้ถึง 50% เลย (ปกติค่ารถไฟฟ้าจากสถานี Shin-imamiya ไปถึง Kansai Airport อยู่ที่ 920 เยน) เพียงแต่จะซื้อบัตรเข้าชมที่นั่งรถไฟฟ้า Nankai ได้ ต้องมาซื้อที่สถานีของ Nankai น่ะครับ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Shin-imamiya ของ Nankai นี่แหละ … สถานี Shin-imamiya เนี่ย อันที่ใกล้โรงแรมเป็นของ JR ครับ … ของ Nankai ต้องเดินไปอีกหน่อยครับ (เยอะเหมือนกัน)

บัตรเข้าพิพิธภัณฑ์ สามารถซื้อล่วงหน้าได้ครับ ไม่ต้องห่วง ผมเลือกซื้อเมื่อคืนก่อนก็เพราะว่าเช้าวันนี้จะได้เริ่มเดินทางจากสถานี Dobutsuen-mae ที่อยู่หน้าโรงแรมได้เลยน่ะ

 

มื้อเช้า Mos Burger แถวๆ ปราสาทโอซาก้านั่นแหละ

 

เนื่องจากตื่นเช้ากว่าทุกวัน ยังไม่หิวมาก ก็เลยนั่งรถไฟฟ้าจาก Dobutsuen-mae ไปที่ปราสาทโอซาก้าก่อนเลย กะว่าไปหาอะไรกินแถวนั้น … การเดินทางก็คือนั่งรถไฟฟ้าสาย Sakaisuji ไปลงที่สถานี Sakaisujihonmachi เพื่อต่อรถไฟฟ้าสาย Chūō เพื่อมาลงที่สถานี Morinomiya … ขึ้นมาจากสถานีนี้ ปราสาทโอซาก้าก็อยู่ใกล้ๆ แล้ว

ตอนแรกนึกว่าจะมีร้านอาหารอยู่แถวนี้เยอะๆ ปรากฏว่าไม่ค่อยมีร้านอาหารซักเท่าไหร่เลย แต่เผอิญว่ามีร้าน Mos Burger อยู่แถวๆ นี้ด้วย เลยขอฝากท้องมื้อเช้าไว้ที่นี่ก็แล้วกันครับ รสชาติถือว่าไม่เลว … ผมไม่ใช่นักชิมซักเท่าไหร่ แต่ก็รู้สึกว่ารสชาติไม่ได้แตกต่างอะไรจากที่ประเทศไทยมากนัก

 

จะเข้าถึงตัวปราสาท ก็ต้องเดินกันหน่อย ... ระยะทางก็ไกลเอาเรื่องอยู่ ... สังเกตว่าจะเห็นยอดปราสาทอยู่ลิบๆ

 

แม้ผมจะบอกว่าปราสาทโอซาก้าอยู่ใกล้ๆ แต่จริงๆ แล้ว เราก็ต้องเดินทางสวนปราสาทโอซาก้าไปก่อนนะ ระยะทางไกลใช่ย่อย และวันนี้ฝนก็ตกปรอยๆ อีกแล้วครับ … ปราสาทโอซาก้าดูจะตั้งอยู่ที่สูงพอสมควร เมื่อรวมกับการวางผังเมืองให้ไม่มีอาคารบ้านเรือนใดๆ มาบดบังทัศนียภาพ ก็เลยทำให้เราสามารถมองเห็นยอดปราสาทโอซาก้าลิบๆ ได้จากระยะไกล … ปราสาทโอซาก้าเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 09:00 – 17:00 ครับ เลือกมาได้ตามสะดวก แต่เนื่องจากผมจะไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคังด้วย ผมเลยมาแต่เช้า

 

รูปถ่ายออกมาสวยไหมไม่รู้ แต่ท่าถ่ายรูปเจ๊แกสวยมาก

 

ถ้าไม่รีบร้อนมากเนี่ย บริเวณรอบๆ ปราสาทก็มีมุมให้เราเลือกถ่ายรูปได้เยอะครับ … พอดีมีกรุ๊ปทัวร์จีนมาลงพอดี คนเลยแอบเยอะไปหน่อย แต่ก็ทำให้ผมสังเกตเห็นอาเจ๊คนนึงครับ ท่าถ่ายรูปแกสวยงามมาก (ดูภาพประกอบ) … ตอนที่เดินดุ่มๆ หาทางเข้าปราสาทเนี่ย มีโอกาสได้เห็นความใส่ใจนักท่องเที่ยวของคนญี่ปุ่นนะ ผมเจอคุณลุงคนนึง ทักสองสาวชาวฮ่องกงที่เดินอยู่ข้างหน้าพวกผม ลุงเขาถามว่าเป็นนักท่องเที่ยวหรือเปล่า มาจากประเทศไหน และบอกว่าถ้าจะเดินไปปราสาทโอซาก้าเนี่ย มาผิดทางแล้ว ต้องย้อนกลับไปแล้วเลี้ยวขวา … รู้สึกได้ว่าลุงแกพูดอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่แกก็พยายามสื่อสาร พยายามคุยอังกฤษกระท่อนกระแท่น ใช้คีย์เวิร์ดที่สำคัญๆ เช่น Osaka Castle, Back, Right อะไรแบบนี้ ก็ฟังแล้วเข้าใจ

 

มุมนึงในสวนโอซาก้า สวยดี ถ่ายรูปได้สบาย ถ้าท้องฟ้าแจ่มกว่านี้คงดี

 

ผมเองก็โชคดี ระหว่างที่ลุงแกบอกทางสองสาว ผมก็เลยรู้ว่าพวกผมก็มาผิดทางเหมือนกัน แล้วควรจะเดินไปทางไหน (ฮา)

 

อาคารทรงตะวันตก มันดูแล้วขัดๆ กับปราสาทโอซาก้าแฮะ

กว่าจะเดินมาถึงตัวปราสาท เล่นเอาเหนื่อยแน่ๆ สำหรับหลายๆ คน (ผมแกล้งไปยังงั้นแหละ ในรูป)

 

เดินมาถึงแถวๆ ตัวปราสาทโอซาก้า จะเห็นอาคารทรงตะวันตกหลังนึง มันเป็นร้านอาหารอ่ะครับ แม้อาคารจะดูเก่าๆ แต่รู้สึกว่าอาคารนี้ไม่ใช่ของดั้งเดิมที่อยู่คู่ปราสาทโอซาก้ามา ผมว่าถ้าจะสร้างอาคารเป็นร้านอาหารจริงๆ น่าจะสร้างสไตล์ญี่ปุ่นจะดูขลังกว่านะ … อาคารแบบนี้เห็นแล้วมันดูไม่เข้ากับบรรยากาศยังไงชอบกล

ระยะทางที่เดินมาไกลเอาเรื่อง แม้อากาศจะไม่ร้อน (อุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส) แต่อาจจะเพราะฝนตก ความชื้นสัมพัทธ์ค่อนข้างสูง อากาศเลยอบอ้าว เดินไกลๆ เหงื่อตกใช่ย่อย

 

ค่าเข้าชมปราสาทโอซาก้า 600 เยน (มีแบบ 900 เยน แล้วสามารถไปเข้าพิพิธภัณฑ์ละแวกใกล้เคียงได้อีกที่ด้วย)ซื้อบัตรเข้าชมปราสาทโอซาก้าจากตู้กดเลย

 

ค่าบัตรเข้าชมปราสาทโอซาก้า 600 เยนครับ สามารถซื้อได้จากตู้กดเลย … สมกับเป็นญี่ปุ่นจริงๆ อะไรๆ ก็ซื้อจากตู้กดซะเกือบหมด … ไม่ต้องห่วงนะครับ ซื้อเองได้ไม่ยาก กดเปลี่ยนภาษาเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ หรือจริงๆ แล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนภาษาหรอก ก็พอจะเดาได้แล้วว่าจะกดยังไงถึงจะซื้อบัตรได้ … ซื้อบัตรเสร็จ ก็เดินเข้าปราสาทได้เลยครับ

 

ปราสาทโอซาก้ามีการบูรณะและปรับปรุงให้ทันสมัยไปเยอะ มีลิฟต์สำหรับผู้มีปัญหาเรื่องการเดินด้วย

ขวาขึ้นบันได ไม่ต้องรอคิว ... ซ้าย ขึ้นลิฟต์ รอคิวนิดนึง

 

ผมเคยไปเที่ยวปราสาทของพวกตะวันตกมาก่อน พวกปราสาทพวกนี้จะถูกอนุรักษ์เอาไว้แบบเดิมๆ มากๆ แต่ปราสาทโอซาก้าเห็นว่าโดนทั้งเผา (ในยุคสงคราม) และโดนฟ้าผ่าไฟใหม่ (เมื่อหลายสิบปีก่อน) เลยมีการบูรณะซะใหม่ … แต่ผมคิดว่าแอบใหม่ไปหน่อยอ่ะครับ เพราะด้านในนี่ผมนึกว่าเป็นพวกตึกสมัยใหม่เลย ไม่เหลือเค้าความเป็นปราสาทแบบเดิมๆ เลย

 

วิวจากยอดปราสาทโอซาก้าชั้น 8ที่ชั้น 2 ของปราสาทโอซาก้ามีจุดให้แต่งคอสเพลย์ถ่ายรูปด้วย

การนำเสนอประวัติศาสตร์ในรูปแบบผสมผสานวิดีโอกับฉากของจริง

 

ปราสาทโอซาก้ามีด้วยกัน 8 ชั้น จะเริ่มจากการขึ้นลิฟต์ไปชั้น 5 แล้วเดินขึ้นไปจนถึงชั้น 8 จากนั้นค่อยๆ เดินลงมาทีละชั้นก็ได้ แต่ต้องรอคิวขึ้นลิฟต์นานหน่อย หรือไม่อยากรอคิวนาน ก็เลือกที่จะเดินขึ้นบันได ไล่จากชั้น 1 ไปยันชั้น 8 ก็ได้ … ส่วนผม ผมเลือกขึ้นลิฟต์ครับ รอคิวนานหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับรอไม่ได้ แล้วเดินไปชั้น 8 ก่อนเลย จากนั้นค่อยๆ ไล่ลงมาดูทีละชั้น

ชั้น 8 นี่วิวสวยดีครับ ได้เห็นวิวเมืองโอซาก้าแบบแจ่มๆ ดี … ถัดลงมาก็จะเป็นพวกพิพิธภัณฑ์ เล่าประวัติศาสตร์ในยุคสงคราม ซึ่งมีการนำเสนอได้น่าสนใจ เป็นการผสมผสานระหว่างวิดีโอกับฉากประกอบ แล้วก็มีพวกของเก่าสมัยยุคสงครามให้ได้ดูกัน … อย่างไรก็ดี ประวัติศาสตร์มันก็แค่หลักไม่กี่ร้อยปีอ่ะครับ ฉะนั้นใครที่คาดหวังจะเห็นของเก่าแก่นี่ผมว่าอาจผิดหวังได้ (อยากดูอะไรแบบนั้น ต้องไปดูพวกพิพิธภัณฑ์ที่ไต้หวัน เมืองจีน ไม่ก็อังกฤษหรือสหรัฐอเมริกานู่น) … ชั้น 3 และ 4 เขาห้ามถ่ายภาพหรือวิดีโอนะครับ อันนี้ควรทราบเอาไว้ (จริงๆ ตอนขึ้นลิฟต์พนักงานก็จะบอกไว้ แต่เหมือนจะพูดได้สามภาษา คือ ญี่ปุ่น จีน และ เกาหลี … ไม่แน่ใจว่าพูดอังกฤษได้ไหม)

 

มีร้านขายของที่ระลึกและของกินอยู่ใกล้ๆ แวะช้อปได้

ขนมดังโงะ เห็นในการ์ตูนกินกันอร่อย ไปลองของจริงมา แป้งจืดราดซอสหวานๆ เค็มๆ ชัดๆ

 

เดินชมปราสาทจนเสร็จ ก็ออกมาดูร้านค้าด้านนอกว่ามีอะไรขายบ้าง … ก็มีขนม มีของกิน มีของที่ระลึกขาย สไตล์ก็อารมณ์ซามูไร นินจา ยุคสมัยสงครามของญี่ปุ่นอ่ะครับ แต่ที่ผมสนใจคือ ขนมดังโงะ ที่มักจะเห็นคนในการ์ตูนญี่ปุ่นกินกัน โดยเฉพาะในการ์ตูน เณรน้อยเจ้าปัญญา อิคคัวซัง อ่ะ คืออยากลองมานานแล้วว่ารสชาติจะเป็นยังไง

และต้องขอสปอยล์ไว้เลยว่า ผมคิดผิดจริงๆ ที่อยากจะลอง (ฮา) ส่วนนึงเพราะที่ขายอยู่นี่เป็นแบบขนาดลูกใหญ่พิเศษ แต่ปัจจัยหลักคือ เจ้าขนมดังโงะมันเป็นแป้งจืดๆ ที่ราดซอสหวานๆ เค็มๆ อ่ะครับ คือ ซอสก็ไม่ได้อร่อยเลิศอะไร แถมแป้งก็จืดมากอีกต่างหาก ซื้อมาไม้นึง 300 เยน พยายามฝืนกินจนแล้วจนรอดก็ไม่ไหว สุดท้าย ทิ้งถังขยะ (เสียดายตังค์จริงๆ)

 

จากปราสาทโอซาก้า ไปไคยูคัง มาขึ้นรถไฟฟ้าที่ Tanimachi 4-chome ครับ (อ่านว่า ทานิมาชิ ยงโชเมะ)

 

จากปราสาทโอซาก้า ได้เวลาเดินทางไปพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคังครับ ตอนออกจากปราสาท จะเดินไปสถานีรถไฟฟ้า Tanimachi 4-chome (หรือ Tanimachi Yonchome) แล้วขึ้นรถไฟฟ้าสาย Chūō ที่มุ่งหน้าไปทาง Cosmo Square เพื่อมาลงสถานี Osakao แล้วจึงเดินต่ออีกหน่อย เพื่อไปที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคังครับ

 

ชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์ Tenpozan อารมณ์คล้ายๆ London Eye หรือ Singapore Flyer

 

จากสถานีรถไฟฟ้าไปไคยูคัง เดินกันนิดนึงครับ ถ้ามี Google Maps ก็ให้มันนำทางเลย หรือไม่ก็เดินมาทางชิงช้าสวรรค์ Tenpozan พอเจอแล้วก็เดินมาตรงฐานของชิงช้านี่แหละ แล้วเดินเลยเข้าไปอีกหน่อย ก็เจอแล้ว พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคังครับ แต่เนื่องจากหิวแล้ว เลยขอหาอะไรทานแถวนั้นก่อน พอดีมันมีสถานที่ประมาณ Marketplace อยู่ใกล้ๆ พอดี … และหนึ่งในร้านในนั้นคือ ซูชิแบบกดปุ่มที่ผมชอบทาน อิอิ

 

มาญี่ปุ่นทีไร ชอบมากินซูชิแบบกดปุ่มแบบนี้อ่ะ (แต่แฟนผมไม่ทานปลาดิบนะ)

ข้าวหน้าปลาทูน่า 880 เยน

ซูชิเนื้อวาฬ 130 เยนซูชิเนื้อหางวาฬ 490 เยนFatty Tuna (เข้าใจว่าคือ ชูโทโร่) 490 เยน

 

แฟนผมเป็นคนไม่ทานปลาดิบ เมนูที่เลือกได้เลยมีไม่มาก ดีว่าแฟนไม่ใช่คนทานเยอะ … ส่วนผมน่ะเหรอ จัดเต็มครับ ก่อนอื่นเลย เอาแบบมั่นใจว่าอิ่มแน่ ด้วยข้าวหน้าปลาทูน่าดิบ 880 เยน ตามมาด้วยของที่ไม่เคยทานอย่าง ซูชิเนื้อวาฬ 130 เยน และ ซูชิเนื้อหางวาฬ 490 เยน และปิดท้ายด้วยปลาทูน่ามันฉ่ำๆ 490 เยนครับ … น้ำก็อาศัยเอาผงชาเขียว (ฟรี) มาเติมน้ำร้อนดื่ม ได้ชาเขียวร้อนชิลๆ (น้ำร้อนเขาแค่ระดับชงชาได้ แต่ไม่ถึงกับลวกปาก)

มื้อนี้สองคนหมดไปประมาณ 2500 เยนครับ

 

ถ่ายภาพคู่กันที่หน้าทางเข้าไคยูคัง

เขามีเตรียมจุดตั้งกล้องไว้ให้ ... แต่ให้ระวังลมไว้นะครับ

 

มาถึงไคยูคังแล้ว ด้านหน้ามันจะมีกระดูกกรามฉลามเอาไว้ให้เราถ่ายรูปคู่ได้ แถมมีการทำจุดวางกล้องไว้ให้อีก สามารถวางสมาร์ทโฟนได้ด้วย … แต่ผมอยากให้ระวังนะครับ เพราะลมที่นี่แรงมาก และมันแรงขนาดที่สามารถพัดสมาร์ทโฟนของเราให้ปลิวหล่นลงพื้นได้นะครับ

 

ภาพที่ Samsung Galaxy Note 4 ของผมถ่ายไว้ได้ก่อนมันจะลงสู่พื้นอย่างสวยงาม

 

คือที่เตือนนี่ไม่ใช่อะไรครับ … ผมโดนมาแล้ว ร้องแทบไม่ออก คือ พอถ่ายรูปคู่รูปแรกเสร็จ รู้สึกว่ามันไม่เวิร์กเท่าไหร่ เลยอยากลองใหม่อีกซักรูป ก็ไปตั้งกล้อง แล้วก็กลับมาตั้งท่า แต่ผลคือ ลมอยู่ๆ ก็พัดแรง แล้วเล่นเอา Samsung Galaxy Note 4 ของผมปลิวตกลงพื้นอิฐบล็อกแข็งๆ (ฮือๆ) เคราะห์ดีว่าหน้าจอไม่แตก และไม่เกิดปัญหาใดๆ นอกจากขอบอลูมิเนียมถลอกทุกมุม (ฮือๆ)

 

เหล่าสัตว์น้ำในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคังเหล่าสัตว์น้ำในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคังเหล่าสัตว์น้ำในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง

 

สมแล้วที่เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำในร่มขนาดใหญ่ คือ มันใหญ่มาก อย่าคิดว่ามันจะเหมือนกับพวก Underwater World ในประเทศไทยนะครับ ที่นี่ใหญ่กว่าเยอะ มีอะไรให้ดูเยอะเลย ปลาแปลกๆ และมุมมองในการนำเสนอที่จัดวางไว้ได้ดีทีเดียว

 

ทำเพดานเป็นอะคลีลิคใส เพื่อให้ได้เห็นมุมจากด้านล่างด้วยได้เห็นแมวน้ำในมุมมองที่ปกติเราไม่ค่อยได้ดูกัน ... ด้านล่าง

 

ก่อนจะถึงทางออกอ่ะครับ มันจะมีโซนที่ให้เราได้มีโอกาสใกล้ชิดกับสัตว์ต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ เช่น แมวน้ำ เพนกวินจักรพรรดิ์ และปลากระเบน อะไรแบบนี้ด้วย … เห็นคนไปเที่ยวชมถือโอกาสได้ลองสัมผัสกับปลากระเบนด้วยเหมือนกัน แต่ก่อนจะไปสัมผัสได้ ก็ต้องไปล้างมือก่อนนะครับ เขาเตรียมจุดล้างมือเอาไว้ให้แล้ว

 

ได้สัมผัสกับปลาด้วยมือของเราด้วย แต่ต้องล้างมือก่อนนะจุดล้างมือก่อนที่จะเข้าไปสัมผัสปลาเป็นๆ

 

ออกจากพิพิธภัณฑ์เร็วกว่าที่คิด คือประมาณ 16:30 เลยตัดสินใจว่าคืนนี้บินตั้งเที่ยงคืน ถือโอกาสนอนพักเอาแรงดีกว่า เลยเลือกที่จะกลับไปโรงแรมครับ ก็เดินกลับไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานี Osakako มาขึ้นรถไฟฟ้าสายChūō มุ่งหน้าไปที่ Gakken-Nara-Tomigaoka มาลงที่สถานี Sakaisujihonmachi เพื่อต่อรถไฟฟ้าสาย Sakaisuji มุ่งหน้าไปทาง Tengachaya ไปลงที่สถานี Dobutsuen-mae ครับ แล้วเดินเข้าโรงแรมไปนอนพักล่ะ

พอประมาณสองทุ่ม ก็เริ่มออกเดินทางครับ มาขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานี Shin-imamiya สำหรับสาย Nankai ครับ เดินไกลนิดนึง ถ้าโชคดีก็จะได้ขึ้น Nankai Limited Express ครับ มันจะเร็วกว่าปกตินิดนึง (นิดนึงจริงๆ แค่ 5 นาที) แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะเป็นแบบธรรมดา ที่ใช้เวลาประมาณ 42 นาทีในการเดินทาง

ขากลับไม่มีอะไรมาก … แค่เรียนรู้ว่าถ้าจะซื้อน้ำดื่มในสนามบิน ไม่ต้องไปเล็งร้านไหนเลยครับ กดจากตู้กดน้ำ ราคาถูกสุดแล้ว 110 เยน ถ้าจำไม่ผิด (สำหรับน้ำเปล่า) ผมไปซื้อน้ำเปล่าจากในร้าน Duty Free มัน 130 เยน และหากซื้อน้ำดื่มในร้านอาหาร ก็จะราวๆ 240 เยนครับ … อ้อ! เห็นคนไทย (รวมถึงผม) เลือกเข้ามาหาอะไรกินในสนามบิน แต่อยากบอกว่าสนามบินนานาชาติคันไซเนี่ย ถ้าผ่านเข้าเกตมาแล้ว ร้านอาหารมีจำกัดมาก ไม่แนะนำให้มาฝากท้องในนี้ เพราะรสชาติเฉยๆ มาก และราคาก็แพงใช่ย่อย … แนะนำว่ามาสนามบินเร็วหน่อย แล้วกินเบอร์เกอร์คิงด้านนอกดีกว่าอ่ะ

และก็จบทริปเที่ยวมั่วๆ ทัวร์โอซาก้าแต่เพียงเท่านี้ครับผม

 

ค่าใช้จ่ายวันนี้

  • ค่าบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคังคนละ 3010 เยน
  • ค่าเข้าชมปราสาทโอซาก้าคนละ 600 เยน
  • ค่าขนมดังโงะ 300 เยน
  • ค่าอาหาร (ซูชิ) ประมาณ 2500 เยน
  • ค่าอาหารที่สนามบิน (รวมน้ำดื่ม) ประมาณ 1800 เยน

รวมแล้ววันนี้หมดไปประมาณ 11,820 เยน หรือราวๆ 3,230 บาท ก็ตกคนละ 1,615 บาท รวมสี่วันก็หมดไปประมาณ 7,600 บาท (เศษขอปัดเป็นเลขกลมๆ นะ)

สรุปว่าเมื่อรวมกับค่าตั๋วเครื่องบินและค่าที่พักแล้ว (ตกคนละ 8,000 บาท) ก็ลงเอยว่าทริปนี้คนละ 16,000 บาท เอาอยู่ครับผม

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: