กาฝากพาทัวร์ เที่ยวมั่วๆ ทัวร์ญี่ปุ่น วันที่สอง – ไหว้พระที่นารา

Print Friendly

พระใหญ่ ไดบุทสึ ที่วัดโทไดจิ จังหวัดนารา

การมาเที่ยวในสไตล์ผม ไม่เน้นเที่ยวหลายที่ เพราะรู้สึกว่ามันเหนื่อยเกินไป ลำพังแค่เที่ยวจุดใดจุดนึงให้ทั่วจริงๆ ผมว่าก็เดินกันเหนื่อยแล้วนะครับ เมื่อการไปประเทศญี่ปุ่นไม่ต้องขอวีซ่า และค่าตั๋วเครื่องบิน Low-cost ก็ไม่ได้แพงอะไรมากมาย การมาประเทศญี่ปุ่นซักปีละหน ก็ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรแล้ว ฉะนั้นผมเลยเลือกไปแบบ Slow life ครับ ค่อยๆ เที่ยวไปวันละที่สองที่พอ อย่างในกรณีของทริปนี้ ผมตัดสินใจให้เวลา 1 วันกับการไปเที่ยวนารา และออกเดินทางเมื่อตอนเต็มอิ่มจนตื่น คือประมาณเกือบ 10 โมงเช้า (เหอๆ)

จากโรงแรม Taiyo เดินทางไปนารา (Nara) นั้นไม่ยากครับ ถ้าขี้เกียจเดินไกล นั่ง JR จากสถานี Shin-imamiya ไปได้เลย หรือถ้าฟิตหน่อย กะหาอะไรกินก่อนเดินทางไปตอนเช้าๆ ก็เดินไปขึ้นที่ Tennoji ก็ได้ อยู่ห่างออกไป 800 เมตร ในทริปนี้ผมเลือกที่จะเดินไป Tennoji ครับ ค่ารถไฟฟ้าไปที่นาราตกคนละ 470 เยน

 

การซื้อตั๋วรถไฟฟ้าที่ญี่ปุ่น ให้ดูก่อนว่าเราจะไปลงที่ไหน แล้วเลือกซื้อตั๋วตามราคา

เลือกดูเอาว่าสถานที่จะไปลง ต้องเสียค่าตั๋วเท่าไหร่

 

จริงๆ การเลือกซื้อตั๋วรถไฟฟ้าของญี่ปุ่น ก็ไม่ต่างจาก BTS บ้านเราหรอกครับ เพราะใช้วิธีการเลือกราคาตั๋วที่ตรงกับสถานีที่เราจะไป เพียงแต่ว่าที่ญี่ปุ่นเนี่ย ระบบรถไฟฟ้ามันรุ่งเรืองกว่าบ้านเราเยอะ จำนวนสถานีมันเยอะมาก เราต้องไปดูจากแผนผังสถานีครับ ว่าที่เราจะเดินทางไปเนี่ย ต้องซื้อตั๋วราคาเท่าไหร่

 

ตู้ขายตั๋วรถไฟฟ้าแบบนึง อันนี้เป็นของสถานีรถไฟฟ้าของเทศบาลเมืองโอซาก้าเอง

 

ส่วนเครื่องกดซื้อตั๋ว หลักๆ มันจะเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่จะมีปุ่มเปลี่ยนภาษาให้เป็นภาษาอังกฤษได้ … เริ่มต้นมันจะเป็นการซื้อตั๋วสำหรับคนเดียว แต่ถ้าจะซื้อทีละหลายๆ ใบ มันจะมีปุ่มรูปตัวคนอยู่ข้างๆ ให้เลือกหลายแบบ ตามสไตล์การเดินทางที่คนญี่ปุ่นมองว่าเป็นแบบที่มักจะมากันบ่อย เช่น ผู้ใหญ่สองคน, ผู้ใหญ่สองคน เด็กคนเดียว, ผู้ใหญ่สองคน เด็กสองคน อะไรแบบนี้ … กดแล้วจะช่วยลดขั้นตอนการซื้อตั๋วลงได้เยอะ เช่น มากันพ่อแม่กับลูกอีกสอง กดเลือกผู้ใหญ่สองคน เด็กสองคน แล้วกดราคาตั๋วทีเดียว ซื้อตั๋วได้สี่ใบเลย จบ

ความแตกต่างกันนิดหน่อยคือ ตู้รุ่นใหม่ๆ เนี่ย จะให้เราเลือกราคาตั๋วก่อน แล้วค่อยใส่เงิน(หรือหยอดเหรียญ) แต่ตู้รุ่นเก่าๆ อย่างที่ผมเจอในสถานี Dobutsuen-mae เนี่ย มันต้องใส่เงินก่อน แล้วเดี๋ยวปุ่มกดซื้อตั๋วมันจะขึ้นไฟมาให้กด เราก็แค่กดราคาตั๋วที่เราจะซื้อ (ใครที่งงกับวิธีใช้ ไปสะกิดเจ้าหน้าที่ ทำหน้างงๆ เกาหัวๆ ชี้มาทางตู้หน่อย เดี๋ยวเขาก็มาช่วยครับ)

 

ชานชาลาเดียวกัน แต่มีรถไฟฟ้าเทียบท่าหลายสาย ไปสถานที่ต่างๆ กัน มองป้ายดูให้ดีว่าสายไหนจะเข้าเทียบท่านะครับ

 

เข้ามาในสถานีแล้ว ก็มองป้ายครับ เราจะไปนั่งรถไฟฟ้าสายไหน มุ่งหน้าไปทางไหน ก็ไปตามป้าย ป้ายจะบอกชื่อสาย (พร้อมกำหนดสี) และระบุทิศทางที่มุ่งหน้าไว้ให้ ตรงนี้แหละ Google Maps มีประโยชน์ เพราะถ้าเราให้มันบอกทางขึ้นรถไฟฟ้า ว่าเริ่มจากสถานีไหน แล้วจะไปลงที่สถานีไหน มันจะบอกเลยว่าเราจะต้องขึ้นรถไฟฟ้าสายไหน มุ่งหน้าไปทางไหน นั่งไปกี่สถานี ถ้ามีต่อรถ จะให้ลงสถานีไหน แล้วต่อรถไฟฟ้าสายไหน มุ่งหน้าไปทางไหน … สะดวกฝุดๆ

แต่อย่างที่บอก รถไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นมันรุ่งเรืองสุดๆ จำนวนสายเพียบ อย่ารีบหุนหันวิ่งขึ้นรถไฟฟ้าล่ะครับ แม้จะเป็นชานชาลาที่รถไฟฟ้าสายที่เราต้องการจะขึ้น แต่มันก็อาจจะรถไฟฟ้าสายอื่นมาวิ่งเทียบท่าได้ด้วยเช่นกัน ฉะนั้นมองหาป้าย LED อย่างในรูป เพื่อดูให้แน่ใจก่อนว่ารถไฟฟ้าที่จะมาเทียบท่า เป็นสายที่เราต้องการจริงๆ … ป้าย LED นี้จะบอกว่ารถไฟฟ้าที่มาเทียบท่า (หรือจะมาเทียบท่า) เป็นสายไหน มุ่งหน้าไปทางไหน และจะมาถึงในเวลากี่โมง

ที่ญี่ปุ่นนี่ขึ้นชื่อเรื่องความตรงเวลานะครับ และมันก็ตรงเวลาจริงๆ ถ้าบอกว่าจะออกกี่โมง มันออกตรงเวลาเป๊ะๆ ไม่มีอิดออด รอนิดหน่อยนะครับ (ผมเจอเคสรถเมล์ออกจากป้ายตรงเวลา โดยไม่สนใจผู้โดยสารที่วิ่งกระหืดกระหอบมาที่ป้าย เหลือระยะทางไม่ถึง 5 เมตรที่นารามาแล้ว)

 

ตั๋วรถไฟฟ้าญี่ปุ่นแบบใช้เที่ยวเดียว จะเป็นแบบนี้

 

ตั๋วรถไฟฟ้าญี่ปุ่น จะเป็นแบบรูปด้านบนครับ เวลาเข้าสถานี ก็คล้ายๆ กับ BTS และ MRT บ้านเรานี่แหละ คือ สอดตั๋วเข้าไป แล้วเดี๋ยวมันจะคายให้ตอนเราเดินผ่านช่องสอดตั๋ว ส่วนตอนขาออก มันจะเอาตั๋วไปเลย ซึ่งก็เหมือน BTS และ MRT บ้านเรา ความแตกต่างอยู่ตรงที่ ที่นี่ช่องสอดตั๋วมันใช้ได้ทั้งเข้าและออก (ของ BTS และ MRT บ้านเรา ช่องเข้าก็เข้า ช่องออกก็ออก) ฉะนั้นดูดีๆ ก่อนว่าช่องที่เราจะเข้า มาคนจะออกไหม ใครมาก่อน ก็ให้เขาได้ใช้ก่อนนะครับ

 

มื้อเช้า ลองฝากท้องกับข้าวกล่องในสถานีรถไฟฟ้า

ข้าวกล่องที่ซื้อมา กล่องเดียวพอจะรองท้องได้สองคนสบายๆ

 

อุตส่าห์จงใจเดินทางสถานี Tennoji ตั้งไกล แต่ไม่ค่อยมีร้านไหนเปิดขายแล้ว (เพราะส่วนใหญ่จะเปิดราวๆ 10:00 – 11:00) เลยไปฝากท้องเล็กน้อย ด้วยการซื้อข้าวกล่องที่สถานีครับ โดนไปประมาณ 900 เยน กินได้สองคนชิลๆ … หลังจากลองข้าวกล่องญี่ปุ่นมาสองรอบ ผมได้ข้อสรุปว่า หากเทียบเป็นเงินไทยแล้ว ข้าวกล่องที่ญี่ปุ่นไม่ถูกซักเท่าไหร่ แต่รสชาติเรียกว่าดีใช้ได้ทีเดียว

 

อย่าฟังคนขับรถบอกป้าย ให้สังเกตป้าย LED หรือนับสถานีเอา ไม่ก็นั่งจ้อง Google Maps

 

อ้อ! ใครที่เคยชินกับ “สถานีต่อไป นานา Next station Nana” ของบ้านเรา อย่าเอาความเคยชินนั้นมาใช้ที่ญี่ปุ่นนะครับ เพราะลำโพงเขามีทั้งดังและไม่ดัง แถมส่วนใหญ่พูดแต่ภาษาญี่ปุ่น โอกาสลืมลงรถไฟฟ้านี่มีสูงทีเดียว มองป้าย LED ไว้ว่าสถานีต่อไปจะเป็นสถานีอะไร หรือนับสถานีไว้ก็จะดีกว่า บางสายจะมีการใส่รหัสสถานีไว้ เช่น N11, C12 อะไรแบบนี้ ก็ให้จำเลขไว้ เวลาดูป้ายจะได้สังเกตได้ง่ายๆ

อีกวิธีนึงที่ใช้ได้ผลสุดๆ คือ นั่งจ้อง Google Maps ครับ เพราะเราจะเห็นเลยว่าเรากำลังอยู่ที่ไหน และอีกกี่สถานีจะถึงสถานีที่เราจะต้องลง (ซูมเข้าซูมออกดูเอาสะดวกดี)

 

ภาพพาโนรามามุมนึงของนารา

 

คนที่มาที่นาราก็จะมาเที่ยวชมวัด แล้วก็ถ่ายรูปกับกวางครับ ตอนผมไปนี่ฝนตกปรอยๆ … ตกไม่หนัก ไม่ถึงกับเปียก อารมณ์แบบว่า ตกให้พอรำคาญ (ฮา) และจะถ่ายรูปได้ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ เพราะว่าฟ้ามันครึ้ม สภาพแสงไม่เหมาะสมนัก

 

กวางเยอะมาก และอยู่อย่างอิสระจริงๆ ถ่ายรูปคู่ได้สบายๆ แต่ระวังโดนกระแทก หรืองับแย่งของนะ

 

ที่นี่กวางเยอะมาก และอยู่กันอย่างอิสระสุดๆ เสมือนหนึ่งเป็นสมาชิกชุมชน อารมณ์คล้ายๆ กับลิงบ้านเรา อะครับ เราจะไปถ่ายรูปด้วยก็ได้ ชาวบ้านก็เอาพวกคุกกี้มาขายเอาไว้ให้กวางกิน … 150 เยนครับ ซื้อมาปุ๊บ ลองให้มันกินดู มันจะตามเราไม่หยุดเลย รุมเราด้วย ปกติกวางพวกนี้ไม่ดุร้ายนะครับ ไม่ทำร้ายเราแน่นอน หากเราไม่ไปกระตุ้นมันซะก่อน แต่ก็มีป้ายเตือนให้ระวังกวางเตะ กวางชน อะไรแบบนี้อยู่เป็นระยะๆ

 

มาซื้อตั๋วรถเมล์แบบ One-day pass ที่นี่ ตรงสถานี JR Nara

ตั๋ว One-day Pass สำหรับรถเมล์ของนารา มูลค่า 500 เยน

 

ก่อนจะออกจากสถานี JR Nara ถ้าคิดว่าจะนั่งรถเมล์เที่ยวไปเรื่อยๆ ตามวัดต่างๆ อยากแนะนำให้ซื้อตั๋วรถเมล์แบบ One-day Pass นี่ครับ 500 เยน ก็คุ้มดี เพราะว่าปกติแค่ขึ้นรถเมล์ทีนึงก็ 120 เยนแล้ว ซื้อแบบนี้ ขึ้นซัก 5 รอบก็คุ้มครับ การนั่งรถเมล์ไปเที่ยวเรื่อยๆ ก็สนุกดี

 

ออดกดเพื่อบอกว่าลงป้ายหน้า บนรถเมล์มีประจำทุกแถวที่นั่งครับ สะดวกกว่าของประเทศไทยเยอะ

 

การขึ้นรถเมล์ในประเทศญี่ปุ่น ไม่แตกต่างอะไรจากประเทศไทยมากครับ อยากลงป้ายไหนก็กดออด ซึ่งมีติดตั้งไว้ทุกแถวที่นั่งเลย สะดวกดี แต่ที่ญี่ปุ่นนี่จะมีการตั้งชื่อป้ายไว้เรียบร้อย ถ้าเราหาข้อมูลจาก Google Maps เอาไว้แล้ว การเตรียมตัวกดออดเพื่อลงป้ายจะไม่ใช่เรื่องลำบากครับ แต่ถ้าไม่มีข้อมูลพวกนี้มาก่อน อาจจะมึนได้ เพราะเรามาเที่ยวครั้งแรก เราไม่รู้หรอกว่าจะถึงป้ายหรือยัง ต้องกดออดหรือยัง

 

ภายในวัด Kōfuku-ji

 

ใน One-day Pass มีแผนที่มาให้ด้วย แผนที่นี้แนะนำเส้นทางการท่องเที่ยวนารา ที่แรกเลยคือวัด โคฟุคุจิ (Kōfuku-ji) ครับ ที่นี่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น แต่ก็มีจุดให้ถ่ายรูปได้อยู่หลายจุดอยู่ และมีกวางเยอะพอสมควรตั้งกะทางเข้า … การเดินทางมา ก็นั่งสาย 2 หรือ 70 มาก็ได้ครับ อยากรู้ว่าจะไปที่วัดไหนต้องนั่งสบายอะไร ในแผนที่ที่ได้มาพร้อมกับ One-day Pass จะมีบอก … จริงๆ แล้ว จากที่ลองดู นั่งสาย 2 อย่างเดียว ก็เที่ยวได้เกือบทุกจุดแล้ว เพราะมันคือรถเมล์สายที่วนรอบเมืองครับ

ข้อเสียของการนั่งสาย 2 ก็คือ หากพลาดท่า ลงผิดป้าย มันไม่มีให้นั่งย้อนนะ ต้องนั่งวนสถานเดียว … แต่ก็ใช้เวลาไม่นานหรอก วนรอบนึง

 

ภายในวัด Kōfuku-ji อีกมุม

ป้ายขอพร มักจะซื้อแล้วมาเขียนในวัดที่ญี่ปุ่น ไปวัดไหนก็มี

 

จุดแวะถัดไปคือวัดโทไดจิ (Tōdai-ji) ครับ การเดินทางมาง่ายมาก นั่งสาย 2 จากจุดที่เราลงรถเมล์มะกี้นั่นแหละ นั่งต่อมาอีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว (ป้าย N-7) แล้วจากนั้นก็เดินเข้าไปอีกหน่อย ระหว่างทางก็จะมีของขายเยอะอยู่ ใครอยากแวะช้อปก่อนเข้า หรือออกจากวัดมาแล้วค่อยช้อปก็ย่อมได้

 

ทางเข้าวัดโทไดจิ

 

ในวัดโทไดจิ แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือเข้าไปได้ฟรีๆ ครับ เลือกถ่ายรูป เลือกเที่ยวชมตามสบาย แค่ทางเข้าก็น่าสนใจแล้ว เพราะเสาค้ำเป็นไม้ขนาดใหญ่ 18 ต้น และมีรูปแกะสลักทวารบาลอีก 2 ตน แต่หากอยากไปชมวิหาร ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุทสึก็ต้องเสียคนละ 500 เยน ถึงจะได้เข้าไป แต่เข้าไปก็คุ้มอยู่นะ ไหนๆ ก็มาแล้ว เสียเงินเข้าไปเหอะ

 

ตัวอุโบสถของวัด ที่ประดิษฐานของพระใหญ่ ไดบุทสึ ต้องเสียค่าเข้า 600 เยน

 

วิหารแห่งนี้มีจุดเด่นสองเรื่อง เรื่องแรกคือเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อโต ไดบุทสึ พระพุทธรูปสำริดสูง 18 เมตร หนัก 500 ตัน อีกเรื่องคือ เป็นวิหารไม้ใหญ่ที่สุดในโลก

 

มีช่องตรงเสาด้วย ว่ากันว่าหากใครลอดช่องนี้ผ่าน ก็จะได้กลับมาที่วัดนี้อีก บางคนก็เชื่อว่าถ้าลอดผ่านได้ก็จะโชคดี

หลวงพ่อโต ไดบุทสึ องค์ใหญ่มาก ใหญ่จนรูปไม่อาจบรรยายได้ ต้องมาดูด้วยตาเอาเอง

 

ภายในวิหาร นอกจากหลวงพ่อโต ไดบุทสึ แล้วก็มีเสาต้นใหญ่ต้นนึงที่มีร่องอยู่ด้านล่าง ขนาดพอให้เด็กๆ ลอดไปได้ ซึ่งว่ากันว่าหากใครลอดผ่านได้ ก็จะได้มีโอกาสกลับมาที่วัดนี้อีก และบางคนก็เชื่อว่าลอดแล้วจะโชคดี … พอดีจังหวะที่ผมไปไม่เหมาะเท่าไหร่ เด็กๆ ญี่ปุ่นมาทัศนศึกษากันเพียบ เลยไม่ได้ไปลอดกับเขา (อายเด็ก ประมาณนั้น … ฮา)

 

ของที่ระลึกจากวัดโทไดจิ คิกขุมาก

กาฉะปองที่ขายในวัดโทไดจิ เป็นแนววัดมาก

 

ผมตั้งข้อสังเกตว่าคนญี่ปุ่น แม้จะศรัทธาในศาสนาพุธมาก แต่ก็ไม่ถึงกับยึดติดกับวัตถุมากจนเกินเหตุ หรือจริงๆ แล้ว ไม่ยึดติดมากไปซักหน่อยละมั้ง เพราะของที่ระลึกภายในวัด จะถูกแบ่งออกเป็นแนวของขลัง พวกเครื่องราง พวกป้ายขอพร ตลอดไปจนถึงของคิกขุ คือ เอาจุดเด่นของวัดมาทำให้คิกขุ หรือ ทำเป็นของเล่นขายเลย เช่น พวกตุ๊กตาตัวเล็กๆ รูปพระพุทธรูป หรือ กาฉะปองรูปพระพุทธรูปต่างๆ เป็นต้น (ผมเจอถุงเท้าลายพระพุทธรูปไดบุทสึด้วยซ้ำ)

 

มื้อกลางวัน (บ่ายๆ) ฝากท้องกับชุดทงคัตสึ ในร้านละแวกใกล้เคียง

 

ออกจากวัดโทไดจิแล้ว พวกผมก็ไปฝากท้องที่ร้านอาหารแถวๆ นั้นครับ ราคาไม่ถูกซักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่แพงจนเกินเหตุ สั่งอาหารมาทาน มื้อนี้ก็หมดไปพันกว่าเยนครับ … ข้อดีของอาหารญี่ปุ่นคือ แม้จะแพง แต่ถ้าสั่งเป็นเซ็ตก็ให้มาเยอะดี ถ้าใครทานไม่จุมาก สั่งมาเซ็ตเดียวกินสองคนอิ่มสบายๆ นะ ขอบอก

 

ภาพบรรยากาศภายในบริเวณศาลเจ้าคาสึกะ ไทฉะ

 

อีกที่นึงที่คนไปกันเยอะ คือศาลเจ้าคาสึกะ ไทฉะ (Kasuga Taisha) ที่นี่ได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลก เป็นหนึ่งในสามศาสนสถานชื่อดังของสวนนารา (อีกสองที่ก็คือวัดโคฟุคุจิ และวัดโทไดจิ ที่ผมไปเยี่ยมชมก่อนหน้าแล้ว) ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากวัดโทไดจิเลย แค่เดินออกจากวัดโทไดจิ แล้วตรงไปอีกราวๆ 800 เมตรก็ถึงทางเข้าแล้ว แต่ระหว่างทาง ควรจะค่อยๆ ชมบรรยากาศในสวนป่า และตะเกียงหินที่เรียงรายตามทาง

 

จุดเด่นของศาลเจ้าคาสึกะ ไทฉะ คือโคมหินที่เรียงราย

บรรยากาศแถวๆ ทางเข้าศาลเจ้าคาสึกะ ไทฉะ

 

หากจะเข้าไปเยี่ยมชมภายในศาลเจ้าแบบเต็มที่ ตามที่เขารีวิวไว้ ก็จะเสียค่าเข้าชม 500 เยน แต่ตอนผมไป ไหงเขาเก็บ 1000 เยนก็ไม่รู้ แต่พอจ่ายเงินแล้ว ก็จะได้ซองอะไรมาซักอย่าง เหมือนจะเป็นคำทำนายอ่ะ แต่อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก เลยต้องเลยตามเลย (เหอๆ) แล้วก็มีเหมือนป้ายเครื่องรางมาให้เป็นของที่ระลึกอันนึง … ก็โอเคอยู่

แต่ที่เจ็บใจที่สุดคือ จ่ายเงินค่าเข้าชมไปแล้ว ได้แค่เข้าชมครับ เขาไม่ให้ถ่ายภาพใดๆ เลย (แง) คือ ด้านในมีหลายจุดที่โอเค เหมาะแก่การเก็บภาพมากมาย แต่ถ่ายรูปไม่ได้ ซะงั้นอ่ะ

 

แผ่นป้ายขอพรของศาลเจ้าคาสึกะ ไทฉะ เป็นลายกวางน่ารักเชียว บางคนเลยวาดรูปเล่นซะ

แวะออกมาด้านนอกของศาลเจ้า มีร้านไอศกรีมด้วย เหนื่อยๆ หม่ำไอศกรีมเย็นๆ ก็ชื่นใจดี

ลองชิมไอศกรีมรสสาเกญี่ปุ่นครับ มีรสสาเกจางๆ อร่อยไปอีกแบบ

 

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผมก็หมดเวลาไปกับศาลเจ้าคาสึกะ ไทฉะ เยอะพอสมควรครับ เพราะแค่เดินเข้าไปที่ศาลเจ้าก็ใช้เวลานานระดับนึงแล้ว ไหนจะเดินชมศาลเจ้าอีก แล้วเดินออกมาอีก … เดินออกมาจากศาลเจ้า ใกล้ๆ ก็มีร้านขายไอศกรีมครับ เห็นมีรสชาติแปลกๆ ดี เลยแวะทานซักหน่อย ผมเลือกเป็นรสสาเกญี่ปุ่น มันจะมีรสเหล้าสาเกจางๆ ครับ แต่ไม่รู้สึกว่ามีแอลกอฮอล์นะ ให้รสชาติที่ดีไปอีกแบบ … ณ จุดนี้ โดนไปอีกคนละ 350 เยนครับผม

กว่าจะออกมาก็ปาไปสี่โมงเย็นแล้ว เลยตัดสินใจว่าที่นาราพอแค่นี้ดีกว่า (จริงๆ ถ้าว่ากันตามแผนที่ เรายังไปได้อีกวัดนึง และมีแหล่งรวมร้านค้าร้านอาหารด้วย แต่ว่าเวลาปิดเข้าชมของวัดก็ประมาณห้าโมงเย็น คงเดินอะไรไม่ได้เต็มที่แล้ว เลยกลับดีกว่าครับ

ขากลับ แทนที่จะนั่งรถไฟฟ้ามาลง JR Tennoji ผมก็นั่งเลยมาที่ JR Shin-imamiya เลยครับ เพราะเดินกลับโรงแรมใกล้อีกหน่อย ค่ารถไฟฟ้าก็เลยเป็นคนละ 560 เยนครับ แวะมานั่งพักให้หายเหนื่อย หายเมื่อยก่อนซักชั่วโมง (แอบงีบเลย หุหุ) ตื่มมาประมาณทุ่มนึง ก็ว่าจะลองเดินบริเวณใกล้ๆ โรงแรมบ้าง หาอะไรทาน และแวะไปชักภาพแลนด์มาร์กนึงของที่นี่คือ หอคอยสึเท็นคาคุ (Tsutenkaku) ซักหน่อย

 

หอคอยสึเท็นคาคุ เป็นแลนด์มาร์กที่ ไม่ใหญ่โตมาก และไม่ค่อยเด่นมาก เพราะไม่ได้ตั้งโดดเดี่ยวเท่าไหร่ บ้านช่องล้อมรอบไปหมด

 

หอคอยสึเท็นคาคุนี่ ไม่เหมือนพวกโตเกียวสกายทรีอะไรพวกนี้นะ มันไม่ได้สูงเด่นขนาดนั้น ตัวหอคอยก็ตั้งอยู่ท่ามกลางตึกรามบ้านช่องที่สร้างซะติดๆ เลย เลยขาดความโดดเด่นไป ละแวกนี้มีร้านอาหาร ร้านปาจิงโกะ เยอะแยะมาก แต่อาหารเด่นๆ ของโอซาก้าดูจะเป็น ทาโกะยากิ โอโคโนมิยากิ อุด้ง ปิ้งย่าง อะไรพวกนี้ ซึ่งวันนี้ไม่ได้อยากกิน เลยเดินผ่านๆ ไปโดยไม่มีร้านไหนถูกใจครับ

 

เห็นเจ้าตัว Billiken นี่เต็มไปหมดเลย

 

เนื่องจากการมาโอซาก้าเมื่อครั้งก่อนผมได้ลองเล่นปาจิงโกะไปแล้ว (หมดไปพันเยนโดยไม่รู้เลยว่าเล่นยังไง … ฮา) งวดนี้จึงไม่ได้ย่างกรายเข้าไปอีก … ปาจิงโกะไม่ผิดกฎหมายหากไม่ได้เล่นเพื่อชิงเงิน ซึ่งฟังมาว่าทางร้านปาจิงโกะใช้วิธีให้เอาลูกปาจิงโกะไปแลกเป็นของกินของใช้แทน เลยเลี่ยงบาลีเรื่องกฎหมายไปได้ แต่ก็มีบางร้านที่แอบมีมุมหลังร้าน ให้แลกลูกปาจิงโกะเป็นเงินได้ … เราจะเห็นบางคนที่เล่นปาจิงโกะเป็นอาชีพ เล่นทีได้ลูกปาจิงโกะเป็นถาดๆ เลย … ใครเกลียดบุหรี่ แพ้กลิ่นบุหรี่ ร้านปาจิงโกะเป็นที่ที่ควรเลี่ยงอย่างมากครับ

ระหว่างเดินไปเดินมา ก็ค้นพบว่ามีห้างดองกี (หรือบางคนเรียก ตงกี) เป็นห้างขายของทั่วไป มีของหลากหลายมากทั้งของกิน ของใช้ ของแบรนด์เนม (เอาเป็นว่าขนาดนาฬิกา ยังมีตั้งกะนาฬิกาเด็กเล่นเรือนหลักร้อยไปยันโรเล็กซ์ของแท้เรือนหลักหลายแสนอ่ะ) เลยแวะเข้าไปเดินช้อปซะหน่อย ไหนๆ ก็หาร้านข้าวไม่เจอ ปรากฏว่าได้ของติดไม้ติดมือมาไม่น้อยเลยครับ แถมเจอข้าวกล่องน่ากิน เลยจัดมาซะเลย (กล่องละ 336 เยนเอง) สรุป มื้อเย็นกลายเป็น ข้าวหมูย่างเกาหลี อร่อยดี ปริมาณพอทาน 1 คนสบายๆ (336 เยน) หมดเกลี้ยง … ข้าวไก่คาราอาเกะ (336 เยนเท่ากัน) จานใหญ่โฮก เหมาะกับการกินสองคนมากกว่านะ คราวหน้าซื้อมากินสองคนดีกว่าอ่ะ … สลัดผักสด ไม่ซื้อน้ำสลัดล่ะ อยากกินผักสดเฉยๆ 100 เยน เหลือไก่คาราอาเกะ 4 ชิ้น (กินไม่หมดด้วย)

ก่อนกลับโรงแรม เห็นตู้ขายน้ำอัตโนมัติมีโค้กแพ็กเกจจิ้งแปลกๆ เหมือนใช้กระป๋องพลาสติก เลยกดออกมา 100 เยนเอง ปรากฏว่า มันกระป๋องอลูมิเนียมดั้งเดิมนี่หว่า เวร โดนหลอกด้วยของตัวอย่าง … คือ ถ้ากระป๋องอลูมิเนียม ซื้อ Family Mart แถวโรงแรมดีก่า 119 เยน ใหญ่กว่าสองเท่า!! คือ เจ็บอ่ะ

วันนี้ก็จบลงด้วยเอวังประการฉะนี้ครับ

 

ค่าใช้จ่ายวันนี้

  • ค่าเดินทาง (รถไฟฟ้า + รถเมล์) ประมาณ 2560 เยน
  • ค่าอาหาร ค่าขนม ค่าน้ำดื่ม ประมาณ 4000 เยน
  • ค่าเข้าชมสถานที่ 3000 เยน

วันนี้โดนไปราวๆ 2,700 บาท … รวมสองวัน ตอนนี้ใช้ไปแล้ว 3,900 บาท ไม่รวมค่าช้อปที่ห้างดองกีนะ … สองวันแรกยังใช้จ่ายไม่เยอะเท่าไหร่ (ถ้าไม่รวมช้อป) เดี๋ยวดูสองวันหลังดิ จะมีเที่ยวทั้ง Universal Studios Japan, พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง และปราสาทโอซาก้า หมดหลายตังค์แน่ๆ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: