กาฝากพาทัวร์ เที่ยวมั่วๆ ทัวร์ญี่ปุ่น วันแรก – มาถึงโอซาก้า

ลัดฟ้า อาทิตย์อัสดง บินสู่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

ความเดิมจากตอนที่แล้ว ระหว่างที่ผมกำลังหาที่พักที่ฮ่องกงอยู่ ผมก็ได้ไฟล์ทแจ่มๆ ค่าตั๋วพร้อมที่พักถูกๆ จากกรุงเทพฯ สู่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นได้ในราคาแบบว่า สองคนไม่ถึง 16,000 บาท ฉะนั้น ช่วง 15-19 มิถุนายน 2558 จึงกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการเดินทางของผมอีกครั้ง โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ผมใช้บริการของ Airasia X ด้วยครับ (ปกติใช้แต่ Airasia) มาอ่านกันดูว่าทริปนี้ผมและแฟนผ่านอะไรกันมาบ้าง (อิอิ)

 

เที่ยวญี่ปุ่นไม่ง้อทัวร์ เดี๋ยวนี้ไม่ยาก

ขอออกตัวก่อนเลยว่าสมัยนี้เที่ยวแบบไม่ง้อทัวร์ไม่ยากแล้วครับ … ปีที่แล้วผมไปหยั่งเชิงที่ประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว บอกได้เลยว่าเที่ยวญี่ปุ่นแบบไม่ง้อทัวร์ ไม่ยากเท่าที่คิดครับ คุณอาจจะเคยได้ยินว่ารถไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นซับซ้อนมาก คนญี่ปุ่นพูดอังกฤษไม่ค่อยได้กัน ก็เลยตัดสินใจไปทัวร์ง่ายสุด … จริงๆ แล้ว เที่ยวญี่ปุ่น เที่ยวได้ ไม่ต้องง้อทัวร์ครับ

ผมขอชี้แจงเป็นข้อๆ ก่อนเลยว่า หากจะเที่ยวญี่ปุ่นแบบไม่ง้อทัวร์ ทำได้ไม่ยาก ขอแค่…

  • รู้จักหาข้อมูลก่อน เดี๋ยวนี้หาได้ทั้งรีวิวจากพันทิป หรือ เหล่าบล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวต่างๆ หรือพวกหนังสือแนะนำเที่ยวแบบไม่ง้อทัวร์ทั้งหลายที่ขายกันตามร้านหนังสือชั้นนำ … เพียงแต่อยากบอกว่าร้อยทั้งร้อย คุณไม่สามารถทำตามแบบที่เขารีวิวหรือเขียนไว้ในหนังสือได้เป๊ะๆ หรอกนะครับ โดยส่วนตัวผมเอง ก็พบว่าหลายๆ คน เขียนไว้ไม่ได้ละเอียดเท่าไหร่ ว่าจะไปยังไง ต้องขึ้นรถลงเรืออะไรที่ไหน อย่างไร … ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เหล่านี้ ผมอยากบอกว่าเอาแค่ว่า ถ้าจะไปเมืองนั้นเมืองนี้ มีที่ไหนน่าไป ร้านไหนน่ากิน อะไรแบบนี้ก็พอ เอาให้ได้ชื่อมา ขอเป็นภาษาอังกฤษนะ
  • รู้จักใช้ Google Maps ครับ ช่วยได้เยอะมาก ในประเทศที่ระบบคมนาคมเป็นระบบระเบียบแบบญี่ปุ่นนี่ Google Maps สามารถใช้นำทางเราขึ้นพวกระบบขนส่งมวลชนได้สบายๆ โดยเฉพาะในกรณีที่เราจะเที่ยวแบบนี้ มันบอกได้เลยว่าหากจะไปจากสถานีรถไฟฟ้านี้ ไปยังสถานีรถไฟฟ้าปลายทาง จะต้องขึ้นสายไหน มุ่งหน้าไปไหน และสามารถบอกได้คร่าวๆ ด้วยว่ารถไฟจะมากี่โมง
  • ต้องมีอินเทอร์เน็ตกับสมาร์ทโฟน (หรือแท็บเล็ต) ไว้ใช้งาน ทั้งสำหรับหาข้อมูลระหว่างทางและใช้งาน Google Maps ด้วย … อันนี้ใครสะดวกใจเปิด Roaming ไปก็ได้ (แอบแพงหน่อย) หรือบางคนอาจจะเลือกซื้อซิมใช้งาน (เดี๋ยวนี้ก็มีให้ซื้อแล้ว) มันจะเหมาะสำหรับคนใช้ดาต้าไม่เยอะ และกะอยู่ยาวๆ (เช่น กะอยู่ 15 วัน เต็มเหยียด) และสุดท้ายคือ เช่า Pocket WiFi ครับ (ส่วนตัวผม ผมเลือกใช้บริการของ Nuccishop.com ครับ บริการดี เป็นกันเองมาก) การเช่า Pocket WiFi ข้อดีคือ ได้ 4G แน่นอน ไม่ต้องห่วงว่าสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเราจะรองรับไหม และแชร์ได้หลายๆ เครื่องพร้อมกัน (แต่ต้องระวัง อย่าใช้ดาต้าเยอะเกินไป เพราะภายในวันเดียว ถ้าผมจำไม่ผิด ใช้ซัก 2GB มันจะติด FUP ในวันถัดไป ซึ่งความเร็วจะตกต่ำมาก)
  • เรื่องการสื่อสาร … เดี๋ยวนี้คนญี่ปุ่นโอเคเรื่องภาษาอังกฤษมากขึ้นมานิดหน่อย (นิดหน่อยจริงๆ) … แต่ถามว่าเราแคร์ด้วยเหรอครับ ยังกะคนไทยพูดอังกฤษคล่องปร๋อ กล้าใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกันทุกผู้ทุกคน … ถ้าเราเองก็พูดอังกฤษไม่คล่อง จะไปกังวลทำไมว่าคนญี่ปุ่นพูดอังกฤษไม่ได้ … เชื่อผมเหอะ ผมค้นพบว่า ภาษามือกับคนญี่ปุ่นเนี่ย มีประสิทธิภาพสูงสุดแล้ว

 

ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง

พักหลังๆ ไม่ค่อยได้เดินทางไปต่างประเทศด้วยตนเองเท่าไหร่ (ส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์ต่างๆ เชิญไปร่วมงานนู่นนี่นั่น แหะ แหะ) เลยไม่ค่อยได้ออกเดินทางจากดอนเมือง … งวดนี้ไปเอง บิน Airasia X ต้องออกจากดอนเมืองครับ เลยค้นพบว่าในเกตที่ดอนเมืองเนี่ย ไม่มีห้องน้ำครับ อยากเข้าต้องเข้าให้เรียบร้อยจากนอกเกตเลย

 

ค้นพบว่า ในเกตที่ดอนเมือง ไม่ได้มีห้องน้ำ!!

 

ไม่อย่างงั้น หากเข้าเกตไปแล้ว เกิดอยากเข้าห้องน้ำก็จะต้องเอาพาสปอร์ตพร้อมบอร์ดดิ้งพาสของเราไปแลก Transit Card เพื่อออกไปนอกเกต อีกที (เขาจะเก็บบอร์ดดิ้งพาสเราไว้ เราเอา Transit Card มาแลกคืน)

 

หากผ่านเข้าเกตมาแล้ว ต้องไปแลกบัตร Transit Card หากอยากจะเข้าห้องน้ำ เพราะมันอยู่นอกเกต

 

ถ้าเป็นที่สุวรรณภูมิ หากยังไม่ทานข้าวมา ก็จะมี Food court อยู่ชั้น 1 ไกลนิดหน่อย แต่เดินไปไม่ลำบาก แต่ที่ดอนเมือง แอบยุ่งยากไป แต่หากเป็นลูกค้าทรู ดูจะมีทางเลือกนิดหน่อยครับ เพราะสิทธิของ True Red Card และ True Black Card เนี่ย เขาให้ไปแลกชุดฮอทด็อกและโค้กแก้วบะเริ่มได้ที่ Dairy Queen หรือ Caffè Rittaza ที่อยู่ข้างๆ ก็แลกชุดกาแฟได้ฟรีเช่นกัน … เดินไปที่เกต 23 โลดครับ ร้านอยู่แถวนั้น (ก็ยังสงสัยว่าทำไมไม่ตั้งร้านด้านนอก ให้ใช้บริการกันได้ถ้วนหน้า หาได้ง่ายๆ หน่อยฟะ)

 

โค้ก (500ml) 21 บาท น้ำดื่มช้า (500ml) 30 บาท

 

บิน Airasia X ไม่มีบริการอาหารและน้ำฟรีๆ บนเครื่อง ต้องซื้อเอา และโค้กกระป๋องนึงก็ 60 บาทได้มั้ง ฉะนั้นบางคนเลยเลือกที่จะตุนเครื่องดื่มไปดื่มเอาเอง … ที่ดอนเมืองไม่มี 7-Eleven หลังเกต (หรือมีแต่ผมไม่เจอก็ไม่รู้) แต่มีร้าน Boots ครับ ซึ่งผมค้นพบว่า น้ำดื่ม (น้ำเปล่า) แพงกว่าโค้ก แพงกว่าชาเขียวซะงั้น ที่ปริมาตร 500ml เท่ากัน น้ำเปล่า 30 บาท โค้ก 21 บาท ส่วนชาเขียว 25 บาท … เลือกซื้อตามสะดวกก็แล้วกันนะครับ

 

ถึงโอซาก้า … ตกรถไฟฟ้าเที่ยวสุดท้าย

การเดินทางด้วยตั๋วราคาประหยัด สิ่งที่ต้องทำใจคือเรื่องเที่ยวบิน มันจะไม่ค่อยได้ดั่งใจซักเท่าไหร่ อย่างกรณีของผม บิน 15:20 ดูเหมือนจะโอเค แต่เมื่อคำนวณเวลาบิน 5 ชั่วโมง รวมกับเวลาที่ญี่ปุ่นเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมงแล้ว อาการน่าเป็นห่วง เพราะว่ากว่าจะบินถึงก็ 22:40 โดยประมาณ เฉียดๆ กับเวลารถไฟฟ้าเที่ยวสุดท้ายเข้าเมืองแล้ว

 

บิน 15:20 (เวลาไทย) ถึงที่โอซาก้าควรจะประมาณ 22:40 (เวลาญี่ปุ่น)

 

สนามบินนานาชาติคันไซ (KIX) อยู่ห่างจากใจกลางเมืองโอซาก้า ที่คนไทยนิยมไปพักกันราวๆ 60 กิโลเมตร ฉะนั้นหากตกรถไฟฟ้า อย่าได้คิดนั่งแท็กซี่ไปโดยเด็ดขาด แท็กซี่ที่ญี่ปุ่น แค่ขึ้นไปเปิดมิเตอร์ก็โดน 660 เยนแล้วนะครับ (ประมาณ 200 บาทเศษ) จากสนามบินไปแถวๆ กลางๆ เมืองนี่ อาจจะมีหมื่นสี่พันเยน (ประมาณ 4 พันบาท) เอาง่ายๆ นะครับ

และสิ่งที่ผมกลัวก็เป็นจริงครับ เครื่องดีเลย์ ถึงช้ากว่ากำหนดนิดหน่อย แถมเจอคนไทยจำนวนหนึ่ง (เยอะพอสมควร) กรอกข้อมูลใบตรวจคนเข้าเมืองไม่เรียบร้อย ผลก็คือ ต้องไปนั่งกรอกต่อหน้าเจ้าหน้าที่ เสียเวลาคนอื่นไปเยอะ … ตรงนี้ผมขอฝากเหอะครับ บนเครื่อง Airasia X เนี่ย เขาก็มีแผ่นพับที่บอกวิธีการกรอกใบตรวจคนเข้าเมือง ใบสำแดงของศุลกากร ให้อ่านแล้ว อ่านกันหน่อย กรอกให้ครบ อยู่บนเครื่องตั้ง 5 ชั่วโมงกว่า กรอกเรียบร้อย มาถึงญี่ปุ่นแล้ว มันจะฉลุยมากๆ

 

ตกรถไฟฟ้าเที่ยวสุดท้าย ลงมาชั้น 1 ด้านนอก ขึ้นรถบัสสาย 2 ไปลงนัมบะ (Namba) ได้

 

เอาเป็นว่าสรุปคือ ผมและแฟนพลาดรถไฟเที่ยวสุดท้ายครับ … พลาดแบบฉิวเฉียดมาก คือ พอออกจาก ตม. ได้ปุ๊บ รีบวิ่งกลุ่กๆๆๆ ไปเลย ไม่หลง ไม่อะไรทั้งสิ้น ออกมาถึงสถานีรถไฟฟ้า กำลังจะวิ่งไปซื้อตั๋วรถไฟฟ้า เจอลุงพนักงานเดินออกมาทำท่าอุลตร้าแมนปล่อยแสง (ทำแขนเป็นรูปกากบาทห้าม) เบรกเอี๊ยดเลยทีเดียว … เอ้า! สายนึงหมดไปแล้ว รีบมองหาสายอื่น … มี JR ไปลงเทนโนจิ (Tennoji) ได้นี่นา รีบวิ่งไปเตรียมกดตั๋ว ก็มีเสียงห้ามเอาไว้อีก “JR เที่ยวสุดท้ายไปแล้วครับ” คนไทยสองคนที่กดตั๋วไปก่อนหน้าออกมาเบรกพวกผมไว้ ทั้งสองคนซื้อตั๋วทัน แต่วิ่งไปขึ้นรถไฟฟ้าไม่ทัน

มีผู้โดยสารหลายสิบคนพลาดรถไฟฟ้าเที่ยวสุดท้าย … ทางเลือกอื่นมีอะไรบ้างนะ … สำหรับผม คือการนอนที่สนามบิน (ได้ข่าวว่าที่นี่เจ้าหน้าที่ดูแลเราดี) แต่พี่สาวคนนึงซึ่งดูจะมาบ่อย (ทราบภายหลังว่ามา 8 รอบแล้ว) บอกว่ามันจะมีรถบัสรอบดึก ที่วิ่งไปลงนัมบะ (Namba) ได้ ก็เลยพากันออกมานอก Terminal 1 แล้วลงไปข้างล่าง ไปซื้อตั๋วรถบัสครับเป็นสาย 2 (มันจะมีหลายสาย ไปลงตามที่ต่างๆ) รถออกเที่ยงคืนครึ่ง ค่าใช้จ่ายคนละ 1550 เยน (ถ้าขึ้นรถไฟฟ้าทันจะเสียแค่คนละ 920 เยน)

 

เจ้าหน้าที่ช่วยกันลำเลียงกระเป๋าขึ้นรถบัส

 

แต่ลงที่นัมบะก็ไม่ได้หมายความว่าจะถึงโรงแรมเลยนะ โรงแรมที่ผมจอง (Hotel Taiyo) อยู่แถวสถานี โดบุทสึเอน-มาเอะ (Dobutsuen-mae) อยู่ห่างจากนัมบะไปสองสถานี หรือราวๆ 2 กิโลเมตร ในช่วงที่รถไฟฟ้าก็หมดแล้ว จะนั่งแท็กซี่ก็อาจจะตกราวๆ 1400 เยน หรือมากกว่า (ประมาณ 400 บาท) หรือจะเลือกเดิน 2 กิโลเมตร (ใช้เวลาราวๆ 30 นาทีก็ได้) ต้องขอบคุณคุณแฟนครับ ที่ยอมตกระกำลำบากกับผม เดิน 2 กิโลเมตร (คือ ผมรับไม่ไหวจริงๆ 2 กิโลเมตร 400 บาทเนี่ย)

 

ใครโหลดกระเป๋าขึ้นรถบัส ก็จะได้บัตรรับกระเป๋ามา อย่าทำหายล่ะ

 

รถบัสรอบดึกนี่เป็นแบบพิเศษครับ ไม่แวะจอดที่ไหนเลย มุ่งหน้าสู่นัมบะเท่านั้น จะขึ้นรถ ต้องตามธรรมเนียมคนญี่ปุ่น เข้าคิวให้ดีๆ เขานับคนครับ ประมาณไม่ให้มีคนยืน … หากใครมีกระเป๋า โหลดใต้ท้องรถบัสได้ จะได้บัตรรับกระเป๋ามา อย่าทำหายล่ะ

 

ตอนลงจากรถบัส ก็เอาบัตรรับกระเป๋าให้พนักงาน เพื่อรับกระเป๋า

 

รอบดึกขนาดนี้ ใครหิว ตอนลงจากรถบัสที่นัมบะแล้ว มองรอบๆ ครับ จะมีร้าน Daily เปิด 24 ชั่วโมงอยู่ ไปหาซื้อข้าวปั้น ราเม็งถ้วย หาซื้อน้ำดื่มได้สบายๆ อยู่

 

เดินตอนตีหนึ่งจากนัมบะไปโรงแรมก็ไม่ได้มืดน่ากลัวแต่อย่างใด

 

การเดินบนท้องถนนในญี่ปุ่นตอนกลางคืน ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดนะ ไฟสว่างไสวทีเดียว … ไม่ใช่ทุกซอกทุกมุมนะครับ แต่ก็เกือบทั้งหมดเท่าที่ผมลองเดินๆ ไปนั่นแหละ

ตามคาด เดินประมาณ 30 นาที ก็ถึงโรงแรมครับ (ขออภัย ไม่มีภาพหน้าโรงแรม เพราะรูปที่ถ่ายดันถ่ายไม่ติดซะงั้น) โรงแรมที่ผมจอง ค่าที่พักถูกเอาเรื่อง คืนละพันบาทอ่ะ ฟร้อนท์ของโรงแรมเปิดตลอด 24 ชั่วโมง พนักงานสามารถพูดอังกฤษระดับสื่อสารได้ ช่วยเหลือเราได้ระดับนึงเลย เช่น ถามหาร้านอาหาร สอบถามข้อมูลพวกบัตรรถไฟฟ้าต่างๆ อันไหนที่เขาไม่รู้ เขาก็จะช่วยหาผ่าน Yahoo! ให้ (ใช่ครับ ที่ญี่ปุ่นนิยมใช้ Yahoo! มากกว่า Google)

Hotel Taiyo นี่ชาวต่างชาติ รวมถึงคนไทย ก็นิยมไปพักกัน เพราะทำเลดี มีสถานีรถไฟฟ้า Dobutsuen-mae อยู่ด้านหน้าเลย และเดินไปทางซ้าย ข้ามถนนไปนิดหน่อย ก็เป็นสถานี Shin-imamiya ของ JR หรือเดินไปทางขวาซัก 800 เมตร ก็เป็นสถานี Tennoji มี Family Mart อยู่ใกล้ๆ และฝั่งตรงข้ามเดินไปนิดหน่อยก็เป็นห้างดองกี และ Spa World ด้วย เลยไปอีกนิดก็เป็นแลนด์มาร์กอย่างหอคอย Tsutenkaku ไว้ให้ถ่ายรูป

แต่สไตล์ของโรงแรมนี้เป็นแบบ Guest house ครับ ห้องน้ำจะเป็นแบบห้องน้ำรวม ผลัดกันเข้า ความสะอาดก็ระดับนึง ห้องอาบน้ำมีสองแบบ แบบรวม เข้าพร้อมๆ กันหลายคน จะแบ่งเวลาเข้า ผู้ชายใช้ตอน 17:00 – 20:50 ส่วนผู้หญิงจะใช้ตอน 21:00 – 00:00 แต่ถ้าใครไม่สะดวกเรื่องเวลา หรือไม่สะดวกใจแก้ผ้าอาบน้ำรวมกับคนอื่น ก็รออาบน้ำห้องเดี่ยวได้ครับ เข้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง

วันแรกนี่เก็บข้อมูลแค่นี้แหละ … กว่าจะเดินทางมาถึง กว่าจะได้นอน ตีสี่แน่ะ (มัวแต่กินข้าวกล่องที่ซื้อมา จากการแวะ Family Mart) ไว้อ่านการผจญภัยต่อวันถัดไปนะครับ

 

ค่าใช้จ่ายในวันนี้

  • ค่ารถบัสมาลงนัมบะ คนละ 1550 เยน
  • ค่าข้าวกล่องที่ร้าน Daily และ Family Mart และค่าน้ำ (ซื้อแบบ 2 ลิตรมาขวดนึง กับน้ำเปล่าและน้ำชา ขวดธรรมดามาอีกอย่างละขวด) ประมาณ 1200 เยน

วันแรกมีค่าใช้จ่ายรวม 4300 เยน หรือประมาณ 1200 บาท

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: