คิดล้ำไปบางทีก็ไม่ดีเหมือนกันนะ

บางทีวิธีการแก้ปัญหาแบบง่ายๆ กลับได้ผลดีกว่าแบบล้ำๆ นะครับ

 

วันนี้อยู่มาวันนึงก็เห็นโฆษณาเครื่องดื่ม แบรนด์ เจนยู ที่มี บอย ปกรณ์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ (ใครยังนึกโฆษณานี้ไม่ออก คลิกดูที่ Facebook ของแบรนด์) แล้วก็อดไม่ได้ที่จะต้องเก็บเอามาเขียนเป็นบล็อกซักตอนครับ สถานการณ์สมมติในโฆษณาคือ ร้านรองเท้าของบอย ยังไม่ได้รับสินค้าตัวโชว์ที่จะเอามาวาง แล้วบอยก็ต้องแก้ปัญหา ก็คิดแบบแว้บๆๆๆ แล้วก็บอกว่าให้เอาตัวอย่างไปสแกน (แบบสามมิติ) แล้วฉายเป็นภาพโฮโลแกรมล้ำๆ ออกมาโชว์เลย … ผมนึกสนุก ก็แอบแซะว่า ทำไม่ได้นะ เพราะเทคโนโลยีล้ำๆ แบบนั้นมันยังไม่มี (การจะทำอะไรแบบนั้นได้ มันต้องหาซื้ออุปกรณ์มาเพิ่ม และมันคงกินเวลานานกว่ารอตัวโชว์มาแน่ๆ … แต่ก็นะ นี่มันคือโฆษณา ก็ต้องสมมติว่าดีดนิ้วปุ๊บได้ของปั๊บล่ะนะ) แต่ที่น้อง @catchup_isme ทวีตแชร์ต่อนี่ทำให้ผมรู้สึกสนใจที่จะเขียนถึงขึ้นมา

ความสามารถนึงที่คนเรามี (มากน้อยแตกต่างกันไป) คือ การแก้ปัญหา หรือที่ฝรั่งเรียก Problem solving ซึ่งสำหรับหลายๆ องค์กรนับเป็น Core competency ที่สำคัญ โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ต้องใช้สมองคิดและวางแผน ความสามารถในการแก้ปัญหาจะมีมากหรือน้อย ก็อยู่ที่ความสามารถในการประมวลผลของสมองก็ส่วนนึง (ซึ่งเป็นจุดขายของแบรนด์ เจนยู ที่พยายามสื่อว่าช่วยในการทำงานของสมองล่ะนะ) แต่อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ประสบการณ์ ความรู้ และความสามารถในการนำทั้งสองสิ่งนั้นมาประยุกต์ใช้ เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ได้

อย่างในเคสนี้ บอย ใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยี ซึ่งทราบว่าเราสามารถนำวัตถุใดๆ มาทำการสแกนแบบสามมิติ เพื่อนำข้อมูลมาประมวลผลเป็นโมเดลสามมิติในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แล้วนำสิ่งนั้นไปนำเสนอต่อเป็นภาพโฮโลแกรมสามมิติเสมือนจริงได้ … แน่นอน การทำแบบนี้ย่อมมีค่าใช้จ่ายเอาเรื่อง และไหนจะต้องใช้เวลาในการทำอีก ทั้งเรื่องการสแกน ทั้งเรื่องการทำโมเดลสามมิติ และไหนจะค่าอุปกรณ์ฉายภาพโฮโลแกรม (ต่อให้เช่ามาใช้ชั่วคราว) ซึ่งทั้งหมดนี้ โฆษณาไม่ได้พูดถึง (เพราะเน้นแต่จะโชว์ว่า ดื่มแล้วไอเดียบรรเจิด คิดอะไรล้ำๆ ได้ … จะมีประสิทธิภาพหรือไม่ก็อีกเรื่อง)

 

 

แต่ทวีตของน้อง @catchup_isme นี่แบบ โดนเอามากๆ (ขนาดต้องเอามาเขียนเป็นบล็อกอ่ะ) คือ มันใช่เลย ถ้าเราสามารถสแกน “ตัวอย่าง” เพื่อเอาไปทำเป็นภาพโฮโลแกรมโชว์ได้ ทำไมไม่เอาตัวอย่างมาวางแทนตัวโชว์เลยล่ะ จบข่าว (ฮา)

มันทำให้ผมนึกถึงเรื่องชวนคิดอันนึง ที่อ้างอิงถึงยุคสมัยที่อเมริกาและสหภาพโซเวียตเดิม กำลังแข่งขันกันด้านการสำรวจอวกาศ … ซึ่งสภาพไร้น้ำหนัก ทำให้ปากกาแบบเดิมๆ ไม่สามารถใช้งานได้ นักบินอวกาศไม่สามารถจดบันทึกผลการทดลองและการวิจัยได้ ส่งผลให้อเมริกาต้องทุ่มทุนเป็นสิบๆ ล้านดอลล่าห์ กับเวลาหลายปี เพื่อวิจัยและพัฒนาปากกาชนิดใหม่ ที่สามารถเขียนได้แม้อยู่ในสภาพไร้น้ำหนัก ในอุณหภูมิสูงๆ ในอุณหภูมิต่ำๆ

แต่รัสเซีย … เมื่อใช้ปากกาไม่ได้ ก็เปลี่ยนมาใช้ดินสอแทน … จบ

ทั้งเรื่องแบรนด์ เจนยู นี่ กับการแข่งระหว่างอเมริกากับรัสเซียที่ว่า มันชี้ให้เห็นว่า คำตอบของปัญหามันเป็นคำตอบปลายเปิด … ปัญหาหนึ่งๆ อาจแก้ไขได้ด้วยหลายวิธี แต่บางครั้งการที่คิดมาก รู้มากไป มันก็ทำให้ปัญหาที่ควรแก้ได้ง่ายๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยวิธีการที่ใช้เวลาน้อย ใช้ทรัพยากรต่างๆ น้อย กลายมาเป็นต้องใช้เวลานาน และต้องทุ่มทุนสร้างมหาศาลแบบคาดไม่ถึง

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

4 Responses

  1. KITTH says:

    เขาก็พูดตามสคริปต์ คงไม่รู้เรื่องความเป็นจริง คนโฆษณาก้คิดแค่อยากให้ดูล้ำสมัย เก่งแบบคนปกติทำไม่ได้กัน แต่ไม่คิดว่าดูถุกคนดูมากเหลือเกิน การโกหกเดี๋ยวนี้มีอยุ่ทั่วไปทุกแห่งหน ที่สำคัญก็คือทำให้คนที่ไม่รู้เรื่องพวกนี้ เข้าใจผิดว่าเดี๋ยวนี้ทำได้ขนาดนี้ในเวลาแค่พริบตาเลยหรือ? ถือได้ว่าเป็นการปิดหูปิดตาไม่ให้ทราบข้อเท้จจริงในทางอ้อมครับ

  2. PTTNN says:

    คุณภาพห่วยๆ ของสื่อโฆษณาที่ไม่มีคุณภาพทางความคิด

  3. http://www.vcharkarn.com/vnews/112011

    เรื่องปากกาอวกาศนี่เข้าใจผิดกันเยอะพอ ๆ กับคำพูดไอน์สไตน์

Leave a Reply

%d bloggers like this: