มองศักยภาพประเทศจีนในแง่เทคโนโลยี หลังจากชมงาน CES Asia 2015

นายกาฝากตะลุย CES Asia 2015

 

มีคนเขาว่า “พระเจ้าสร้างโลก ส่วนที่เหลือในโลกสร้างที่เสินเจิ้น” เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะอะไร ต่างก็ Made in China กันทั้งนั้น ลองหยิบ Gadget ของคุณขึ้นมาซักชิ้นดู แล้วเช็คว่ามัน Made in อะไร เชื่อว่า 80%-90% จะต้องเป็น Made in China แน่ๆ … ล่าสุด ผมได้รับเชิญจากฟอร์ดประเทศไทยให้ไปร่วมงาน CES Asia 2015 ซึ่งจัดเป็นครั้งแรกในทวีปเอเชีย ก็จัดที่ประเทศจีนอีก เลยน่าสนใจที่จะพูดถึงศักยภาพด้านเทคโนโลยีของประเทศจีนครับ

จริงๆ แล้ว ศักยภาพด้านเทคโนโลยีของประเทศจีนก็เป็นที่น่าจับตามาพักใหญ่ๆ แล้วนะครับ เพราะทั้งเรื่องที่แบรนด์อย่าง Lenovo เข้าซื้อกิจการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและเซิร์ฟเวอร์ของ IBM แถมยังไปซื้อกิจการโทรศัพท์มือถือของ Motorola อีก แบรนด์สมาร์ทโฟนจีนหลายๆ แบรนด์ก็ก้าวเข้ามาเป็นระดับโลก เช่น OPPO, Huawei, Xiaomi, ZTE ไรงี้ นี่ยังไม่นับแบรนด์อื่นๆ ที่ทำธุรกิจด้านอื่น เช่น Haier (เครื่องใช้ไฟฟ้า) เป็นต้น

ผมเคยเขียนไว้ในบล็อกเมื่อชาติปางก่อน (5 ปีที่แล้ว) เรื่อง 5 เหตุผล ทำไมประเทศจีนจะเป็นผู้นำเทคโนโลยี ซึ่งสรุปมาจากบทความของ Computerworld ซึ่งถ้าใครยังไม่ได้อ่าน (เพราะบทความนี้ถูกโพสต์ไว้ในบล็อกเก่าของผม ที่ WordPress.com) ผมก็อยากแนะนำให้ไปอ่าน แต่หากไม่อยากอ่านยาวๆ ละก็ นี่คือ 5 เหตุผลที่ว่าครับ

1. บรรดาผู้นำของจีนเข้าใจในกระบวนการวิศวกรรม
2. บรรดาผู้นำของจีนต้องการที่จะมีนวัตกรรมเหนืออเมริกา
3. จีนมีตัวเลือกสำหรับบรรดาผู้มีพรสวรรค์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาก
4. อเมริกากำลังถดถอยในด้านการศึกษาในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
5. ประเทศจีนกำลังจะได้ความรู้ด้านเทคโนโลยีของอเมริกาทั้งหมด

ซึ่งตรงนี้บางข้อมันเป็นอะไรที่เห็นได้ชัดเลย เช่น ข้อ 3 เพราะคนจีนมีเป็นจำนวนมากครับ โอกาสที่จะเจอคนที่มีพรสวรรค์ในด้านเทคโนโลยีนี่เยอะกว่าประเทศอื่นแน่นอน และข้อ 5 ที่ว่ากำลังจะได้ความรู้ด้านเทคโนโลยีมาก็น่าจะใช่อีก เพราะปัจจุบันก็อย่างที่รู้กัน อะไรหลายๆ อย่างก็ทำในประเทศจีน (เพราะต้นทุนถูกกว่าเยอะ) แน่นอนว่าแม้จะเก็บเป็นความลับไว้ดีแค่ไหน แต่สุดท้ายความลับมันก็ไม่มีในโลกหรอกนะครับ

 

อยากมี Smartwatch? OEM จีนจัดให้ได้นะ

 

ในยุคที่ Startup เป็นเทรนด์กระแสหลักแบบนี้ เมื่อถึงคราวที่ต้องผลิตกันในระดับ Mass ก็ต้องหันไปพึ่งพาผู้ผลิตในประเทศจีนครับ เพราะต้นทุนถูกกว่ามาก (แม้จะรวมค่า Shipping แล้ว) พวก OEM ประเทศจีนก็จะได้ซึมซับพวกกระบวนการ กรรมวิธีต่างๆ ไปโดยปริยาย และสุดท้ายพวกนี้เขาก็จะสามารถนำ “บางอย่าง” ออกมานำเสนอในรูปแบบ OEM ได้ เช่น ในงาน CES Asia 2015 ที่ผมไปมาเนี่ยก็มีทั้ง OEM ที่มานำเสนอโซลูชั่นสำหรับคนที่อยากทำ Smartwatch หรือแว่น VR (Virtual Reality) โดยมีให้เลือกหลายแบบเลย แถมมีซอฟต์แวร์รองรับพร้อมด้วย ที่สำคัญคือ ไม่ได้ดูกระจอกอย่างที่คิดนะครับ อย่าง Smartwatch นี่สเปกจอเป็น AMOLED สวยเลย แถม UI ก็ดูดีทีเดียว

 

แม้แต่แว่น VR (Virtual Reality) ที่ยังไม่ถึงกับประสบความสำเร็จ ก็มี OEM แล้ว

 

นอกจากนี้ก็ยังมีพวก Gadget เทคโนโลยีต่างๆ ที่ดูแล้วก็น่าสนใจทีเดียวนะครับ เช่น ลำโพงบลูทูธ ที่อาศัยพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าทำให้สามารถลอยอยู่บนแท่นได้ ซึ่งก็ดูแปลกไปอีกแบบ บางอย่างนี่เราไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อนเลย (แต่จริงๆ แล้ว อาจจะมีคนเคยทำมาก่อนแล้ว แต่ไม่บูม) … คือ ผมว่าคนจีนได้เปรียบตรงต้นทุนถูกมาก บางทีคิดไอเดียแปลกๆ ได้ ก็สามารถลองทำ ลองขายได้ก่อนเลย อะไรแบบนี้

 

 

แต่ที่แน่ๆ ในงานนี้ผมเจอพวก Gadget จำนวนมากที่ดูๆ แล้วก็รู้สึกได้เลยว่ามันคืออะไรที่ฝรั่งเขาทำมาแล้ว (แต่อาจจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่) พี่จีนก็เลยทำบ้าง แต่ขายได้ในราคาถูกกว่า (มาก) เช่น ที่ผมสวมอยู่ในรูปด้านล่างเนี่ย ไม่ใช่ Google Glass นะครับ แต่เป็น Cool Glass One ของ Beijing Palo Alto Tech ซึ่งเป็นเหมือนเวอร์ชันจีนของ Google Glass ยังไงยังงั้น

 

ที่ผมสวมอยู่ไม่ใช่ Google Glass นะครับ แต่เป็น Cool Glass One ของ Beijing Palo Alto Tech ครับ

 

ศักยภาพที่น่ากลัวในด้านเทคโนโลยีของพวก Gadget จากประเทศจีน ผมเชื่อว่าหลายๆ คนก็น่าจะรู้กันอยู่แล้ว มันคือราคาที่ถูกเอามากๆ นั่นเอง อย่าง Google Glass เนี่ย สนนราคาอยู่ที่ $1,500 แต่ Cool Glass One นี่เขาว่าจะอยู่ที่ประมาณ $300-$400 ประมาณนั้น คือ ราคาแค่ประมาณสมาร์ทโฟนระดับกลางๆ เท่านั้นเอง นี่ถ้ามีเวอร์ชันภาษาอังกฤษเนี่ย ผมเองก็อยากจะหามาไว้ใส่เล่นๆ ซักอันเหมือนกัน

ผู้ผลิตในประเทศจีนมีศักยภาพในการผลิตสินค้าด้วยต้นทุนต่ำมากๆ แถมพร้อมจะรองรับความต้องการในการผลิตแบบต่างๆ (เช่น Foxconn ที่สามารถปรับการผลิตให้ได้ตามใจของ Steve Jobs) ดึงดูดให้บรรดาแบรนด์ต่างๆ สนใจที่จะย้ายฐานการผลิตมาที่นี่ ไอเดียหลายๆ อย่าง ก็ถูกเลียนแบบ กลายมาเป็นสินค้า Made in China แท้ๆ ในเวลาอันรวดเร็ว นี่คือความเสี่ยงนึงที่แบรนด์ต่างๆ ต้องเผชิญ (ซึ่งหลายๆ แบรนด์ก็ยังพร้อมจะสู้ เนื่องจากส่วนต่างต้นทุนการผลิต)

ไอเดียต่างๆ ที่ถูกลอกเลียนแบบมา หรือ เทคนิคการผลิต เทคโนโลยีต่างๆ ที่ผู้ผลิตในจีนได้เรียนรู้มา ก็กลายมาเป็นพวกโซลูชั่นต่างๆ ที่ OEM นำเสนอ ซึ่งดึงดูดใจพวกต่างชาติอีกจำนวนไม่น้อยที่หวังรวยทางลัด อยากมีแบรนด์เป็นของตนเองเช่นกัน (แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงบางอย่าง … ลองอ่านบทความ เมื่อ Crowdfunding campaign กลายเป็นช่องทางหาเงินแบบรวยทางลัด)

 

 

นอกจากนี้ ตลาดที่ใหญ่(มาก)ของประเทศจีน แถมศักยภาพในการซื้อของคนจีนจำนวนมาก ก็ทำให้แบรนด์เทคโนโลยีต่างๆ จ้องเขม็ง อยากจะเข้ามาตีตลาดในประเทศนี้กันตาเป็นมัน เศรษฐีจีนหน้าใหม่ๆ มีเพียบครับ และพวกนี้ก็พร้อมจะจ่ายเงินเพื่อซื้อของมาประดับบารมีกันทั้งนั้น ผมจึงได้ยินอะไรแปลกๆ เช่น หุ่นยนต์ทำอาหาร เซ็ตนึง $50,000 บาท (ประมาณล้านห้าแสนบาทเศษ) ที่น้องพริตตี้คนสวยนี่บอกว่า เป็นราคาที่ไม่แพง ระดับ Mass สามารถซื้อหาได้ (ห๊ะ!)

บอกได้เลยว่า ด้วยเหตุที่ประเทศจีนนั้นมีศักยภาพทั้งในฐานะผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยี และศักยภาพในฐานะเป็นตลาดผู้บริโภคสินค้าเทคโนโลยีที่ใหญ่มาก จึงไม่น่าแปลกใจเลยหากจีนจะกลายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแทนที่สหรัฐอเมริกาครับ แต่ที่ยังเป็นปัจจัยขัดขวางอยู่ ก็น่าจะเป็นเรื่องของพวกการพยายามควบคุมของทางรัฐบาลมากกว่านั่นแหละครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: