ตามชมวิสัยทัศน์ของฟอร์ด กับอนาคตของยานยนต์

Ford GT ตัวล่า ที่เอามาโชว์ในงาน CES Asia 2015

 

วันที่ 24-26 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา ได้รับเกียรติจาก ฟอร์ด ประเทศไทย ให้ไปเข้าชมงาน CES Asia 2015 ซึ่งเป็นงาน CES ที่จัดขึ้นครั้งแรกในเอเชีย ที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนครับ มีโอกาสได้ไปชม ได้ไปฟัง ได้ไปสัมภาษณ์ผู้บริหารของฟอร์ด เกี่ยวกับวิสัยทัศน์ในเรื่องของยานยนต์ในอนาคต ได้เปิดหูเปิดตาอะไรหลายๆ อย่างทีเดียวเลยล่ะ เลยต้องขอเก็บมาสรุปทั้งเอาไว้อ่านเองทีหลัง และให้ผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกัน

 

มหานครเซี่ยงไฮ้ สุดยอดรถติด

 

 

ในงาน CES Asia 2015 นี้ ฟอร์ดนำเสนอวิสัยทัศน์ด้านยานยนต์ในอนาคตไว้น่าสนใจครับ อย่างแรกเลยคือเรื่องของการคิดหาโซลูชั่นด้านคมนาคมในแบบที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ และใครๆ ก็สามารถใช้บริการได้ เพราะนับวันผู้คนในเมืองยิ่งหนาแน่นขึ้น ซึ่งคงไม่ต้องยกตัวอย่างไกลเลยครับ เพราะมหานครเซี่ยงไฮ้ที่ว่ากันว่ามีประชากรมากกว่า 25 ล้านคน (มากกว่าประชากรของประเทศออสเตรเลียในปัจจุบัน ซึ่งมี 23 ล้านกว่าคน) รถจะติดขนาดไหน คิดดู

 

go!drive บริการแชร์รถใช้แบบ Pay as you drive ที่ลอนดอน

 

เพื่อเป็นการทดลองหาโซลูชั่นเพื่อแก้ปัญหา ฟอร์ดจึงได้นำร่องโครงการ London GoDrive ซึ่งเป็นการแชร์รถยนต์ใช้กัน โดยเน้นที่สามารถใช้งานได้จริง และไม่แพงเกินไปสำหรับผู้ใช้บริการ โดยในขั้นทดลองนี้จะเน้นที่การเข้าไปเสริมในโครงสร้างคมนาคมพื้นฐาน และมีรถยนต์ให้บริการ 50 คันใน 20 สถานที่ มีผู้ใช้งานเริ่มต้นอยู่ที่ 2,000 ราย การใช้บริการจะเป็นลักษณะแบบ One-way คือ รับรถจากที่แห่งนึง ขับไปยังที่หมายอีกแห่ง (โดยมีการกำหนดจุดคืนรถ)

“พวกเรารู้สึกตื่นเต้นกับการตอบรับในระยะแรกของโครงการทดลอง GoFrive นี้ และตื่นเต้นที่จะได้ทำงานร่วมกับผู้ขับขี่อีกจำนวนมากเพื่อเรียนรู้ความต้องการบริการแบ่งปันรถนี้” Jim Buczkowski, ผู้อำนวยการงานวิจัยและวิศวกรรมขั้นสูง ระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ของบริษัทฟอร์ดมอเตอร์กล่าว “ในบรรดาเมืองที่มีผู้คนหนาแน่นในทุกวันนี้ การมีรถเป็นของตัวเองไม่ได้เป็นช่องทางในการคมนาคมที่สะดวกที่สุด ประหยัดที่สุดเสมอไป เราจึงกำลังทำการทดลองในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย เพื่อดูว่าจะปรับบริการแบ่งปันรถให้สามารถเพิ่มศักยภาพของการเดินทางในที่ต่างๆ ทั่วโลกในได้อย่างไร”

และไม่เพียงแต่ในลอนดอน ประเทศอังกฤษเท่านั้น ที่บังกาลอร์ ประเทศอินเดียว ฟอร์ดก็ดำเนินการทดลองคล้ายๆ กันนี้ โดยรวมมือกับ ZoomCar เพื่อทดลองบริการแบ่งปันรถในชุมชนด้วย แต่จะเน้นไปที่การแบ่งปันกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน ผู้อาศัยในอพาร์ทเม้นต์เดียวกัน หรือในครอบครัว โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคที่ไม่มีกำลังซื้อรถหรือไม่จำเป็นต้องใช้รถตลอดเวลา ก็สามารถได้สัมผัสกับประโยชน์ของการเป็นเจ้าของรถได้

 

MyEnergi Lifestyle ไลฟสไตล์การใช้พลังงานในมุมมองของฟอร์ด

 

วิสัยทัศน์อีกอย่างที่ฟอร์ดนำมาเสนอในงาน CES Asia 2015 ก็คือโครงการนำร่องที่จะมาใช้ในประเทศจีนในปีนี้ นั่นคือ MyEnergi Lifestyle ซึ่งมีจุดประสงค์ในการนำเสนอวิธีการผสมผสานในการใช้พลังงานดั้งเดิม (เช่น แก๊ส น้ำมัน) ร่วมกับแหล่งพลังงานที่นำมาใช้ใหม่ได้ (เช่น พลังงานแสงอาทิตย์) เพื่อให้พลังงานแก่เครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด เพื่อลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย

 

MyEnergi Lifestyle การร่วมมือระหว่างฟอร์ดกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ในจีนอีกหลายราย

 

โดยโครงการ MyEnergi Lifestyle นี้จะเริ่มในมหานครใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลของการใช้งานผลิตภัณฑ์ที่ประหยัดพลังงาน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง Haier, Trina Solar และ Delta Electronics ซึ่งคาดกันว่าจะสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ 63% (ส่งผลให้ค่าไฟและค่าน้ำมันลดลง 40% และ 69% ตามลำดับ) หรือก็คือจะช่วยประหยัดเงินได้ประมาณ 9,400 หยวน (ประมาณ 56,000 บาทต่อปี) ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 45% หรือ 6,828 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังลดการปล่อยฝุ่นละอองอันตราย PM2.5 และ PM10 ได้ 32% และ 35% ตามลำดับ รวมถึงการลดการปล่อยไนโตรเจนออกไซด์และซัลเฟอร์ออกไซด์ 38%

 

SYNC 3 ที่พัฒนาบนระบบปฏิบัติการ QNX มี UI สไตล์สมาร์ทโฟน

 

และในงาน CES Asia 2015 นี้เองที่ฟอร์ดเขาก็เอาเทคโนโลยี SYNC เวอร์ชันล่าสุด SYNC 3 มานำเสนอด้วย ซึ่งเป็นครั้งแรกในเอเชียเลยทีเดียว แต่อย่าเพิ่งถามว่าจะมากับฟอร์ดรุ่นไหนนะครับ เพราะในสหรัฐเขาก็ยังไม่ได้กำหนดเลย ในแถบเอเชียก็ต้องรอกันก่อน ส่วนในประเทศไทยนั้น เราจะได้สัมผัส SYNC 2 ก่อนครับ โดยจะมาพร้อมกับรถฟอร์ดเอเวอร์เรสต์ที่จะมาวางจำหน่ายเร็วๆ นี้ (แว่วๆ ว่าเดือนสิงหาคม … ถ้ามีโอกาสก็จะไปยืมมาขับ แล้วเล่าประสบการณ์ให้อ่านกันนะ)

 

สัมผัสประสบการณ์ใช้งาน SYNC ผ่านระบบจำลองการขับขี่ ผ่านแว่น VR Oculus Rift

 

สำหรับประสบการณ์ในการใช้งาน SYNC 3 นั้น ทางฟอร์ดมีทั้งคอนโซลจำลอง และระบบจำลองการขับขี่ โดยสัมผัสประสบการณ์แบบเสมือนจริงด้วย Oculus Rift แว่น VR ยี่ห้อดังนันเอง … ใน SYNC 3 นั้น มีการพัฒนาให้ User Interface ใช้งานง่ายขึ้น มีสไตล์คล้ายๆ กับพวกสมาร์ทโฟน และเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ดีขึ้น โดยรองรับ Apple Car แล้ว ซึ่งแม้ตัว SYNC 3 จะยังไม่รองรับภาษาไทย แต่เราสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS แล้วสั่งงานผ่าน Siri ได้ด้วย … ส่วน Android Auto บนระบบปฏิบัติการ Android กับ Cortana ของ Microsoft นั้นก็น่าจะตามมาอีกในอนาคต

SYNC 3 นี่ถือว่าเป็นไม้เด็ดของฟอร์ดเลยทีเดียว และจากการที่ได้คุยกับผู้บริหารและทีมงานของฟอร์ดในต่างประเทศแล้ว ก็เข้าใจได้เลยว่าพวกเขายังไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาไปเรื่อยๆ ครับ (ตอนที่ทานมื้อค่ำในวันที่สอง ที่ทางฟอร์ดเป็นเจ้าภาพเลี้ยงขอบคุณสื่อชาติต่างๆ ที่มาร่วมงาน ผมก็โดนถามเรื่องความเห็นเกี่ยวกับฟีเจอร์ที่อยากได้เห็นได้ใช้ในรถยนต์ ในฐานะที่เป็นบล็อกเกอร์สายเทคโนโลยีเช่นกัน)

 

Remote Repositioning ควบคุมรถจากระยะไกล ผ่าน 4G LTE

 

อีกสองเทคโนโลยีที่ฟอร์ดนำเสนอ และผมว่าน่าสนใจก็คือ Remote Repositioning กับ Parking Spotter ครับ … อย่างแรกเลย Remote Repositioning นี่เป็นการควบคุมรถจากระยะไกล คิดซะว่ากำลังดูหนังเจมส์บอน์ดละกัน ลงจากรถ แล้วก็ใช้สมาร์ทโฟนในการควบคุมรถไปจอดในที่ที่เราต้องการได้ เพียงแต่ในระบบจำลองนี่ใช้พวงมาลัยแบบจริงจัง พร้อมจอมอนิเตอร์สามตัว หลักการก็คล้ายๆ รถบังคับวิทยุนั่นแหละ เพียงแต่เป็นการควบคุมรถจริงๆ แทน และแทนที่จะใช้คลื่นวิทยุแบบรถบังคับ ก็ใช้เทคโนโลยอินเทอร์เน็ต 4G LTE ในการส่งข้อมูลแทน

 

อธิบายการทำงานของ Parking Spotter ใช้ Crowdsourcing ในการช่วยหาที่จอดรถ

 

อีกเทคโนโลยีนึงคือ Parking Spotter ครับ เป็นแนวคิดที่จะแก้ปัญหาเรื่องการหาที่จอดรถด้วยการใช้ Crowdsourcing โดยรถยนต์จะมีการติดตั้งเซ็นเซอร์คล้ายๆ เรดาห์ที่ช่วยสแกนหาที่ว่างสำหรับจอดรถ จากนั้นก็จะอัพโหลดข้อมูลที่ว่างขึ้นไปบน Cloud (อินเทอร์เน็ต) คนอื่นๆ ที่จะหาที่จอดรถ ก็จะมีแอปพลิเคชั่นติดตั้งไว้บนสมาร์ทโฟน เพื่อระบุว่า ณ ที่จอดรถใดบ้างมีที่ว่างให้จอดอยู่ และมีให้จอดได้กี่คัน อะไรแบบนี้

 

5 ปัจจัยในแนวคิด Smart Mobility ของฟอร์ด

 

ขอปิดท้ายด้วย 5 ปัจจัยที่ฟอร์ดมองว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับแนวคิด Smart Mobility ของเขากันครับ

  • Connectivity การเชื่อมต่อ ซึ่งไม่เพียงแค่เชื่อมต่อระหว่างรถยนต์กับอุปกรณ์พกพาเช่น สมาร์ทโฟน ของผู้ขับขี่เท่านั้น แต่รวมถึงการเชื่อมต่อเพื่อสื่อสารข้อมูลระหว่างรถยนต์ด้วยกัน หรือระหว่างรถยนต์กับโครงข่ายคมนาคมต่างๆ (เช่น ไฟจราจรส่งข้อมูลให้กับรถว่าไฟแดงแล้วนะ ต้องเตรียมหยุดรถแล้ว)
  • Mobility ซึ่งก็หมายถึงตัวรถเอง
  • Autonomous vehicles หรือ รถยนต์แบบขับเคลื่อนได้เอง
  • Customer experience ประสบการณ์ใช้งานของลูกค้า ทั้งเรื่องการขับขี่ การบริการหลังการขาย
  • Big data ใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ จากรถแต่ละคัน เพื่อประมวลผล และสร้างประสบการณ์ในการขับขี่ที่ดี

แต่จะเห็นได้ว่าหลักๆ แล้ว จะหมายถึง รถยนต์ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต เพื่อเข้าถึงข้อมูลมหาศาลที่จะนำมาใช้ประมวลผลเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมในการขับขี่ ทั้งสะดวกและปลอดภัย นั่นเอง

 

ท้ายสุดนี้ก็ต้องขอขอบคุณ ฟอร์ด ประเทศไทย ที่ให้เกียรติผมได้เข้าร่วมงาน CES Asia 2015 นะครับ 🙂

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: