เมื่อเราอยู่ในยุคที่สิทธิของเราเป็นใหญ่ (เหรอ)

โดรนถูกน้ำฉีดตกลงมาพังในวันสงกรานต์

มีเรื่องนึงที่อึดอัดใจมานานแล้ว ว่าจะเขียนถึงหลายหน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เขียนถึงซะที จนกระทั่งวันนี้ที่ได้เห็นโพสต์ของคนที่น่าจะเป็นนักข่าวคนนึง (พิจารณาจากรูป Profile ของเขา) ที่มีการแชร์กันในโลก Social media อยู่ เรื่องโดรนของทีมมีเดียที่ถูกฉีดน้ำจนร่วงลงมา พร้อมกับความไม่รับผิดชอบด้วยคำตอบที่ว่า “นี่มันสงกรานต์โว้ย พวกมึงไม่ระวังน้ำกันเองล่ะ” เมื่อถูกต่อว่า … ผมว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิดเรื่อง “สิทธิ์ของตนเอง” กันไม่มากก็น้อยล่ะ

ทำไมผมถึงคิดแบบนี้?!?

เพราะว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราๆ ท่านๆ น่าจะได้เคยเจอกับอะไรแบบนี้น่ะสิครับ สงกรานต์เป็นแค่ช่วงหนึ่งที่เราได้เห็นมันชัดเจน และบ่อยหน่อย เอาง่ายๆ เลยก็คือเรื่องสาดน้ำ ที่สาดกันแบบไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ ทั้งสิ้น สาดทั้งมอเตอร์ไซค์ที่ขับผ่านไปมา รวมถึงรถเมล์ รถสองแถว และอื่นๆ อีกมากมาย โดยไม่คำนึงถึงว่าคนที่อยู่บนรถเมล์ รถกะป๊อ หรือรถสองแถวนั้น มีใครที่ต้องไปทำธุระอะไรไหม เขาอยากเล่นสงกรานต์หรือเปล่า หรือมอเตอร์ไซค์และยวดยานพาหนะที่ขับขี่มาจะเกิดอุบัติเหตุหรือไม่ … คือผมเห็นมาแล้วนะครับ รถมอเตอร์ไซค์ที่ขับหลบน้ำแบบกะทันหันจนแทบจะมาชนกับรถ (ซึ่งผมเป็นคนขับรถคันนั้นเอง) และเมื่อกี้ก่อนที่จะมาเขียนบล็อกตอนนี้ ก็เห็นรถสองแถวที่ขับเปลี่ยนสองเลนรวด เพื่อหลบแก๊งสาดน้ำ … รถยนต์ที่กำลังขับๆ อยู่ หากเจอน้ำสาดมาเป็นปื้ดใหญ่ ทัศนวิสัยจะแทบกลายเป็นศูนย์ทันทีนะครับ ให้นึกถึงตอนฝนตกหนักๆ น้ำมันไหลเต็มกระจกหน้า ขนาดเปิดที่ปัดน้ำฝนแรงสุดยังแทบมองไม่เห็นอะไร นี่ไม่ทันได้เปิดที่ปัดน้ำฝน คิดว่าจะอันตรายขนาดไหน

สุดท้ายหากมีใครไปต่อว่า คำตอบที่มักจะได้ก็คือ “นี่มันสงกรานต์นะ” “ถ้าไม่อยากเปียกก็อย่าออกมาข้างนอกสิ” … ลืมไปหรือเปล่าว่าแม้จะเป็นวันสงกรานต์ แม้จะเป็นวันหยุดราชการ แต่ก็มีคนที่จำเป็นต้องออกจากบ้านไปทำงาน ไปทำธุระอยู่นะครับ

 

รถยนต์จอดเต็มริมถนน ทำให้เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ

 

และอย่างที่บอก การสาดน้ำในเทศกาลสงกรานต์เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น … ตัวอย่างอื่นๆ ที่เราได้เห็นอีกมากมาย เช่น หากใครอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรก็น่าจะรู้ดี บ้านที่ออกแบบมาให้มีที่จอดรถ แต่เจ้าของบ้านกลับเลือกที่จะเอาพื้นที่ที่จอดรถไปทำอย่างอื่น แล้วรถของตัวเองก็จอดไว้หน้าบ้าน หรือข้างถนนบริเวณพื้นที่บ้าน โดยคิดว่านั่นคือ “พื้นที่ของบ้านฉัน” ตรรกะเดียวกันกับพวกอาคารพาณิชย์ (ที่บางคนเรียกว่าทาวน์เฮาส์) ที่เอาของมาขายวางเลยลงมาบนฟุตบาธนั่นแหละครับ … ตรรกะ “พื้นที่ของบ้านฉัน” ทั้งนั้น … ทั้งๆ ที่การกระทำดังกล่าว อาจทำให้ผู้อื่นเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ (เช่น ในกรณีของหมู่บ้านจัดสรร หากมีรถยนต์มาจอดอยู่ทั้งสองข้างทาง รวมไปถึงทางโค้ง ก็อาจทำให้วิสัยทัศน์ในการมองเห็นลดลง พื้นที่ในการหลบหลีกก็ลดลง เสี่ยงต่ออันตราย)

บนโลก Social media ก็เช่นกันครับ มันเหมือนพื้นที่เปิดกว้างในการแสดงความเห็น … ใช่ครับ อินเทอร์เน็ตเปิดกว้างมาก และจนถึงบัดนี้ แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว กฎหมายของหลายๆ ประเทศก็ยังปรับตัวตามไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงบนโลกออนไลน์เลย เราจึงได้เห็นการเกิดของ Social media profile หลาย ID (โดยเฉพาะ Facebook Page) ที่เลือกแสดงความเห็นต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา และในหลายๆ ครั้ง แรงจนหมิ่นเหม่ต่อข้อกฎหมายต่างๆ

 

สิทธิของเราที่จะทำ ก็สิทธิของเขาที่จะตำหนิติเตียนหรือฟ้องร้อง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 หมวดที่ 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา 28 ระบุเอาไว้ว่า

“บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน” 

และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แม้จะไม่ได้มีการแบ่งหมวดหมู่เหมือนฉบับ พ.ศ.2550 แต่ก็มีการยืนยันเรื่องสิทธิ เสรีภาพของชนชาวไทยไว้ในมาตราที่ 4 ดังนี้

“ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทย มีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”

ฉะนั้น เมื่อพิจารณาจากสิทธิ เสรีภาพ ที่ได้รับการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะเห็นว่าขอบเขตของสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทยคือต้องอยู่ภายใต้ 3 เงื่อนไข คือ

  • ไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น
  • ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
  • ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

ฉะนั้นต้องจำไว้ครับ สิทธิและเสรีภาพของทุกคนนั้นต้องเท่าเทียมกัน เรามีสิทธิและเสรีภาพ เขาก็มีเช่นกัน แน่นอนว่าเมื่อเกิดการละเมิดเกิดขึ้น มันก็เกิดการตำหนิ หรือฟ้องร้องตามมา (เช่น ในกรณีโดรนของนักข่าวถูกฉีดน้ำใส่จนร่วงลงมา หรือ การแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์จนถูกฟ้องหมิ่นประมาท เป็นต้น)

แต่เมื่อถูกตำหนิ หรือถูกฟ้องร้อง กลับมาบอกว่ามันเป็นสิทธิเสรีภาพของเขาในการทำ (นี่มันวันสงกรานต์นะ ชั้นก็มีสิทธิฉีดน้ำสิ) หรือแสดงความเห็น (ชั้นแค่แสดงความเห็นของชั้นบน Facebook Page ของชั้น พื้นที่ส่วนตัวของชั้นเท่านั้น) เราๆ ท่านๆ ลืมอะไรกันไปหรือเปล่า?!?

ถ้าเรามีสิทธิที่จะทำ มีเสรีภาพที่จะแสดงความเห็น เขาก็มีสิทธิที่จะตำหนิเรา มีเสรีภาพที่จะเลือกฟ้องร้องดำเนินคดี เพราะเราไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพของเขาเช่นกัน … อันนี้ต้องจำให้ขึ้นใจนะครับ

ผมขอใช้คำว่า “ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการคิดและทำ แต่ก็ต้องพร้อมรับผลแห่งความคิดและการกระทำเหล่านั้นด้วยเช่นกัน” นะครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

Leave a Reply

%d bloggers like this: